ตอนที่ 8
“หยุดเลยนะเอเลียส นายต้องรู้จักเคารพตัวเองเข้าใจไหม อีกอย่างถ้าฉันไม่ได้ระบายออกมาล่ะก็ มีหวังได้อกแตกตายแน่”
เชอร์ริชบีบฝ่ามืองามแน่น เขากลอกตาใส่คนงามผู้มีจิตใจใสสะอาดราวกับสายน้ำอันบริสุทธิ์พลางเอ่ยเสียงขึงไปด้วย
แม้ว่าส่วนหนึ่ง เขาทำไปเพื่อแสดงจุดยืนที่จะแบกรับโชคชะตาอันโหดร้ายไปพร้อมกับเอเลียส แต่ส่วนหนึ่งเชอร์ริชก็ยอมรับว่า เขาไม่ใช่คนใจสะอาดเหมือนอีกฝ่าย ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเลือกที่ระบายความรู้สึกออกมาและสิ่งสำคัญนอกเหนือจากนั้น เชอร์ริชอยากให้เอเลียสตระหนักว่า ตัวเองมีค่าและดีงามมากแค่ไหน
หากว่าความผิดมันเกิดจากการเลือกเกิดไม่ได้ บางทีมันก็เป็แค่ชะตาที่เล่นตลกและเราก็ควรที่จะเลิกให้ค่ามันเสียที
หากเป็ไปได้ เขาอยากให้เอเลียสเลิกโทษตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นมาสู้เพื่อตัวเองเหมือนกับที่เขาสู้เพื่ออีกฝ่าย
“ก็ได้ๆ ฉันผิดเอง เอาน้ำไหม?” เอเลียสมองสายตาอันเต็มเปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิงอันโชติ่ของคนน่ารักที่นั่งอยู่ข้างกัน ชายหนุ่มได้แต่เอ่ยเสียงอ่อนเป็การยกธงขาวพลางหยิบแก้วโกโก้ของตัวเองให้อีกฝ่ายเป็การเอาใจ
“ก็ดีเหมือนกัน ของฉันหมดแล้ว ขอบใจนะ” เชอร์ริชไม่ปฏิเสธการเอาอกเอาใจของคนงามแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงละฝ่ามือจากฝ่ามืองามของเอเลียสแล้วคว้าแก้วโกโก้ของอีกฝ่ายมาดื่มด้วยท่าทางอันสุขใจ
“อืม” เอเลียสคลี่ยิ้มบางๆ พลางมองริมฝีปากสีแดงชุ่มน้ำของคนน่ารักที่กำลังดื่มโกโก้จากแก้วของเขาอยู่ด้วยความเอ็นดูที่มีความลึกซึ้งจางๆ แฝงอยู่
“เอาล่ะ คนที่ถูกเสนอชื่อออกมายืนด้านหน้ากับฉัน”
ก่อนที่พวกเขาจะได้สนทนากันต่อนั้น ฟรานเชสก้าที่เห็นว่าบรรยากาศตึงเครียดในห้องคลายตัวลงแล้วก็เรียกให้คนที่ถูกเสนอชื่อออกมายืนที่ด้านหน้ากระดานด้วยกัน
เอเลียสได้แต่โคลงหัวเบาๆ แล้วลุกไปยืนอยู่ตรงจุดที่ฟรานเชสก้าเป็คนกำหนด โดยมีเชอร์ริชที่กำลังดื่มโกโก้ดับกระหายคอยส่งกำลังใจด้วยท่าทางอันทรงพลังที่น่ารักน่าชังในสายตาของทุกคนในห้อง
“อย่าไปใส่ใจ เข้าใจไหมพวก” โจก้าวมาตบไหล่ให้กำลังใจเพื่อนตัวเล็ก เนื่องจากเขาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่แอชลี่ย์เอ่ยออกมาและนึกเวทนาชายหนุ่มผู้งดงามจากใจจริง
ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงคลี่ยิ้มให้กำลังใจเอเลียสเป็ครั้งสุดท้าย จากนั้นจึงเดินไปหยุดยืนตรงจุดที่ฟรานเชสก้ากำหนด ขณะแอชลี่ย์เพียงแค่พ่นลมหายใจเสียงดังออกมาด้วยท่าทางอันเย่อหยิ่ง
ไมกี้เดินลงมายืนอยู่ข้างๆ เอเลียสโดยไม่สนใจฟรานเชสก้าที่ชี้ให้เขาไปยืนข้างโจเลยแม้แต่น้อย ขณะที่ดวงตาอันเสเพลของชายหนุ่มเคลื่อนไปมองเพื่อนตัวน้อยผู้น่ารักที่กำลังเชียร์คนงามอยู่ แล้วจึงเคลื่อนสายตามามองคนงามด้วยสายตามีเลศนัย
