เสิ่นหรงลี่ที่เห็นพี่สาวและมารดาบุญธรรม กำลังสนุกสนานกับการออกความเห็น ว่าผ้าม่านฉากกั้นและผ้าปูชุดใดจึงจะเหมาะสมกับสมาชิกใหม่ผู้นี้ ก็ยิ้มแย้มออกมาเล็กน้อย
“จวนนี้มีพี่หรูอี้เป็บุตรสาวเพียงคนเดียวหรือไม่ เหตุใดท่านทั้งสองจึงดูตื่นเต้นนัก”
“หลักแหลม! ใช่แล้วจวนนี้มีข้าเป็บุตรสาวเพียงคนเดียว มีเ้าเพิ่มมาจึงเพิ่มเป็สองคน ห้องพี่ชายและน้องชายจะตกแต่งมากเกินไปคงไม่เหมาะสม จะให้ตกแต่งห้องตัวเองใหม่ทุกปี ก็ไม่เหมาะสมเช่นกัน แต่หากมีสมาชิกที่เป็สตรีเพิ่ม คงได้เล่นสนุกบ่อยขึ้น” กงหรูอี้พยักหน้ารับ ทั้งยังเฉลยความออกมาเสียสิ้นว่าเป็สตรีที่รักความสนุกและความสวยงามผู้หนึ่ง
“เช่นนั้นเราควรหาเวลาแบ่งปันเคล็ดลับความงาม ท่านแบ่งปันเคล็ดลับของพวกมารส่วนข้าจะแบ่งปันเคล็ดลับจากภพมนุษย์ พวกเรามีสูตรลับที่ส่งต่อเฉพาะจากมารดาถึงบุตรสาวด้วยนะเ้าคะ”
“แบ่งข้าและท่านป้าด้วยได้หรือไม่” ตงอิงเจาถามออกมาแต่มือก็กำลังเลือกสิ่งของที่วาดเก็บไว้ในบันทึกรายการเครื่องเรือนที่จวนกงมีเก็บไว้
“แน่นอนเพคะ องค์หญิงมาช่วยข้าเลือกหาสิ่งของเช่นนี้ย่อมต้องตอบแทนเพคะ” หรงลี่พยักหน้ารับยิ้มแย้มออกไปเล็กน้อย ด้วยดูคนผู้นี้ไม่ออกว่าแท้จริงแล้วเป็คนอย่างไร
“มาเถอะเ้ามาเลือกดูสีผ้าที่จะใช้เป็ม่านของห้องนี้ มัวแต่เลือกกันเองข้าก็ลืมถามว่าเ้าชอบสีสันแบบใด” ม่านอี้ผู้เป็มารดาบุญธรรมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
การเลือกสิ่งของเข้ามาตกแต่งห้องจบลงทันเวลาอาหารเย็นพอดี นางเองหันมองห้องของตนเองที่มีหลายคนออกความเห็นและช่วยกันจัดเตรียม ก็รู้สึกว่าเข้ากันได้อย่างประหลาด แม้ว่าจะมาจากฝีมือของสตรีถึงสี่คน เื่นี้นางยกความดีความชอบให้กับองค์หญิงอิงเจาได้อย่างชัดเจน เพราะนางสามารถหาของ มาเชื่อมโยงทุกความคิดดูร้อยเรียงไปในเื่เดียวกันได้อย่างดีเยี่ยม พี่สาวบุญธรรมเคยยกยอไว้ว่านางมีสายตามองความงามได้อย่างเฉียบแหลมเห็นทีจะเป็ความจริง
“หรงลี่ ทำอันใดอยู่รีบมาเร็วเข้า” หรูอี้ที่เห็นน้องสาวคนใหม่ไม่ยอมเดินตามมาเสียทีจึงร้องเรียก
