ขอเชิญตัวแทนแคว้นฉีทุกท่านขึ้นมายังเวทีประลองด้วยขอรับ"
สิ้นเสียงกล่าวผู้ที่เป็ตัวแทนแคว้นทั้งยี่สิบคนก็ขึ้นมาบนเวทีประลอง โดยแบ่งเป็สองฝั่ง ฝั่งซ้ายเป็ของผู้ปรุงโอสถ และขวามือเป็ของผู้ฝึกวรยุทธ์ โดยเรียงจากลำดับที่หนึ่งถึงสิบตามลำดับ
"ฮ่องเต้มีราชโองการพระราชทานรางวัลให้แก่ผู้ชนะทั้งยี่สิบคน สำหรับผู้ที่ได้ลำดับที่หนึ่งถึงสามนั้น ฮ่องเต้ทรงพระราชทานเงินตำลึงทองทั้งหมดสิบหีบ ผ้าไหมชั้นเลิศยี่สิบพับ เครื่องประดับล้ำค่า ห้าหีบ และโอสถบำรุงปราณความบริสุทธิ์ถึงเจ็ดส่วนคนละห้าเม็ด"
"สำหรับผู้ที่ได้ลำดับที่สี่ถึงหกนั้นจะได้รับ เงินตำลึงทั้งหมดเจ็ดหีบ ผ้าไหมชั้นเลิศสิบห้าพับ เศรื่องประดับล้ำค่าอีกสามหีบ และโอสถบำรุงปราณความบริสุทธิ์หกส่วนคนละห้าเม็ด"
"สำหรับผู้ที่ได้ลำดับที่เจ็ดถึงสิบสิ่งที่จะได้รับคือ เงินตำลึงทั้งหมดห้าหีบ ผ้าไหมชั้นเลิศสิบพับ เครื่องประดับล้ำค่าคนละสองหีบและโอสถบำรุงปราณความบริสุทธิ์ห้าส่วนคนละห้าเม็ด จบราชโองการ"
"ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี" ผู้คนทั้งสนามประลองรวมทั้งผู้ที่เป็ตัวแทนแคว้นฉีทุกคน ก้มคำนับแด่ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็เ้าแผ่นดิน
หลายคนตอนนี้กำลังตกตะลึงกับของพระราชทานกันเสียยกใหญ่ ในทุกๆ ปีที่จัดการประลองขึ้นนั้นแคว้นฉีไม่เคยมอบรางวัลมากมายเพียงนี้ให้แก่ผู้ชนะการประลอง ไม่ว่าจะเป็องค์ฮ่องเต้องค์ก่อนก็ตาม ดูแล้วปีนี้ฮ่องเต้ฉีหยางเล่อคงคาดหวังกับผู้เยาว์ในปีนี้ไว้มากทีเดียว
แต่คงไม่ใช่เพียงฮ่องเต้ที่คาดหวังเป็แน่ แม้แต่ผู้คนในแคว้นก็รู้สึกได้ ในการประลองครั้งก่อนเมื่อห้าปีที่แล้วนั้น ผู้ชนะเลิศลำดับหนึ่งของแคว้นเป็เพียงผู้ฝึกปราณผู้ฝึกตนขั้นปลาย แต่ในตอนนี้กลับมีลำดับหนึ่งเป็ผู้ที่แม้แต่ระดับนักรบขั้นปลายก็สามารถชนะได้ง่ายๆ เช่นนี้ไม่เรียกว่าเป็ความหวังของแคว้น จะให้เรียกเช่นไรกัน ครั้งนี้คงถึงเวลาที่แคว้นฉีของเราจะผงาดแล้วอย่างแน่แท้
"เราในฐานะตัวแทนของราษฎรแคว้นฉีทุกคน ขออวยพรให้พวกท่านชนะการประลองที่จะเกิดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า พวกท่านทุกคนคือความหวังของเราและราษฎรทั่วทั้งแคว้น เราและทุกคนในแคว้นจะส่งกำลังใจให้พวกท่านทุกคน
แม้ว่าเราจะไม่สามารถไปชมการประลองได้ แต่เราจะส่งขันทีข้างกายและหัวหน้าหน่วยองครักษ์ไปดูแลพวกท่านขอให้พวกท่านทุกคนเดินทางปลอดภัย และนำชัยชนะมาสู่แคว้นฉีของเรา!"