ถึงแม้ไมกี้จะเคยเอ่ยว่า อยากขึ้นเตียงกับเอเลียส แต่ก็ใช่ว่า เขาจะปักใจกับดอกไม้งามเพียงดอกเดียว เพราะหลังจากนั้นเขาก็ขึ้นเตียงกับชายหนุ่มหญิงสาวอีกหลายคนเหมือนกับที่ทำมาตลอด
…ด้วยเหตุนี้เองสติของเขาจึงค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น จนมองเห็นความผิดปกติของชายหนุ่มทั้งสอง
“...นั่นเขาเรียกว่าสารภาพรักหรือเปล่าน๊า” ไมกี้เอียงคอเอ่ยเย้าคนงามด้วยสุ้มเสียงอันเสเพล ขณะที่ดวงตาสีดำคู่งามเพียงแค่เคลื่อนมามองเขาด้วยสายตาอันราบเรียบราวกับผืนน้ำที่ปราศจากคลื่นลม
“?” เอเลียสมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกันแล้วเลื่อนสายตาไปทางอื่นราวกับเขาไม่เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย
“ไม่เอาน่า พวกนายสองคนมีกลิ่นตุๆ นะเพื่อน!”
ท่าทีของคนงามที่ยืนอยู่ข้างกัน ทำให้ไมกี้ยิ้มมุมปาก แล้วเอ่ยสิ่งที่ติดอยู่ในใจออกมาอย่างได้ใจ
เอเลียสไม่หันไปเอ่ยอะไรเป็การโต้ตอบชายหนุ่มร่างสูงจอมเ้าชู้ที่ยืนอยู่ข้างกัน เขาเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยท่วงท่าอันสงบนิ่งที่มักจะทำอยู่เป็ประจำในยามที่ถูกใครต่อใครเข้ามาก่อกวนราวกับสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ ท่ามกลางกลุ่มลูกกวางที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน
…แต่กลับทำให้รู้สึกได้ถึงความล้ำลึกอันแปลกประหลาดได้อย่างเลือนลาง
“ไง เอเลียส บอกตามตรงว่า ฉันไม่สนใจตำแหน่งนี่เลยสักนิด อีกอย่างยัยแอชลี่ย์ก็เผานายซะเกรียมเลย” ดีแลนด์เดินลงมาเป็คนสุดท้าย เขาหันมากระซิบให้ได้ยินกันแค่สามคนพลางเหลือบตามองหญิงสาวตระกูลผู้ดีจอมหลงตัวเองที่คิดว่า ตนนั้นดีกว่าคนอื่นโดยไม่วายที่จะเอ่ยเย้าคนงามด้วยสุ้มเสียงที่ไม่ใคร่จะจริงจังเท่าไหร่
สำหรับคนนอกอย่างเขาที่ไม่ค่อยอินกับชุดความคิดของพวกลูกผู้ดีอยู่แล้ว ย่อมมองว่า การด่าทอคนอื่นอย่างหยาบคายโดยไม่ไว้หน้าใครเลยของแอชลี่ย์เป็พฤติกรรมที่เลวร้ายเกินกว่าที่วิญญูชนอย่างเขาจะรับไหว
“เอาล่ะ ฉันจะเรียกทีละคน ชอบคนไหนก็ยกมือให้คนนั้น หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงเข้าใจตรงกันนะทุกคน” เมื่อเห็นว่าคนที่ถูกเสนอชื่อมายืนเรียงแถวหน้ากระดานกันครบแล้ว ฟรานเชสก้าจึงประสานฝ่ามือเข้าด้วยกัน แล้วเอ่ยกติกาอันเรียบง่ายนี้ให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน โดยมีนาน่าทำหน้าที่คอยเขียนผลคะแนนโหวตไว้บนกระดานอีกที
“แอชลี่ย์” ฟรานเชสก้าผายมือไปทางหญิงสาวในชุดเดรสผ้าทวิตสีพีชราคาแพงระยับพลางเอ่ยชื่อของเธอคนแรก
เนื่องจากทัศนคติที่หญิงสาวพ่นออกมาในตอนที่ปะทะคารมกับเชอร์ริชทำให้ทุกคนไม่เห็นด้วยกับเธอ ซ้ำร้ายบางคนยังมองว่า เธอเย่อหยิ่งเกินไปจนไม่น่าคบ จึงทำให้มีเพียงเพื่อนร่วมกลุ่มของเธอที่ยกมือสนับสนุน