“เพียงแค่ขอดูเป็รอบสุดท้ายเ้าค่ะ ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วดูมาเป็ห้องที่เหมาะสำหรับตัวข้าเช่นนี้ได้อย่างไร” หรงลี่ยกยิ้ม ผ้าม่านสีขาวปักลายสีชมพู รับกับผ้าปูสีชมพูปักลายสีขาว ทั้งยังหมอนที่ทำมาจากหยกขาว เข้ากันไปเสียหมด ตัดกับม่านกั้นที่เลือกใช้เป็สีดำ แต่ทว่าฝังลายด้วยอัญมณีสีชมพูที่นางไม่เคยได้ยินชื่อ เครื่องเรือนมีทั้งที่ทำจากไม้สีดำและไม้สีชมพูหม่นๆ คล้ายว่าเอาสีชมพูและดำมาผสมกันไว้ ตัดด้วยผ้าคลุมสีดำปักลายขาวแทรกอยู่ทั่วบริเวณ จนทำให้ทุกสีกระจายอยู่ในห้องอย่างลงตัว
“ข้าบอกแล้วว่าอิงเจาน่ะเก่งกาจ มารดาข้าอยากให้ตกแต่งด้วยสีดำอันเป็สีมงคลของมาร ส่วนข้าอยากให้แต่งด้วยสีขาว เพราะเ้าดูบริสุทธิ์ ส่วนเ้าก็ดันชอบสีชมพู หากไม่มีคนช่วยคงออกมาดูแปลกประหลาดนัก” หรูอี้กล่าวจบก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“ต้องขอบพระทัยองค์หญิงมากจริงๆ เพคะ” เสิ่นหรงลี่เอ่ยย้ำเมื่อเดินตามทันแล้ว
“ไม่เป็ไรเ้าสำคัญต่อพี่ชายของข้า ข้าย่อมต้องดูแลให้ดี”
เสิ่นหรงลี่ที่ได้ยินคำตอบนั้นก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย อย่างน้อยก็มีผู้หนึ่งในครอบครัวของฝ่ายสามีที่ไม่ได้รังเกียจนาง หากเกิดอันใดขึ้นอย่างน้อยคงมีองค์หญิงผู้นี้อยู่ข้างนาง
“มาแล้วก็รีบนั่งกันซะ อย่าข้าต้องรอนานไปกว่านี้” กงมู่จ่ายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะออกอาการหงุดหงิด
เสิ่นหรงลี่มองดูบนโต๊ะอาหาร พบว่ามีเด็กชายที่ดูเหมือนว่าจะไล่ไปั้แ่เก้าหนาวไปจนถึงสิบสามหนาว และมีเหล่าอนุที่ได้เห็นหน้ามาแล้ว ยามที่กงมู่จ่ายประกาศว่าจะรับนางเข้าเป็คนของสกุล ไม่นึกว่าอนุทุกคนจากจวนสกุลกง จะคลอดบุตรออกมาเป็บุตรชาย
หรงลี่หันมองสัญญาณมือจากหรูอี้ว่าตนเองต้องนั่งในตำแหน่งไหน แต่เมื่อกำลังจะนั่งลงกลับมีเสียงหนึ่งขัดขึ้นก่อน
“ไปนั่งท้ายโต๊ะ” กงมู่จ่ายเอ่ยเสียงเย็น
“เ้าค่ะ” เสิ่นหรงลี่ไม่ได้ตั้งคำถาม เพียงแค่ทำตามอย่างว่าง่าย คนผู้นี้ถูกบังคับให้รับมนุษย์เข้าสกุลอย่างไม่เต็มใจ หากจะถูกรังเกียจบ้างก็คงไม่ใช่เื่ผิดอันใด
ผิดกับบุตรสาวเพียงคนเดียวของจวน นางกล่าววาจาแย้งบิดาของตนเองขึ้นมาทันทีอย่างมิได้เกรงกลัวสิ่งใด “นางเข้าสกุลมาด้วยฐานะการเป็บุตรีของท่านพ่อและฮูหยินเอก การไล่นางไปนั่งในตำแหน่งท้ายโต๊ะ ไม่มีความเหมาะสมกับนางแม้เพียงนิด ท่านพ่อจะหักหน้าท่านแม่ว่าบุตรของนางได้นั่งไกลกว่าบุตรอนุหรือ”