สิ้นเสียงขององค์ฮ่องเต้ฉีหยางเล่อ เสียงเฮของผู้ชมทั้งสนามประลองก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพียงกัน
ระหว่างที่ทุกคนกำลังจะเดินลงมาจากเวทีประลองนั้นได้มีเสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น
"ฝ่าากระหม่อมเสนาบดีไป๋มีเื่จะกล่าวขอความเป็ธรรมพ่ะย่ะค่ะ และขอให้ทุกคนในที่นี้เป็สักขีพยานให้กระหม่อมด้วย"
เสียงของเสนาบดีไป๋ดังขึ้น คล้ายกับคนไม่กลัวตายต้องเป็คนเช่นไรถึงกล้ารั้งองค์ฮ่องเต้ไว้เช่นนี้
ฮ่องเต้มองไปที่เสนาบดีไป๋ ทหารองครักษ์หลายคนพยายามจะเข้าไปห้ามเสนาบดีไป๋แล้ว แต่มีคำสั่งจากเบื่องบนไม่ให้ทำการอันใด
"ว่ามาเถิด"
ไป๋จิ้งเทียนรู้สึกคล้ายชอบใจเป็อย่างยิ่ง แม้แต่องค์ฮ่องเต้ยังไม่กล้าห้ามตนแม้เเต่น้อย
"กราบทูลฝ่าา กระหม่อม้าให้บุตรีของกระหม่อมกลับเข้าตระกูลพ่ะย่ะค่ะ ตัวนางนั้นหนีออกจากบ้านั้แ่อายุเพียงสิบหนาว ตอนนี้นางกลับมาแล้ว กระหม่อมจึง้าให้นางกลับตระกูลอีกครั้ง"
เสียงของเสนาบดีไป๋คล้ายโศกเศร้าเสียใจ ผู้คนต่างกร่นด่าบุตรีผู้นั้นที่อกตัญญูนัก หนีออกจากตระกูลยังไม่พอ หลังจากกลับมายังทำให้ผู้เป็บิดาโศกเศร้าเพียงนี้
"เ้ามีบุตรผู้อื่นด้วยหรือ เหตุใดเราจึงไม่รู้เล่า"
เสียงของฮ่องเต้ฉีหยางเล่อดังขึ้นคล้ายกดดันให้ไป๋จิ้งเทียนรีบกล่าวออกมา หากเขามาบุตรีอีกคนจริง เหตุใดทุกคนในเมืองหลวงจึงไม่รู้กัน
"ทูลฝ่าา บุตรีของกระหม่อมมีนามว่าไป๋เฟิ่งเซียนพ่ะย่ะค่ะ"
สิ้นเสียงของไป๋จิ้งเทียน ผู้คนนับหมื่นก็มองมาที่เฟิ่งเซียนในทันที เฟิ่งเซียนได้แต่แค่นยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนที่จะเอ่ยออกไป
"ข้าได้ข่าวว่าเมื่อสี่ปีก่อนท่านบอกว่าบุตรสาวผู้นี้เสียจากโรคร้ายไม่ใช่หรือ?"