“โจ” ฟรานเชสก้าพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นเธอก็เอ่ยชื่อเพื่อนร่วมกลุ่มของตัวเองออกมา โดยมีเพื่อนร่วมห้องจำนวนหนึ่งที่ยกมือสนับสนุนชายหนุ่มเหมือนกับเธอและนาน่า
“ดีแลนด์” สิ้นเสียงของฟรานเชสก้า กลุ่มหนุ่มๆ หลังห้องก็ยกมือสนับสนุนเพื่อนร่วมกลุ่มของพวกเขา โดยมีหญิงสาวบางคนยกมือผสมโรงเพราะชื่นชอบหน้าตาอันหล่อเหลาของเขา
“ไมกี้ พ่อหนุ่มจอมเ้าชู้ ฉันเห็นนายแอบส่งข้อความหานาน่าของฉัน!” ฟรานเชสก้าเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มจอมเ้าชู้แล้วขานชื่อเขาโดยไม่วายที่จะเอ่ยแซวไปด้วย ทำให้สาวๆ หลายคนถึงกับตบโต๊ะด้วยความขุ่นเคืองเมื่อรู้ว่า เขาแอบคุยกับคนอื่นลับหลังตน
ไมกี้กลอกตาหนึ่งทีอย่างเซ็งๆ เมื่อถูกยัยหัวหน้าห้องจอมจุ้นแฉกลางห้อง ขณะที่คะแนนสนับสนุนของเขาลดลงอย่างฮวบฮาบจนเหลือแค่ผู้หญิงไม่กี่คนที่ยกมือสนับสนุน
“ฟรานเชสก้า!” นาน่าถลึงตาใส่เพื่อนรักอย่างเอาเื่ จากนั้นก็หันไปบันทึกคะแนนสนับสนุนอันน้อยนิดของไมกี้ไว้บนกระดาน
“เอเลียส”
เมื่อฟรานเชสก้าเอ่ยชื่อของชายหนุ่มผู้งดงามที่ถูกแอชลี่ย์เหยียบจนจมนั้น หนุ่มสาวที่เหลือต่างก็ยกมือสนับสนุนชายหนุ่มผู้น่าเวทนากันอย่างพร้อมเพรียงอันเป็การแสดงจุดยืนว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับถ้อยคำอันร้ายกาจของแอชลี่ย์เลยแม้แต่น้อย
หากจะเอ่ยว่า การที่แอชลี่ย์โต้เถียงกับเชอร์ริชเมื่อครู่นั้น ได้ทำหน้าที่เป็กระจกที่สะท้อนให้พวกเขาได้ทบทวนตัวเองที่ด่วนตัดสินชายหนุ่มร่างเล็กผู้งดงามคนนี้จนเกินไป…ก็ไม่นับว่าผิดนัก
“ฉันบอกแล้วว่ายัยนั่นเผานายซะเกรียม” ดีแลนด์ที่ฝ่าฝืนกฎยกมือสนับสนุนเอเลียสหันมาคลี่ยิ้มให้ เฉกเช่นเดียวกับโจและไมกี้ที่สนับสนุนเอเลียสเหมือนกัน
เอเลียสมองผู้คนที่ยกมือสนับสนุนตนด้วยสายตาอันราบเรียบ จากนั้นเขาก็เลื่อนสายตามองไปยังชายหนุ่มผมบลอนด์สว่างที่ยกมือสนับสนุนเขาด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันเจิดจ้าราวกับแสงอาทิตย์อันอบอุ่น
ความราบเรียบภายในท้องนภาอันมืดมิดค่อยๆ ทอประกายอันนุ่มนวลออกมา เอเลียสทำได้เพียงแค่มองคนน่ารักแล้วส่งยิ้มอันงดงามที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องตกตะลึงในความงามอันบริสุทธิ์ผุดผ่องนั้นไปให้เชอร์ริชแต่เพียงผู้เดียว เฉกเช่นเดียวกับสายตาของเขาที่ทอดมองคนน่ารักอยู่อย่างนั้นโดยไม่คิดจะละสายตาไปไหน
“ขอโทษนะแอชลี่ย์ รอบนี้ฉันเข้าข้างเธอไม่ได้จริงๆ” โซฟี่ที่ยกมือสนับสนุนเอเลียสในนาทีสุดท้าย เธอะโสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ท่ามกลางสายตาไม่พอใจของเพื่อนร่วมกลุ่มโดยไม่แคร์ด้วยซ้ำว่า หลังจากนั้นเธออาจถูกเตะออกจากกลุ่มเพราะสนับสนุนเอเลียส
“ก็นะ ใครๆ ก็รู้ว่า ฉันชอบคนสวยน่ะ” ไมกี้ยักไหล่ให้หญิงสาวแล้วขยิบตาเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยท่าทางอันเสเพลที่ดูยียวนกวนประสาทสุดๆ
