สามวันผ่านไปนับจากค่ำคืนมื้ออาหารค่ำที่บ้านวรวงศ์ตระการ ทว่าความทรงจำและกลิ่นอายของคืนนั้นยังคงตามหลอกหลอนวรุตม์ราวกับเงาตามตัว
ในห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้าแผนกศัลยกรรมประสาทที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง วรุตม์นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ แฟ้มประวัติคนไข้หลายรายวางกองอยู่ตรงหน้า แต่ดวงตาของเขากลับเหม่อลอยจับจ้องออกไปนอกหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ที่มองเห็นทิวทัศน์ตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพมหานครตัดกับท้องฟ้าสีเทาหม่น
บนปลายนิ้วชี้ของเขายังคงหมุนปากกาสะท้อนแสงเป็จังหวะเชื่องช้า ทุกครั้งที่เขาหลับตา ภาพของดวงตาดำสนิทคู่นั้น... ดวงตาของอัญชิสาที่จ้องมองมายังเขาอย่างเปิดเผยและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย ก็จะผุดขึ้นมาในมโนสำนึกเสมอ กลิ่นหอมหวานปนอบอุ่นของวานิลลาและไม้จันทน์หอม ราวกับยังคงอบอวลอยู่รอบกายของเขาไม่จางหาย
"บ้าจริง..." วรุตม์สบถพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งนวดคลึงขมับที่เต้นตุบๆ
เขารู้สึกโกรธตัวเองอย่างรุนแรงที่ปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบและสัญชาตญาณดิบเข้ามาครอบงำความนึกคิดได้ถึงขนาดนี้ เขาคือหมอผู้น่าเชื่อถือ เป็พ่อที่เพียบพร้อม และเป็สามีที่ซื่อสัตย์มาตลอดชีวิตแต่งงานยี่สิบกว่าปี แต่ทำไมเด็กสาววัยยี่สิบห้าปีที่เป็แฟนของลูกชายตนเอง ถึงได้มีอิทธิพลต่อจิตใจของเขามากมายขนาดนี้?
จังหวะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นครืดคราดขึ้นมา วรุตม์เอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาดู หน้าจอแสดงชื่อผู้โทรเข้าเป็ 'พชร' หรือพีท ลูกชายของเขา
วรุตม์สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับน้ำเสียงให้เป็ปกติก่อนจะกดรับสาย "ว่าไงพีท"
"คุณพ่อครับ งานยุ่งไหมครับวันนี้?" น้ำเสียงร่าเริงและอบอุ่นของลูกชายดังผ่านมาตามสาย
"ไม่ยุ่งเท่าไหร่ครับ เพิ่งเคลียร์คนไข้เสร็จ มีอะไรหรือเปล่าพีท?"
"คืออย่างนี้ครับพ่อ... พอดีเมื่อเช้าผมรีบไปหน่อย เลยลืมเอกสารแปลนโครงการพัฒนาที่ดินแปลงใหม่ที่ต้องใช้ประชุมวันพรุ่งนี้ไว้ที่ห้องนั่งเล่นที่บ้านครับ พอดีผมติดประชุมด่วนที่ไซต์งานแถวปทุมธานีกลับไปเอาไม่ทัน แล้วทีนี้อัญญ์เธออาสาจะแวะเข้าไปเอาที่บ้านให้ แล้วจะเอาไปส่งให้คุณพ่อที่โรงพยาบาลแทนน่ะครับ พ่อสะดวกรับฝากไว้ก่อนไหมครับ เดี๋ยวตอนเย็นผมแวะเข้าไปรับที่โรงพยาบาลเอง"
คำบอกเล่าของพีททำให้หัวใจของวรุตม์กระตุกวูบ ร่างกายของเขาตึงเกร็งขึ้นมาทันทีโดยอัตโนมัติ
"อัญญ์จะเอามาส่งให้พ่อที่โรงพยาบาลเหรอ?" วรุตม์ถามย้ำ เสียงของเขาแหบแห้งลงเล็กน้อย
"ครับพ่อ รบกวนคุณพ่อด้วยนะครับ น่าจะอีกประมาณครึ่งชั่วโมงอัญญ์คงถึงโรงพยาบาลครับ ขอบคุณมากครับพ่อ รักพ่อนะครับ"
"อืม... ได้สิ พ่อจะรอรับให้"
หลังจากวางสาย วรุตม์กุมโทรศัพท์มือถือไว้แน่น ความรู้สึกสับสนปนเปกันระหว่างความตื่นเต้นที่ปฏิเสธไม่ได้ กับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่กู่ร้องเตือนสติโถมกระหน่ำเข้ามาในใจ เขาพยายามบอกตัวเองว่านี่เป็เื่งาน เป็เื่ธรรมดาที่แฟนของลูกชายจะเอาเอกสารมาฝากไว้ ไม่มีอะไรต้องกังวล
ทว่าลึกๆ แล้ว เขารู้ดีว่าเขากำลังกลัว... กลัวสายตาของตัวเองเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับหล่อนตามลำพัง
---
ยี่สิบห้านาทีต่อมา เสียงเคาะประตูห้องทำงานของเขาดังขึ้นเป็จังหวะสม่ำเสมอสามครั้ง
"เข้ามาครับ" วรุตม์เอ่ยปากพยายามทำน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด
ประตูเปิดออกช้าๆ ร่างระหงของอัญชิสาก้าวเข้ามาในห้อง วันนี้หล่อนอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวผ้าซาตินเนื้อนุ่ม ปลดกระดุมคอเสื้อสองเม็ดบนเผยให้เห็นลำคอระหงและไหปลาร้าที่ดูงดงาม สวมกางเกงสแล็กสีดำทรงเข้ารูปเน้น่สะโพกกลมกลึงและเรียวขาเพรียวยาว เส้นผมสีดำสนิทของหล่อนถูกรวบขึ้นเป็มวยลวกๆ เผยให้เห็นดวงหน้าหวานเฉี่ยวไร้ที่ติ หล่อนถือซองเอกสารสีน้ำตาลขนาดใหญ่ไว้ในมือ
"สวัสดีค่ะ... คุณหมอวรุตม์" อัญชิสาเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก หล่อนเลือกที่จะเรียกเขาว่า 'คุณหมอ' แทนที่จะเรียก 'คุณพ่อ' เหมือนตอนที่อยู่ต่อหน้าคนอื่น น้ำเสียงทุ้มต่ำของเธอทำให้บรรยากาศในห้องทำงานที่เคยเย็นเฉียบด้วยเครื่องปรับอากาศกลับร้อนรุ่มขึ้นมาทันตา
"สวัสดีครับ อัญญ์" วรุตม์ลุกขึ้นยืนต้อนรับ ผายมือไปยังเก้าอี้หน้ารับแขก "เชิญนั่งก่อนสิครับ"
อัญชิสาเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของเขา กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดิมที่ปนเปกันระหว่างวานิลลาและแซนดัลวูดลอยฟุ้งกระจายโอบล้อมรอบตัวเขาอีกครั้ง หล่อนไม่ได้นั่งลงบนเก้าอี้รับแขก แต่กลับเดินอ้อมมาข้างโต๊ะทำงานของเขาช้าๆ ก่อนจะวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะ
"เอกสารของพีทค่ะ..." หล่อนเอ่ยแ่เบา ดวงตาดำสนิทช้อนขึ้นสบมองเขาในระยะใกล้ชิด
"ขอบคุณมากครับอัญญ์ ลำบากแย่เลยที่ต้องขับรถเอามาส่งให้ถึงนี่" วรุตม์พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นไหวและหลบสายตาวูบวาบของเธอโดยการก้มลงมองซองเอกสาร
"ไม่ลำบากเลยค่ะ... สำหรับคุณหมอ อัญญ์ยินดีเสมอ" อัญชิสากระซิบประโยคหลังด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม ทว่ามันกลับดังสะท้อนก้องในหัวของวรุตม์อย่างชัดเจน
หญิงสาวก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง จนต้นแขนของหล่อนเกือบจะัักับไหล่ของเขา วรุตม์รู้สึกได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของเธอที่แผ่ออกมาสะกิดผิวกายของเขาผ่านเนื้อผ้าลินิน
"คุณหมอดูเหนื่อยๆ นะคะ สามวันที่ผ่านมาผ่าตัดเยอะเหรอคะ?" หล่อนเอ่ยถามพลางเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยจับจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเขาอย่างสำรวจ
"งานหมอก็แบบนี้แหละครับ ยุ่งเป็ปกติ" วรุตม์ตอบสั้นๆ พยายามเดินเลี่ยงออกไปทางโซฟารับแขกเพื่อสร้างระยะห่างที่ปลอดภัย "อัญญ์จะดื่มน้ำอะไรหน่อยไหมครับ เดี๋ยวผมให้เลขาจัดมาให้"
อัญชิสาหมุนตัวตามสายตาของเขา หล่อนคลี่ยิ้มพึงพอใจเมื่อเห็นท่าทางหลีกเลี่ยงและตึงเครียดของเขา หล่อนเดินตามเขามาที่ชุดโซฟาหนังแท้สีน้ำตาลเข้ม ช้าๆ ราวกับเสือดาวที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม
"ไม่ต้องหรอกค่ะ อัญญ์ไม่ได้หิวน้ำ..." หล่อนนั่งลงบนโซฟาเดี่ยว ไขว่ห้างอย่างสง่างาม เผยให้เห็นผิวเนื้อนวลเนียนที่โผล่พ้นปลายกางเกงสแล็กสีดำ "อัญญ์แค่อยากคุยกับคุณหมอเป็การส่วนตัวสักหน่อย... คืนวันนั้นเรายังไม่ทันได้คุยกันจริงจังเลยนะคะ"
"เราไม่มีอะไรต้องคุยกันเป็การส่วนตัวหรอกครับอัญญ์" วรุตม์เอ่ยเสียงเรียบเฉียบพลัน แม้ภายในหัวใจจะเต้นระรัวราวกับกลองรบ เขายืนกอดอกมองหล่อนจากระยะห่างประมาณสองเมตร "คุณเป็คู่หมั้นของพีท... และกำลังจะแต่งงานกันในไม่ช้า"
"พีทบอกคุณหมอแบบนั้นเหรอคะ?" อัญชิสาเลิกคิ้ว ดวงตาแฝงความหม่นหมองวูบหนึ่งทว่าหายไปอย่างรวดเร็วแทนที่ด้วยความลึกลับตามเดิม "เราเพิ่งจะเริ่มคุยกันเื่แต่งงานค่ะ ยังไม่ได้หมั้นหมายกันเป็ทางการเสียหน่อย... และอีกอย่าง... การที่อัญญ์จะคุยกับคุณหมอ มันผิดตรงไหนเหรอคะ?"