เมื่อฟังสิ่งที่เฟิ่งเซียนกล่าวผู้คนก็เริ่มนึกคิดได้ หลายคนจำได้ว่าเสนาบดีไป๋ผู้นี้มีบุตรีอีกคนซึ่งเป็คุณหนูสี่ที่เกิดจากฮูหยินใหญ่คนก่อน แต่เมื่อพออายุสิบหนาว เมื่อวัดพลังปราณผลปรากฏว่านางไม่สามารถฝึกปราณได้ และกลายเป็ขยะของตระกูลในทันที หลังจากนั้นไม่ถึงเดือนก็มีการประกาศว่านางได้เสียไปแล้ว
ตอนนี้ผู้คนมากมายต่างก็จ้องมองไปที่คนทั้งสอง หากสตรีผู้นี้เป็บุตรีของเสนาบดีไป๋จริง แล้วเหตุใดถึงได้ออกมาป่าวประกาศว่านางเสียแล้วกัน
ไป๋จิ้งเทียนได้ยินคำที่ผู้คนนินทาก็เริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
"เหตุผลที่บิดาทำเช่นนั้นก็เพื่อเ้าอย่างไรเล่า หากบิดาออกมาประกาศว่าเ้าหนีออกจากเรือน ผู้คนจะมองเ้าเช่นไร"
เมื่อฟังคำพูดของไป๋จิ้งเทียนแล้วฮ่องเต้ฉีหยางเล่อได้แต่เค่นยิ้มออก ชั่งหน้าไม่อายนัก
"งั้นข้าขอเล่าเื่หนึ่งหน่อยแล้วกันเ้าค่ะ เมื่อฟังจบแล้วข้าอยากให้ทุกคนร่วมกันตัดสินใจ ว่าตัวข้านั้นอกตัญญูจริงหรือไม่"
ผู้คนมากมายต่างพยักหน้าอย่างเห็นด้วย พวกตนจะไม่ตัดสินผู้ใดจากคำกล่าวของคนผู้เดียวอีกแล้ว
"ข้ายอมรับเื่ที่ข้าคือไป๋เฟิ่งเซียน ตัวข้านั้นเกิดจากฮูหยินใหญ่ของตระกูลไป๋ มารดาของข้าสิ้นไปหลังจากให้กำเนิดข้าได้ไม่นาน ตัวข้าที่เป็เด็กน้อยเพียงคนเดียวไม่ได้มีผู้ใดปกป้องนั้น โดนคนในจวนรังแกไม่เว้นแต่ละวัน
บิดาที่แม้มีอยู่แต่กลับไม่เคยสนใจใยดีข้าเลย ซ้ำเมื่อสี่ปีก่อนเมื่อหลังจากวัดพลังปราณ และข้ากลายเป็ขยะของตระกูล
ในเวลานั้นท่านเสนาบดีไป๋ ก็แทบจะถีบหัวส่งข้า ข้าในตอนนั้นอ่อนต่อโลกจนเกิดไป จึงถูกคนในจวนลอบวางยาพิษและทำร้ายร่างกายก่อนจะนำไปทิ้งที่ป่าร้อยอสูร"
เฟิ่งเซียนหยุดเสียงเล็กน้อย ฉีิเซียนที่ไม่รู้จะปลอบใจนางเช่นไรจึงสอดมือและบีบมือนางเบาๆ คล้ายกับปลอบประโลมว่าไม่เป็ไร เฟิ่งเซียนหันไปยิ้มให้อีกคนเล็กน้อยก่อนจะเริ่มกล่าวต่อ
"ท่านทั้งหลายคงสงสัยว่าเหตุใดข้าถึงรอดมาได้ ตัวข้านั้นโชคดีนักที่ได้ผู้มีพระคุณช่วยเหลือเอาไว้ เขาผู้นั้นช่วยรักษาข้าจากอาการบาดเจ็ด รักษาพิษสยบัที่ตัวข้าได้รับั้แ่อยู่ในครรภ์มารดาให้ ช่วยสอนข้าจนข้าสามารถฝึกปราณได้เช่นนี้
และหลังจากที่ข้ากลับมา ข้าได้สืบข่าวจนรู้ว่าคนที่สั่งคนมาสังหารข้าคือ เหยาฮูหยินซึ่งเป็ฮูหยินใหญ่ของตระกูลไป๋ในตอนนี้...ซ้ำคนที่ช่วยปิดบังข่าวยังเป็บิดาของข้า
ข้าขอถามกับพวกท่านทั้งหลาย ที่ข้าไม่ยอมกลับไปยังสถานที่ ที่มีคนมากมาย้าสังหารข้านั้นมันคือความอกตัญญูหรืออย่างไร "
เฟิ่งเซียนที่กล่าวออกมาน้ำเสียงที่คล้ายจะร้องไห้ ทำให้ผู้คนมากมายปวดใจนัก เด็กผู้หนึ่งเหตุใดต้องเจอเื่เลวร้ายเช่นนี้กัน
"พวกเ้าอย่าไปฟัง! มันใส่ร้ายข้า! ข้าไม่ได้สั่งให้คนสังหารมัน!"