“นี่พวกนาย!” แอชลี่ย์เค้นเสียงต่ำด้วยโทสะที่อัดแน่นอยู่ในอก ขณะที่ฟรานเชสก้าเพียงแค่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วมองไปที่แอชลี่ย์ด้วยสายตาที่มีความเ็าเจืออยู่เล็กน้อยเป็เชิงปรามอีกฝ่ายอยู่กลายๆ ว่าให้รู้จักระงับอารมณ์ของตัวเองบ้าง
ในระหว่างที่ทุกคนเก็บของแยกย้ายกันกลับใน่บ่ายแก่ เชอร์ริชก็พาเอเลียสมาถ่ายรูปที่บริเวณสวนหย่อมข้างๆ อาคารเรียนเพื่ออัปโหลดรูปลงหน้าเพจของคณะตามที่ฟรานเชสก้าบอกไว้
“ชุดยังไม่เรียบร้อยนะ” จังหวะที่เชอร์ริชหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจะถ่ายรูปให้เอเลียสนั้น สุ้มเสียงอันผ่อนคลายที่คุ้นเคยของโซฟี่ก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง พาให้ชายหนุ่มต้องหันไปหาเ้าของเสียงด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ
“โซฟี่” ชายหนุ่มโพล่งออกมาด้วยใบหน้าที่มีประกายของความรู้สึกผิด
ถึงแม้ว่าเขาจะดีใจที่โซฟี่กับไมกี้สนับสนุนเอเลียส แต่ชายหนุ่มก็รู้สึกแย่ที่ทำให้ทั้งสองขัดแย้งกับกลุ่มของแอชลี่ย์
“ดูไม่ได้เลยเชอร์ริช อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ” ใบหน้าอันยู่ยี่ที่เต็มไปด้วยความเสียใจของคนน่ารัก ทำให้หญิงสาวอดที่จะเอ่ยเย้าชายหนุ่มไม่ได้ เธอหัวเราะขัน แล้วตบแก้มของชายหนุ่มเบาๆ อย่างนึกเอ็นดู
“อันที่จริงอยู่กับนายสองคนก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ ถ้าพวกนายไม่รังเกียจพวกฉันสองคนอ่ะนะ” ไมกี้ที่แต่เดิมเอาแต่ลวนลามเอเลียสมาโดยตลอดยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ แล้วเอ่ยกับทั้งสองด้วยท่าทางเสเพล
“ฉันไม่รังเกียจเธอเลยนะโซฟี่” เชอร์ริชกะพริบตาเบาๆ พาให้กลุ่มขนตาสีบลอนด์กระพือไปมาเป็จังหวะอันน่ามองพลางเอ่ยกับหญิงสาวด้วยสุ้มเสียงอันจริงใจ
“เฮ้ แล้วฉันละที่รัก?!” ไมกี้ที่ถูกเมินได้แต่ร้องเสียงหลง เพื่อเรียกร้องความเป็ธรรมให้ตัวเอง
“นายต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่เอาเปรียบเอเลียส” เชอร์ริชหันมาหรี่ตามองเ้าหนุ่มมือปลาหมึกจอมเ้าชู้ด้วยสายตาอันเย็นะเืพลางเอ่ยเสียงแข็งด้วยสีหน้าอันจริงจัง
“ก็ได้ สาบานเลยว่า ฉันจะไม่ยุ่งกับเอเลียสของนายแน่นอน!!!” ไมกี้กรอกตาใส่เชอร์ริชหนึ่งที จากนั้นจึงยอมรับปากโดยไม่วายที่จะเอ่ยแขวะเ้าเพื่อนตัวเล็กทั้งสองอย่างหมั่นไส้
“แล้วแอชลี่ย์ล่ะ?” คำตอบที่น่าพึงพอใจของไมกี้ ทำให้เอเลียสที่ยืนฟังเงียบๆ มาโดยตลอดเอ่ยถามขึ้นมา
อันที่จริงเอเลียสไม่ได้ต่อต้านทั้งสองเท่าไหร่นัก เพราะเคยทำงานกลุ่มด้วยกันมาก่อน ชายหนุ่มจึงพอจะรู้พื้นเพนิสัยของทั้งสองคร่าวๆ บวกกับทั้งสองไม่ได้มีทีท่าคุมคามคนน่ารัก
….แม้ว่าเ้าหนุ่มจอมเ้าชู้จะทำตัวรุ่มร่ามจนเขารำคานในบางทีก็ตาม แต่กระนั้นแล้วคำตอบเมื่อครู่ก็ทำให้เขาพอใจมากทีเดียว!