“พี่หรูอี้ ไม่เป็อันใดเ้าค่ะ” นางเอ่ยเบาๆ กับพี่สาวบุญธรรมผู้ยืนขึ้น เพื่อปกป้องนางผู้นี้
“การลำดับฐานะมีด้วยกันหลายวิธี เ้าให้หนึ่งเหตุผลที่นางไม่เหมาะสมจะนั่งท้ายโต๊ะ ข้าก็สามารถหาได้สามเหตุผลมาหักล้าง ว่านางเหมาะจะนั่งท้ายโต๊ะแล้ว” มู่จ่ายกอดอกมองหน้าบุตรสาวที่ท้ายที่สุดก็ต้องยอมนั่งลงแต่โดยดี
หรงลี่หันมองกงหรูอี้ด้วยแววตาขอบคุณ พลางรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย ว่าเหตุใดคนที่บอกว่าหากสำคัญกับพี่ชาย ตนเองย่อมดูแลจึงไม่ได้ลุกขึ้นปกป้องนางแม้เพียงครึ่งคำ แต่เมื่อสังเกตเห็นวิธีจับตะเกียบขององค์หญิงผู้นั้น ก็เห็นว่ากำลังสั่นคลอนอย่างน่าสงสาร นางจึงสับสนเล็กน้อยว่าควรเชื่อไปอย่างไรดี หากเป็คนขี้กลัวหรงลี่ก็พร้อมจะทำความเข้าใจ เพราะตัวนางก็ไม่ได้กล้าหาญนัก
.
.
.
หลัง่เวลาอาหารเย็น หรูอี้แวะมานั่งเล่นที่ห้องของหรงลี่ก่อน นั่นทำให้นางรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย ด้วยกังวลว่าหากต้องอยู่คนเดียวในที่แปลกจะสามารถอยู่ได้หรือไม่ การพูดคุยของสองสตรีสวยสะพรั่งจึงดำเนินไปค่อนคืน
“วันนี้ยามที่พี่หญิงลุกขึ้นถกเถียงกับบิดา ข้าเห็นตะเกียบขององค์หญิงสั่นจนดูน่าสงสาร”
“อิงเจาหวาดกลัวท่านพ่อมาแต่เล็กแล้ว ที่จริงนางก็หวาดกลัวทุกคน ยกเว้นองค์ชายทั้งหลาย ตัวข้า พี่ชาย แล้วก็ท่านแม่อีกคน”
“เป็เช่นนี้นี่เอง” เสิ่นหรงลี่พยักหน้ารับ พลางคิดไปว่าที่แท้ก็มิได้มีอันใดเลวร้าย องค์หญิงผู้นี้มิได้พูดไปให้ดูดีแต่ไม่คิดจะทำตามคำพูด เพียงแต่เป็คนขี้กลัวมากเกินไปเท่านั้น
แล้วข้าจะอยู่รอดได้อย่างไรกัน เมื่อคนที่เข้าข้างข้านั้น ดันเป็สตรีที่ไม่กล้าหาญ
กงหรูอี้ที่เห็นว่าน้องสาวผู้นี้ตกอยู่ในภวังค์ของตนเองก็คิดว่านางคงจะเหนื่อยมากแล้วจึงขอตัวกลับไปพักผ่อนบ้าง และทิ้งบ่าวผู้หนึ่งไว้ให้จนกว่าท่านพ่อจะหาบ่าวมารับใช้เสิ่นหรงลี่เป็การส่วนตัวได้
เมื่ออีกฝ่ายออกไปแล้ว เสิ่นหรงลี่ก็ถึงคราวที่จะต้อง ข่มตานอนในที่แปลกประหลาดแห่งนี้ให้จงได้ แต่ก่อนจะหลับไป กลับรู้สึกได้ถึงก้อนกระดาษแผ่นหนึ่งตกลงมาตรงหน้าพอดิบพอดี
ใครมันมามือบอนปาของปลุกคนเช่นนี้!