เหยาฮูหยินะโออกมาอย่างเสียอดไม่ได้ ผู้คนที่มองอยู่ต่างเบือนหน้าหนี ไหนเลยตอนนี้จะเหลือคราบฮูหยินที่อ่อนโยนและเมตตา ตอนนี้กลับเหลือเพียงแค่หญิงสติฟั่งเฟืองเพียงเท่านั้น
"ฝ่าา พระองค์ต้องเชื่อกระหม่อม กระหม่อมไม่เคยโกหกมดเท็จต่อหน้าและลับหลังพระองค์แม้แต่น้อย...."
ไป๋จิ้งเทียนเมื่อรู้ว่าไม่สามารถใช้ชาวบ้านมาเป็พวกตนได้แล้ว จึงแบกหน้าขอความช่วยเหลือจากนายเหนือหัวของตน
"เช่นนั้นเสนาบดีไป๋กล้าสาบานต่อหน้าเหล่าราษฎรของเราหรือไม่ว่าเ้าไม่เคยคดโกงเงินหลวง ไม่เคยสังหารผู้ใดเพื่อผลประโยชน์ตนเอง การฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้นถือเป็การผิดกฎหมาย โทษฐานฏ โทษหนักคือปะาโทษเบาคือการเนรเทศ"
สิ้นเสียงของฮ่องเต้ฉีหยางเล่อ ตัวของไป๋จิ้งเทียนก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที เหตุใดพระองค์จึงนำเื่นี้ขึ้นมากล่าว หลังฐานย่อมไม่มีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ
"ฝ่าากระหม่อมขอสาบาน กระหม่อมจงรักภักดีต่อพระองค์ตลอดมา ไม่เคยคิดเป็อื่น"
ฮ่องเต้ฉีหยางเล่อเค้นยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะสั่งให้ทหารไปคุมตัวเสนาบดีไปไว้
"ฝ่าานี่มันอะไรกันพะยะค่ะ"
"พวกเ้าปล่อยสามีข้าเดียวนี้!"
เหยาฮูหยินที่คล้ายจะสติฟั่นเฟือนไปแล้วพยายามช่วยผู้ที่เป็สามี แต่กลับมีบุตรทั้งสองคอยห้ามไว้
"เรามีหลังฐานทุกอย่างในการกระทำผิดของเ้า และได้ตรวจสอบแล้วว่าทุกชิ้นเป็ของจริงแท้แน่นอน เสนาบดีไป๋เราเห็นว่าเ้าเป็บิดาของเฟิ่งเซียน
เราจะไม่ตัดสินโทษปะาเ้า เสนาบดีไป๋เราขอปลดเ้าออกจากตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายซ้าย และขอเนรเทศเ้าและคนในตระกูลทุกคนออกจากแคว้นฉี
สุดท้ายนี้เราจะตัดเฟิ่งเซียนออกมาจากตระกูลเ้าเนื่องจากตัวนางไม่ได้กระทำผิดอันใด ซ้ำยังโดนพวกเ้ากระทำ ดังนั้นสมบัติทุกชิ้นของตระกูลไป๋เราจะมอบให้แก่เฟิ่งเซียนทั้งหมด"