“ก็ในเมื่อพวกฉันสองคนคิดไม่เหมือนยัยนั่น มันก็ออกจะฝืนไปหน่อยถ้าคบกันต่ออ่ะนะ”
ไมกี้ยักไหล่ เขาเอียงคอเอ่ยข้อเท็จจริงนี้ออกมาด้วยท่าทางอันผ่อนคลายราวกับกำลังเอ่ยเื่ดินฟ้าอากาศที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร
ก็อย่างว่าแหล่ะ การที่เขากับโซฟี่สนับสนุนคนงามแบบนี้มันมีหมายความว่าพวกเขาได้หันหลังให้กับกลุ่มของแอชลี่ย์ไปแล้ว
“พูดมากจริงๆ ไมกี้ นายเอากล้องออกมาเตรียมถ่ายรูปให้เรียบร้อย ถึงยังไงเราก็ต้องได้รูปเด็ดๆ ขึ้นเพจคณะ” โซฟี่หันมาต่อยไหล่เ้าเพื่อนจอมเ้าชู้หนึ่งที จากนั้นเธอก็เอ่ยเร่งให้อีกฝ่ายเอากล้องที่มักจะพกไปไหนมาไหนออกมาถ่ายรูปให้เอเลียสด้วยสายตาที่มีประกายของความมุ่งมั่นเจืออยู่จางๆ
“ขอบใจนะ” เอเลียสเอ่ยขอบคุณทั้งสองเสียงเรียบ ทว่ากลับมีประกายของความจริงใจแฝงอยู่จางๆ
อาจเป็เพราะั้แ่เกิดมา ชายหนุ่มไม่เคยประสบกับเหตุการณ์อันกินใจแบบนี้มาก่อน ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงรู้สึกราวกับว่า ภายในมันสั่นะเืด้วยความซึ้งใจที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็คำพูดได้
“เื่แค่นี้เองอย่าคิดมากเลย” โซฟี่ส่งยิ้มอันเป็มิตรให้เอเลียส จากนั้นเธอก็ก้าวเข้ามาช่วยเชอร์ริชจัดเสื้อผ้าให้เพื่อนคนงามด้วยอีกแรง
ไมกี้หยิบกล้องออกมาจากกระเป๋าเป้แบรนด์ดัง เขาเพียงแค่มองเพื่อนทั้งสองที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเสื้อผ้าให้เอเลียส แล้วกระตุกยิ้มออกมาอย่างนึกขัน จากนั้นจึงกดชัตเตอร์ถ่ายรูปของทั้งสามด้วยความขี้เล่น
เย็นวันนั้น ณ คฤหาสน์ของอีฟ
เอเลียสที่นั่งอยู่บนโซฟาสีม่วงเหลือบดำอันหรูหราในห้องนั่งเล่นที่อยู่ติดกับสวนดอกไม้ด้านหลังกำลังก้มหน้าลงมองภาพของเขาที่เชอร์ริชแคปให้ดูในหน้าแชทด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายอันนุ่มนวล
‘รูปที่ฉันเลือกเป็ไง ดูดีไหม?’
