หลังจากที่คำอินทร์สามารถเข้าถึง "ภาษา" ของสรรพสัตว์ได้แล้ว หลวงปู่แก้วก็ตระหนักว่าถึงเวลาสำหรับบทเรียนขั้นต่อไป การเป็เพียง "ผู้ฟัง" ที่ดีนั้นยังไม่เพียงพอ. ผู้ที่ใช้อาคมที่แท้จริง จะต้องเป็ "ผู้สื่อสาร" ที่ดีด้วย
"การเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นเป็เพียงครึ่งหนึ่งของหนทาง" หลวงปู่กล่าวในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองกำลังยืนอยู่กลางลานกว้างหน้าหมู่บ้าน "ครึ่งที่เหลือ คือการทำให้ผู้อื่นเข้าใจความรู้สึกของเรา และยินดีที่จะช่วยเหลือตามคำร้องขอ วันนี้ ปู่จะให้บททดสอบแก่เ้า"
หลวงปู่แก้วชี้เข้าไปในป่าลึก "ปู่จะเดินทางไปรอเ้า ณ สถานที่แห่งหนึ่งในป่านี้ หน้าที่ของเ้าคือตามหาปู่ให้พบก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า แต่มีเงื่อนไข...เ้าห้ามใช้ดวงตาของเ้าในการแกะรอย ห้ามมองหารอยเท้า หรือร่องรอยใดๆ ที่ปู่ทิ้งไว้ เ้าจะต้องพึ่งพาดวงตาและหูของสหายแห่งพงไพรเท่านั้น"
นี่เป็บททดสอบที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่การนั่งนิ่งๆ ทำสมาธิอีกแล้ว แต่เป็การเคลื่อนไหวและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า คำอินทร์รู้สึกตื่นเต้นและประหม่าในเวลาเดียวกัน
หลังจากหลวงปู่เดินหายลับเข้าไปในแนวป่า คำอินทร์ก็เริ่มต้นภารกิจของเขาทันที เขาเห็นกวางตัวหนึ่งกำลังเล็มหญ้าอยู่ไม่ไกล ด้วยความมั่นใจจากบทเรียนที่แล้ว เขานั่งลงและพยายามสื่อสารกับมัน
เขาทำจิตให้นิ่ง เชื่อมต่อกับความรู้สึกของกวางตัวนั้น เขารู้สึกถึงความสงบระแวดระวังของมัน จากนั้น เขาก็ลองส่ง "คำขอ" ของเขาออกไป เขาพยายามสร้างภาพของหลวงปู่แก้วในหัว แล้วส่งความคิดออกไปว่า "เ้าเห็นพระภิกษุชราเดินผ่านไปทางไหนหรือไม่? โปรดนำทางข้าไปที"
ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็อย่างที่คาด กวางตัวนั้นสะดุ้งสุดตัว ความสงบในจิตของมันแปรเปลี่ยนเป็ความสับสนและตื่นตระหนก มันสลัดหัวไปมา แล้ววิ่งเตลิดหายเข้าไปในป่าลึก ทิ้งให้คำอินทร์นั่งงุนงงอยู่เพียงลำพัง
เขาพยายามอีกหลายครั้งกับสัตว์อื่นๆ ทั้งกระรอกบนต้นไม้ หรือตัวตุ่นในโพรงดิน ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม สัตว์เ่าั้รับรู้ถึงการสื่อสารของเขาได้ แต่พวกมันไม่เข้าใจ "คำขอ" ที่เป็นามธรรมและซับซ้อนเกินไป พวกมันััได้เพียงเจตนาที่ "้าบางสิ่ง" จากพวกมัน ซึ่งนั่นทำให้พวกมันหวาดระแวงและหนีไป
เวลาผ่านไปจนตะวันคล้อยบ่าย คำอินทร์เริ่มท้อแท้ เขานั่งพิงต้นไม้ใหญ่อย่างเหนื่อยอ่อน "ข้าทำอะไรผิดไป..." เขาพึมพำกับตัวเอง
หลังจากนั่งสมาธิแล้วครุ่นคริดอยู่ 1 ชั่วโมง เขาก็พลันตระหนักรู้ เขาพยายามจะยัดเยียด "ภาษา" ของมนุษย์ให้แก่เหล่าสัตว์ เขาใช้ตรรกะและโครงสร้างประโยคที่ซับซ้อนเกินกว่าที่จิตสำนึกแห่งสัญชาตญาณจะเข้าใจได้ เขาไม่ได้ "ร้องขอ" ในภาษาของพวกมัน.