สิ้นเสียงของฮ่องเต้ ตระกูลไป๋ทุกคนต่างพากันเข่าทรุดลงกับพื้น ไม่เพียงแค่โดนเนรเทศออกจากแคว้นเพียงเท่านั้น แต่สมบัติสักชิ้นก็ไม่เหลือ เช่นนี้พวกนางจะทำเช่นไรกัน
ทุกคนต่างพากันสาปแช่งตระกูลไป๋ คิดจะสังหารลูกหลานในตระกูลตัวเองไม่พอ ยังกระทำการฉ้อราษฎร์บังหลวงอีกด้วย ไม่รู้ว่ามีกีชีวิตที่ต้องสังเวยให้คนชั่วช้าเช่นนี้
เมื่อฮ่องเต้ตรัสออกมาแล้วนั้น ทหารองครักษ์หลายสิบคนก็คุมตัวตระกูลไป๋ออกไป
สายตาทั้งหลายต่างมองมาที่เฟิ่งเซียนอย่างสงสาร หากนางไม่โชคดีวันนั้นคงเป็วันตายของนางแน่แท้
"ขอบพระทัยฝ่าา ที่มอบความเป็ธรรมให้หม่อมฉัน"
เฟิ่งเซียนย่อกายเล็กน้อย ต้องยอมรับเลยว่าคนผู้นี้เหมาสมแล้วจริงๆ ที่ได้เป็ผู้ปกครองแคว้น เฟิ่งเซียนยิ้มออกมาน้อยๆ ให้บุรุษผู้ที่อยู่เคียงข้างตนอย่างฉีิเซียน
"ขอบใจเ้ามากนะ"
.
.
.
.
เมื่อเื่ราวทุกอย่างจบลงทุกคนก็เริ่มทยอยกลับจวนของตน ระหว่างทางยังได้ยินเสียงกร่นด่าตระกูลไป๋อยู่ตลอดทาง
ทางด้านตระกูลไป๋นั้นตอนนี้ทุกคนถูกคุมตัวกลับมาที่เรือนเพื่อเก็บเสื้อผ้า และห้ามนำของมีค่าไปสักชิ้น ข้ารับใช้ในจวนต่างใเมื่อผู้เป็นายกลับมาพร้อมทหารมากมายเช่นนี้
ทหารทั้งหลายได้กล่าวว่านี่เป็ความผิดของคนตระกูลไป๋ หากข้ารับใช้คนใด้ารับโทษ ก็จงออกจากแคว้นไปเสีย หากบ่าวไพร่คนใดที่ตรวจสอบแล้วไม่มีความผิด พระองค์ยินยอมจะให้อยู่ที่แคว้นฉีต่อไป
ข้ารับใช้ทั้งหลายยอมโดนจับกุมตัวเพื่อตรวจหาความผิด พวกตนไม่ได้ผิดเสียหน่อย อย่างไรก็ได้ปล่อยตัวอยู่แล้ว จะหนีไปลำบากกับผู้เป็นายที่ไม่มีแม้แต่เงินสักตำลึงไปทำไม
.
.
.
.
"ท่านเ้าสำนัก สายของเรารายงานว่า ตระกูลไป๋จะถูกเนรเทศในคืนนี้ขอรับ" องครักษ์ผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
"พวกเ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม คืนนี้เราจะไปชำระแค้นกับคนตระกูลไป๋กัน"
ตกดึกบรรยากาศที่แสนจะวังแวงและเงียบสงัด มีคนกลุ่มใหญ่ถูกคุมตัวออกไปนอกกำแพงเมือง
"หากพวกเ้ากลับมาแคว้นฉีอีก ฮ่องเต้มีคำสั่งให้ปะาพวกเ้าทันที!"