คนที่อยู่ปลายสายเอ่ยถามเสียงใส พาให้ชายหนุ่มจินตนาการถึงใบหน้าอันน่ารักน่าชังที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันเบิกบานของอีกฝ่าย
‘ดูดีมากเลย ขอบใจนะเชอร์ริช’ ดวงตาคู่งามหลุบมองรูปของตัวเองอย่างอ่อนโยน ขณะที่ในหัวก็นึกถึงััของฝ่ามือเล็กๆ อันนุ่มนิ่มคู่นั้นที่ช่วยจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เขาเมื่อ่บ่าย
‘งืมๆ ว่าแต่พรุ่งนี้อยากดื่มอะไร ฉันจะซื้อไปเผื่อ’ คำถามเดิมๆ ที่ได้ยินมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา ไม่ทำให้เอเลียสหน่ายเลยแม้แต่น้อย กลับกันเขายิ่งรู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่อีกฝ่ายเอาใจใส่กันแบบนี้
ชายหนุ่มเอนกายลงไปพิงพนักโซฟาพลางยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูรูปโปร์ไฟล์ของคนน่ารักไปด้วย
‘นายดื่มอะไร ฉันก็ดื่มอันนั้นแหล่ะ’
เอเลียสเอ่ยคำตอบที่เขามักจะตอบอยู่เป็ประจำด้วยสุ้มเสียงอันผ่อนคลาย ขณะที่ในห้วงความคิดก็นึกถึงภาพของใครบางคนที่มักจะถือถุงเครื่องดื่มเ้าดังมาเผื่อกันทุกเช้าด้วยความสุขใจ
‘งั้นพรุ่งนี้ดื่มชานมกันเนอะ’ สุ้มเสียงอันเบิกบานของเชอร์ริช ทำให้เอเลียสได้แต่ขานรับเสียงนุ่มเหมือนกับทุกครั้ง
หลังจากนั้นพวกเขาก็คุยกันเื่รายงานที่ต้องทำส่งอีกนิดหน่อย จากนั้นเขาก็นั่งฟังเชอร์ริชชมรูปของเขาบนบอร์ดของคณะอีกครึ่งชั่วโมง จากนั้นเชอร์ริชก็ต้องวางสายไปเพราะมีนัดหมายไปกินมื้อค่ำที่บ้านของคุณปู่
เอเลียสวางโทรศัพท์ลงข้างตัวอย่างหมดแรงใจราวกับเวลาแห่งแสงแรกของวันได้สิ้นสุดลง รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าอันงดงามค่อยๆ จางหายไป ชายหนุ่มผินหน้าไปเหม่อมองกลุ่มดอกไฮเดรนเยียในสวนที่เริ่มถูกความมืดสลัวใน่เย็นเข้ามาปกคลุมด้วยสีหน้าอันนิ่งสงบราวกับรูปสลักน้ำแข็งอันเย็นะเื
เอเลียสไม่รู้ว่า เวลาอันไร้ค่าของเขาผ่านไปนานเท่าไหร่ ทว่าเมื่อรู้ตัวอีกที ผู้เป็แม่ในชุดเดรสลูกไม้สีไวน์แดงก็โยนกระปุกยากดฮอร์โมนลงบนตักของชายหนุ่มพร้อมกับถือแก้วน้ำทรงสูงเอาไว้ในมือด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันปรีดี
“ฉันได้ยินว่า แกได้รับเลือกเป็ตัวแทนห้องแทนนังเด็กนั่น” อีฟเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันเบิกบานพลางยื่นแก้วน้ำให้ลูกชาย ซึ่งนานๆ ทีเธอจะทำหน้าที่ดูแลลูกชายให้กินยาอย่างใกล้ชิดแบบนี้
“...” เอเลียสเพียงแค่เปิดฝากระปุกยา เขาหยิบยาราคาแพงในกระปุกมาหนึ่งเม็ด จากนั้นก็นำมันเข้าปากด้วยสีหน้าอันเรียบเฉยราวกับว่า เขาไม่ได้ใส่ใจชัยชนะในวันนี้เลยแม้แต่น้อย
“ทำได้ดีมาก แบบนี้สิถึงจะสาสมกับที่มันทำกับเรา” อีฟมองลูกชายที่นำยากดฮอร์โมนเข้าปากพลางเอ่ยอย่างเปรมปรีดิ์ไปด้วย
“มันก็แค่บังเอิญเท่านั้นครับ” เอเลียสตัดสินใจเอ่ยให้ผู้เป็แม่รู้ว่า เขาไม่ได้คิดจะเข้าไปพัวพันกับตระกูลวาฮ์โอเลียนเสียงเรียบ
การที่เอเลียสมีความคิดที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวนั้นไม่ใช่ว่า ชายหนุ่มเป็คนดีอะไร เขาเพียงแค่ถูกสังคมเกลียดชังมานานจนความเ็ปเ่าั้มันได้เปลี่ยนเป็ความเหนื่อยหน่าย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่เอเลียสปรารถนาอย่างสุดหัวใจ ไม่ใช่การแก้แค้นที่ยิ่งทำลายตัวตนภายในของเขา แต่เป็เพียงการหามุมสงบให้ตัวเองได้พำนักอย่างปลอดภัยไปตลอดชีวิตเท่านั้น
…และดูเหมือนว่า ตอนนี้ชายหนุ่มก็พบกับจุดหมายอันสงบสุขนั้นแล้ว
“หึ อย่าทำตัวเป็คนดีไปหน่อยเอเลียส แกน่ะสมควรเกลียดพวกมัน เหมือนกับฉันที่เกลียดพวกมันเพราะพวกมันทำลายชีวิตของฉัน” อีฟเค้นหัวเราะ เธอยัดแก้วน้ำใส่มือลูกชายพลางเอ่ยถึงสิ่งที่ครอบครัวนั้นทำกับตนด้วยความเจ็บแค้น
เธอเคยเป็ถึงดาวค้างฟ้า เคยเป็หญิงที่ใครต่อใครต่างก็ปรารถนา เธอเคยเป็แบบอย่างของผู้หญิงครึ่งโลก และสุดท้ายทุกอย่างก็มอดไหม้เป็ผงธุลีเพราะไอ้ผู้ชายมักมากคนนั้นกับครอบครัวของมัน!
“...”
เอเลียสได้แต่ถอนหายใจออกมาเสียงเบา เขาดื่มน้ำด้วยความรู้สึกแหนงหน่ายที่ผุดขึ้นมาเหมือนกับทุกคราที่ผู้เป็แม่พูดถึงอดีต
“แกไม่เข้าใจหรอกว่า การมีชีวิตอยู่ท่ามกลางสายตาเหยียดหยันแบบนั้นมันเป็ยังไง แกอย่าคิดจะเอาความทุกข์เพียงน้อยนิดของแกมาเทียบกับสิ่งที่ฉันเจอ!” อีฟมองลูกชายที่เมินเฉยต่อความทุกข์ที่เธอเผชิญอยู่ทุกวันด้วยความขุ่นเคือง เธอคำรามเสียงแหลมด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความโกรธแค้นที่อัดแน่นอยู่ในห้วงความรู้สึก
เอเลียสหลุบตามองแก้วอันว่างเปล่าที่อยู่ในมือ แล้วจึงเลื่อนสายตาไปมองผู้เป็แม่ด้วยสายตาอันสงบนิ่งในแบบที่นานๆ ทีจะทำสักครั้ง
“ผมแค่คิดว่ามันอาจจะดีกว่า ถ้าแม่วางมันลง” เอเลียสตัดสินใจเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้ผู้เป็แม่ได้รับรู้
“ไม่มีทาง! ฉันจะให้มันชดใช้และแกจะต้องช่วยฉัน ได้ยินมั้ย!!”
อีฟคำรามออกมาด้วยสุ้มเสียงอันแหลมสูง เธอมองลูกชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเคือง โดยไม่วายสั่งให้เขาเดินไปตามเส้นทางอันเต็มไปด้วยความแค้นที่เธอวางเอาไว้อย่างเผด็จการ
เอเลียสทำได้เพียงแค่มองภาพของผู้เป็แม่ที่ถูกความแค้นเข้าครอบงำจนหันไปปัดแจกันบนชั้นอย่างแรง พาให้เ้าแจกันใบนั้นตกลงไปแตกกระจายอยู่บนพื้นด้วยสายตาที่มีความเวทนาเจืออยู่จางๆ
อาจเป็เพราะเขาเห็นแม่มุ่งมั่นแก้แค้นมาั้แ่จำความได้ เอเลียสจึงรู้ว่า มันทำให้แม่ของเขามีสภาพน่าสังเวชแบบนี้
…ด้วยเหตุนี้เองตัวเขาจึงไม่อยากกลายเป็คนที่น่าสังเวชแบบนั้น!