หล่อนลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินตรงเข้ามาหาเขาด้วยท่วงท่าเนิบนาบแต่อัดแน่นไปด้วยพลังดึงดูด วรุตม์รู้สึกเหมือนเท้าของตัวเองถูกตรึงอยู่กับที่ด้วยมนต์สะกด เขาไม่สามารถก้าวถอยหลังหนีได้เลยเมื่อดวงตาคู่นั้นตรึงเขาไว้
"คุณหมอรู้ไหมคะ..." อัญชิสาหยุดยืนตรงหน้าเขา ห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือ หล่อนช้อนดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างเปิดเผยหมดเปลือก "คืนวันนั้น... สายตาที่คุณหมอมองอัญญ์ที่โต๊ะอาหาร มันทำให้รู้สึกเหมือน... ร่างกายของอัญญ์กำลังจะมอดไหม้"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและจู่โจมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟที่คุโชนอยู่ในใจของวรุตม์ ความอดทนและกิริยาสุขุมที่เขาเพียรพยายามรักษาไว้พังทลายลงในพริบตา
"อัญชิสา!" วรุตม์เรียกชื่อจริงของหล่อนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดุดัน แฝงแววตักเตือนรุนแรง "คุณกำลังพูดเื่บ้าอะไร รู้ตัวหรือเปล่า?"
"รู้สิคะ... อัญญ์รู้ตัวดีที่สุด" หญิงสาวตอบเสียงพร่า หล่อนไม่ได้เกรงกลัวต่อน้ำเสียงเกรี้ยวกราดนั้นเลย ตรงกันข้าม หล่อนกลับเอื้อมมือเรียวบางขึ้นมาแตะไล้แ่เบาที่ปกเสื้อเชิ้ตของเขา ปลายนิ้วอุ่นๆ ััโดนผิวเนื้อบริเวณแผงอกของเขาเล็กน้อยจนวรุตม์สะท้านเฮือก "และอัญญ์ก็รู้ด้วย... ว่าคุณหมอเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน ไม่อย่างนั้น... มือของคุณหมอคงไม่สั่นขนาดนี้หรอกค่ะ"
วรุตม์ก้มลงมองมือของตัวเองที่ยกขึ้นมากุมข้อมือของอัญชิสาเพื่อดึงออก... และมันจริงอย่างที่หล่อนว่า ปลายนิ้วของศัลยแพทย์ผู้เยือกเย็นกลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ความร้อนผ่าวจากข้อมือของหล่อนแล่นปราดเข้าสู่แขนของเขา
"ออกไปซะ อัญญ์..." วรุตม์ขบกรามแน่น พยายามเค้นเสียงสั่ง สัญชาตญาณในใจกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่างคุณธรรมอันดีงาม กับแรงปรารถนาดิบเถื่อนที่อยากจะรวบร่างตรงหน้าเข้ามากอดจูบให้สาสมกับความอึดอัดที่สั่งสมมาตลอดสามวัน
"ถ้าอัญญ์บอกว่า... ไม่อยากออกไปล่ะคะ?" อัญชิสาเอ่ยถามพลางก้าวประชิดตัวเข้าไปอีกจนเนื้อตัวัักันเต็มรัก กลิ่นหอมหวานของวานิลลาลอยละมุนโชยเตะจมูก หล่อนเงยใบหน้าหวานขึ้น ริมฝีปากอิ่มสีแดงสดยั่วเย้าอยู่ห่างจากริมฝีปากของเขาเพียงแค่ลมหายใจกั้น
วินาทีนั้นเอง ความคิดเื่ศีลธรรม ความเป็พ่อ และความผิดชอบชั่วดีทั้งหมดในสมองของวรุตม์ถูกแผดเผาจนกลายเป็จุณด้วยเปลวไฟแห่งความคลั่งไคล้...