สิ้นเสียงประกาศตระกูลไป๋ทุกคนต่างร่ำไห้ จากความคิดที่จะลอบกับมายังแคว้นฉีอีกครั้งได้มลายหายไปจนสิ้น
เมื่อถึงประตูเมืองคนตระกูลไป๋ต่างเดินกันออกมาจากเมือง ของที่ติดตัวมานั้นมีเพียงอาภรณ์ไม่กี่ชุด และอาหารเพียงเท่านั้น ไม่รู้จะอยู่ได้นานเพียงใด
"ทั้งหมดนี้มันเป็เพราะนังเฟิ่งเซียนเพียงคนเดียว หากไม่ใช่เพราะนาง ตัวข้าคงยังได้เป็ฮูหยินใหญ่และเสวยสุขไปแล้ว ไม่ต้องมาลำบากเช่นนี้!"
เมื่อเดินออกมาจากประตูเมืองได้หลายลี้ เหยาฮูหยินก็พ่นคำด่าออกมา นางไม่ตระหนักรู้สักนิดว่าสิ่งที่เป็อยู่นี้ เป็ผลพวงของการกระทำของตนทั้งสิ้น
"ตอนนี้เราอยู่ที่ใดกันเ้าคะท่านพ่อ เหตุใดจึงมีแต่ป่าเช่นนี้ ลูกกลัวเหลือเกิน"
เสียงของไป๋ฟางซินดังขึ้น ตัวนางเป็ถึงบุตรสาวคนรองของจวนเสนาบดี มีหรือที่ต้องมีลำบากเช่นนี้! ทั้งหมดเป็เพราะนังเฟิ่งเซียนคนเดียว!
ขณะที่ไป๋จิ้งเทียนกำลังจะกล่าวตอบคำถามบุตรของตนนั้น ก็มีเสียงหวานของคนผู้หนึ่งดังขึ้น
"ที่นี่น่ะหรือ....ที่ตายของพวกเ้ากระมัง"
เสียงของเฟิ่งเซียนดังขึ้น พร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างสมเพช
"นังลูกอกตัญญู!"
"ตัวท่านมีสิทธิ์กล่าวเช่นนั้นกับข้าหรือ? รู้หรือไม่ว่าข้าต้องอดทนมากเพียงใดเวลาเห็นหน้าพวกเ้า แล้วไม่สามารถลงมือสังหารได้
คิดหรือว่าที่ส่งคนมาสังหารข้าแล้วข้าจะไม่รู้ คิดหรือว่าส่งคนมาสอดแนมแล้วข้าจะไม่เห็น ที่ทำไปก็เพียงแค่รอวันนี้เพียงเท่านั้น วันที่พวกเ้าจะต้องมาตายด้วยน้ำมือมือข้า!"
"พี่สี่ ฮึก! เหตุการณ์ในครั้งนั้นข้าไม่รู้เื่ด้วยซ้ำ ไว้ชีวิตข้ากับมารดาเถอะ"
"ใช่ๆ น้องสี่พี่สามกับมารดาก็ไม่รู้เื่ เ้าจะทำอันใดกับพวกเขาก็ทำแต่ปล่อยพวกข้าไปเถิด"
เสียงของไป๋ลี่อินและไป๋ซูฮั่วดังขึ้น เฟิ่งเซียนนั้นได้แต่ยิ้มเยาะอีกฝ่าย
"น้องห้ากับพี่สามคงลืมไปแล้วกระมังว่าเคยทำอันใดกับข้าไว้ ตอนเด็กๆ พวกเ้ารังแกข้าสารพัด เคยแม้แต่ได้ผลักข้าลงบ่อน้ำจนข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอดก็หลายครั้ง
เช่นนี้ยังจะให้ข้าปล่อยไปอีกหรือ ทุกคนที่อยู่ที่นี้มีใครบ้างที่เคยดีต่อข้า พวกเ้าต่างมีความสุขในความทุกข์ของข้า ตัวข้านั้นเหมือนกับตกนรกทั้งเป็ พวกเ้าในวันนี้ก็ลองไปชมหน่อยเถิด ว่านรกเป็เช่นไร!"
"นังลูกทรพี แม้แต่พ่อผู้ให้กำเนิดเ้าก็คิดจะสังหารได้ลง!"
เฟิ่งเซียนที่ได้ยินเช่นนั้นก็พุ่งตัวไปหาไป๋จิ้งเทียนในทันที ก่อนจะกล่าวสิ่งหนึ่งออกไป จนทำให้ไป๋จิ้งเทียนนิ่งค้างทำอันใดไม่ได้ในทันที
"ถ้าข้าบอกว่าข้าไม่ใช่บุตรของเ้าเล่า บุตรของเ้าสิ้นใจั้แ่โดนพิษเมื่อสี่ปีก่อนแล้ว!"
"นังเฟิ่งเซียน ข้าจะไม่ยอมโดนเ้าสังหารแน่"
เสียงของไป๋ฟางซินดังขึ้นพร้อมกับพลังธาตุไฟสายหนึ่งพุ่งมาที่เฟิ่งเซียน เฟิ่งเซียนเพียงแค่ตวัดมือส่งธาตุน้ำแข็งออกไปเล็กน้อยพลังไปนั้นก็ได้หายไป
เฟิ่งเซียนทำรำคาญสตรีผู้นี้อยู่ก่อนแล้ว จึงหยิบแส้กระดูกงูของตนขึ้นมา ก่อนจะตวัดรัดเข้าไปที่คอของไป๋ฟางซินจนศีรษะนั้นหลุดจากบ่า ท่ามกลางสายตาใของคนตระกูลไป๋
เหยาฮูหยินที่ตอนนี้ไม่หลงเหลือสติอันใดแล้ว พยายามพุ่งตัวไปหาเฟิ่งเซียน แต่โชคไม่ดีนักระหว่างที่พุ่งตัวมาหาเฟิ่งเซียนอยู่นั้น กลับถูกองครักษ์ของเฟิ่งเซียนเสียบกระบี่ทะลุร่างจนนอนแน่นิ่งไป
หลายคนที่เห็นต่างหวาดกลัวการกระทำของเฟิ่งเซียน พวกนางเคยคิดมาเสมอว่าเฟิ่งเซียนก็เป็แค่ลูกพลับนิ่มบนมือเพียงเท่านั้น แต่วันนี้สิ่งที่คิดกลับไม่ใช่
ตระกูลไป๋หลายคนพยายามต่อสู้และคิดจะหลบหนี ทุกคนล้วนต่างโดนองครักษ์ของเฟิ่งเซียนสังหารทั้งสิ้น
"จิ้งเทียน เหลือแค่เ้ากับข้าแล้ว อยากตายเช่นไรดีเล่า"
เฟิ่งเซียนหัวเราะออกมา มือพลางถือแส้กระดูกงูที่อาบเืคนตระกูลไป๋
"หากข้าต้องตายข้าจะเอาเ้าไปด้วย"
เสนาบดีไป๋รวบรวมพลังทั้งหมดของตนก่อนที่จะเตรียมะเิตัวเอง
เฟิ่งเซียนมองอย่างไม่เข้าใจการกระทำของคนตรงหน้า คิดว่าพลังะเิแค่นี้จะสามารถคร่าชีวิตนางได้หรือคิดสั้นยิ่งนัก
เฟิ่งเซียนตัดสินใจใช้เข็มทะลวงิญญาที่สร้างจากธาตุแสงของตนซัดใส่บุรุษตรงหน้า ร่างที่บวมเบ่งคล้ายลูกโป่งถูกเข็มทะลวงิญญาของเฟิ่งเซียนแทงทะลุร่างเข้าไปก็แตกออกมา พลังที่อัดแน่นคล้ายจะะเิไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ที่เหลืออยู่คงมีเพียงรางไร้ิญญากว่าสิบร่างนอนแน่นิ่งอยู่
"จัดการเก็บหลังฐานให้เรียบร้อย"
เฟิ่งเซียนหันไปสั่งองครักษ์ทั้งสิบคนก่อนที่จะพาตัวเองกลับเข้าไปในเมืองหลวงทันที
****