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่มองหาสัตว์ที่พื้นดิน เขารู้ดีว่าผู้ที่มองเห็นทุกสิ่งในป่าได้กว้างไกลที่สุดคือเหล่าสกุณาที่อยู่บนยอดไม้
คำอินทร์หลับตาลง เขาไม่ได้นึกถึงภาพของหลวงปู่ที่เป็ "ภิกษุชรา" อีกต่อไป แต่เขาสร้าง "ความรู้สึก" ขึ้นมาแทน มันคือความรู้สึกของ "ลูกฝูง" ที่กำลังพลัดหลงและตามหา "จ่าฝูง" ผู้เปี่ยมด้วยปัญญาและเป็ศูนย์รวมของความปลอดภัย เขาส่งความรู้สึกอันบริสุทธิ์และชัดเจนนี้แผ่ออกไปรอบกาย
จากนั้น เขาก็ส่งคำร้องขอที่เรียบง่ายที่สุดออกไป ไม่ใช่คำพูด แต่เป็เจตจำนง "หากเห็นผู้ที่เราตามหา...โปรดส่งสัญญาณ" เขาไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็สัญญาณอะไร. เขาเพียงเชื่อใจและปล่อยให้เป็หน้าที่ของเหล่าผู้เฝ้ามองแห่งฟากฟ้า
ชั่วอึดใจหนึ่ง ทุกอย่างเงียบสงัด แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้น
"จิ๊บ! จิ๊บ! แกร๊ก!"
เสียงของนกแซงแซวตัวหนึ่งดังขึ้นอย่างผิดปกติมาจากทางทิศตะวันออก มันไม่ใช่เสียงร้องเพลง แต่เป็เสียงร้องเตือนที่แหลมเล็กและดังซ้ำๆ คำอินทร์ลืมตาขึ้นทันที เขารู้โดยสัญชาตญาณว่านั่นคือคำตอบ.
เขารีบออกวิ่งไปตามทิศทางของเสียงนั้น เมื่อเขาไปถึงจุดที่นกตัวแรกส่งเสียง นกแซงแซวอีกตัวบนต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไปก็รับ่ต่อ ส่งเสียงร้องในลักษณะเดียวกัน มันคือการนำทางด้วยเสียงที่ถูกส่งต่อกันเป็ทอดๆ
คำอินทร์วิ่งตามเสียงของเหล่านกไปเรื่อยๆ ลึกเข้าไปในป่าทึบ จนกระทั่งเสียงนั้นนำเขามาหยุดอยู่ที่หน้าพุ่มเถาวัลย์ที่รกทึบ เมื่อเขาแหวกเถาวัลย์นั้นออก เขาก็พบกับโพรงถ้ำเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างแเี
และภายในถ้ำนั้น...หลวงปู่แก้วกำลังนั่งหลับตาสมาธิรออยู่ก่อนแล้ว
"ในที่สุดเ้าก็เข้าใจ" หลวงปู่ลืมตาขึ้นแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "การร้องขอที่แท้จริง ไม่ใช่การออกคำสั่ง แต่คือการสร้างความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน เมื่อเ้าให้ความเคารพและเชื่อใจในตัวพวกเขา...พวกเขาก็พร้อมที่จะหยิบยื่นมิตรภาพให้แก่เ้าเสมอ จงจำไว้ให้ดี นี่คือกฎข้อแรกของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ"