สวีเหรินพลันถอยหลังไปหนึ่งก้าวเขามองจี้เยี่ยนจื๋อด้วยความตระหนก “คุณคิดจะซื้อตัวผมงั้นเหรอ?”
จี้เยี่ยนจื๋อทอดสายตามองลงมาที่เขาอย่างผู้อยู่เหนือกว่า“ผมเป็นเจ้านายของคุณ คุณทำงานให้ผม ผมให้เงินคุณมันไม่ใช่เรื่องปกติหรอกเหรอ?”
“แต่มันก็ไม่...”
เดี๋ยวก่อนนะ...สวีเหรินขมวดคิ้วมุ่น จู่ๆ เขาก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง
“คุณเกลียดอาจารย์จี้ไม่ใช่เหรอครับ คุณไล่เขาออกมาแล้วทำไมยังต้องยอมเสียเงินตั้งมากมายเพื่ออยากรู้ข่าวคราวของเขาอีก?”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อพลันมืดครึ้มลงน้ำเสียงเย็นเยียบดุจเกล็ดน้ำค้างแข็ง “ผมอนุญาตให้คุณตั้งคำถามกับผมตั้งแต่เมื่อไหร่?”
สวีเหรินถูกรัศมีอำนาจกดข่มจนต้องลอบกลืนน้ำลาย“ถะ...ถ้าคุณไม่บอกเหตุผล ผมก็ไม่ทำ”
อย่างมากเขาก็แค่ไม่เข้าทำงานที่กลุ่มบริษัทซื่อลี่เส้นทางอื่นใช่ว่าจะไม่มี
จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่สวีเหรินตื่นเต้นจนหัวใจเต้นโครมคราม ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงประโยคเดียว“ไม่ทำก็ช่าง ไปซะ”
จี้เยี่ยนจื๋อหันหลังไปเปิดประตูรถสวีเหรินจึงรวบรวมความกล้าตะโกนรั้งไว้ “ประธานจี้เดี๋ยวครับ!”
“มีธุระอะไรอีก?”
“คุณ... คุณตั้งใจทำแบบนี้ใช่ไหม?” เขาฝืนใจถามต่อ“คุณมีเหตุจำเป็นที่บอกใครไม่ได้หรือเปล่าถึงได้ไล่อาจารย์จี้ออกมาแบบนั้น”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มหยันพลางหันกลับมามอง“ผมจะเกลียดลูกนอกสมรสสักคนจำเป็นต้องมีเหตุผลเบื้องหลังด้วยงั้นเหรอ ฝากไปบอกเขาด้วยว่าไสหัวไปให้ไกลๆชั่วชีวิตนี้อย่าหวังจะได้กลับเข้าตระกูลจี้อีก”
“แล้วก็... ถ้าคุณกล้าบอกเขาเรื่องในคืนนี้เตรียมตัวกลับไปไถนาที่บ้านเกิดได้เลย”
สวีเหรินยืนบื้อใบ้อยู่อย่างนั้นส่วนเลี่ยวข่ายเพียงส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะตามจี้เยี่ยนจื๋อขึ้นรถไป
สวีเหรินมองตามท้ายรถที่ลับตาไปพลางกะพริบตาปริบๆด้วยความสับสน
ถ้าเขาถ้าไม่ได้รู้สึกไปเองล่ะก็เมื่อกี้ประธานจี้โกรธเพราะอยากจะกลบเกลื่อนความอายอยู่ใช่ไหม...หรือว่าเขาจะเดาถูกจริงๆ?!
...
วันรุ่งขึ้น
สวีเหรินก็เร่งรุดมาที่หมู่บ้านซินซินตั้งแต่เช้าตรู่
ทั้งสองออกเดินทางไปยังวิลล่าของลู่เหยียนชูด้วยกันเมื่อถึงหน้าหมู่บ้าน สวีเหรินก็ถามด้วยความสงสัย “อาจารย์จี้คุณไม่เอารถไปเหรอครับ?”
จี้ทิงตอบเรียบๆ“รถสปอร์ตคันนั้นผมคืนให้ตระกูลจี้ไปแล้ว”
สวีเหรินอ้าปากค้างเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงส่งเสียงตอบรับในลำคอ
เมื่อคืนเขาคิดวนเวียนอยู่ตลอดว่าควรจะพูดเรื่องนั้นออกมาดีไหมแต่คิดไปคิดมาก็ยังลังเลใจ เกิดประธานจี้เกลียดอาจารย์จี้จริงๆ ขึ้นมาแล้วเขาไปพูดแบบนั้น มันจะไม่เป็นการตอกย้ำบาดแผลให้อาจารย์จี้หรอกเหรอ
สวีเหรินครุ่นคิดอย่างหนักและตัดสินใจว่าจะลองทำตัวเป็น ‘สายสืบ’ คอยส่งข่าวให้จี้เยี่ยนจื๋อไปก่อนถ้าระหว่างนี้เขาสืบจนรู้ความจริงได้ เมื่อถึงตอนนั้นค่อยบอกก็ยังไม่สาย
เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นผู้จัดการเดินมาที่หน้าจออินเตอร์คอม เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกดปุ่มเปิดประตู
“คุณสวีมาแล้วเหรอครับ” ขงอวี่เอ่ยทักทายสวีเหรินด้วยรอยยิ้มก่อนที่สายตาจะไปหยุดนิ่งอยู่บนใบหน้าของจี้ทิง “คุณคือ...จี้ทิงใช่ไหมครับ?”
“ครับ”
สวีเหรินช่วยอธิบายเสริม“อุปกรณ์พวกนี้จี้ทิงเป็นคนช่วยหยิบยืมมาจากกลุ่มบริษัทซื่อลี่น่ะครับวันนี้เขาว่างพอดีเลยถือโอกาสมาดูด้วย”
“ยินดีต้อนรับครับ ยินดีต้อนรับ” ขงอวี่เชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้นให้ทั้งคู่เข้ามาในห้องรับแขกพร้อมรินน้ำผลไม้ให้สองแก้ว “นั่งพักก่อนนะครับเหยียนชูอยู่ข้างบน เดี๋ยวผมไปตามให้”
...
ขงอวี่ขึ้นไปตามคนบนห้อง“เสี่ยวสวีมาแล้วนะ อ้อ แล้วก็... จี้ทิงคนนั้นก็มาด้วย”
ปลายนิ้วของลู่เหยียนชูชะงักไปเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็นส่วนขงอวี่กลับทำเสียงเดาะลิ้นอย่างแปลกใจพลางพึมพำ “หน้าตาดีจริงๆด้วยแฮะ ตัวจริงดูดีกว่าในรูปหรือในวิดีโอตั้งเยอะ แถมรูปร่างก็...”
เขายังไม่ทันขาดคำลู่เหยียนชูก็เดินผ่านหน้าเขาตรงไปยังประตูทันที
“เอ้า รอฉันด้วยสิ!”
ทั้งสองเดินตามกันลงมาทว่ากลับไม่พบใครในห้องรับแขกลู่เหยียนชูขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องอุปกรณ์ที่ชั้นสอง
จี้ทิงกำลังตรวจสอบบันทึกการทำงานของระบบเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆ เขาก็เงยหน้าขึ้นและสบเข้ากับลู่เหยียนชู
ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยยิ้มอบอุ่นขณะที่ก้าวเท้าเข้ามาข้างใน “จี้ทิง นายมาแล้วเหรอ”
“ครับ สวัสดีครับ” จี้ทิงทักทายสั้นๆก่อนจะละสายตากลับไปยังหน้าจอตามเดิม
ขงอวี่เห็นท่าทางนั้นก็เผลอเลิกคิ้วขึ้นด้วยความทึ่งหาได้ยากยิ่งนักที่จะมีใครแสดงท่าทีเย็นชากับลู่เหยียนชูได้ขนาดนี้
ถึงแม้ลู่เหยียนชูจะมีเรื่องอยากคุยแต่เมื่อเห็นจี้ทิงดูมีสมาธิเขาก็ไม่อยากรบกวน
“ผมอยู่ข้างล่างนะ มีอะไรเรียกได้ตลอดเวลา”
สวีเหรินรับคำ“ครับ”
ลู่เหยียนชูลากตัวผู้จัดการออกไปพร้อมทั้งปิดประตูให้อย่างเบามือ
เมื่อลับร่างทั้งสองจี้ทิงกับสวีเหรินก็สลับตำแหน่งกันเพื่อให้มองหน้าจอได้สะดวกขึ้น
จี้ทิงตรวจสอบบันทึกระบบด้วยความรวดเร็วก่อนจะดึงข้อมูลสัญญาณที่เคยดักจับได้ในเขตตะวันออกห้าออกมาดูหลังจากจ้องมองอยู่ครู่หนึ่งเขาก็เอ่ยถาม “จากการแกะรอยย้อนกลับหลังจากล็อกเป้าครั้งก่อนเจออะไรเพิ่มเติมไหม?”
สวีเหรินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพลางกล่าว“สัญญาณปรากฏขึ้นมาแค่ครั้งนั้นครั้งเดียวครับรายละเอียดทั้งหมดผมจดไว้ในนี้แล้ว”
จี้ทิงรับมาดูในนั้นบันทึกเวลาที่สัญญาณจากต่างประเทศถูกส่งเข้ามา พร้อมทั้งพิกัดสถานีฐานระยะเวลาการสนทนา และเนื้อหาการพูดคุย
จี้ทิงกดเปิดไฟล์บันทึกเสียงมันเป็นบทสนทนาของชายสองคน คนหนึ่งบอกว่ายอมทุ่มเงินซื้อเหล้านอกปีเก้าแปดมาขวดหนึ่ง ชวนให้อีกฝ่ายหาเวลามาสังสรรค์ที่บ้านแต่อีกฝ่ายกลับตอบว่า เหล้าล้ำค่าขนาดนี้ควรเก็บไว้เปิดในวันดีๆ ถ้าไม่มีเรื่องดีๆเขาก็ไม่มีอารมณ์จะดื่ม
ประโยคสุดท้ายชายคนนั้นพูดเพียงสั้นๆ ว่า ‘แม้จะมีอุปสรรคบ้างแต่เรื่องดีๆ กำลังจะมาถึง’
จี้ทิงฟังจบก็นิ่งเงียบไปสวีเหรินจึงขยับเข้าไปใกล้ “อาจารย์จี้คุณว่าพวกเขาพูดเป็นรหัสลับอะไรกันหรือเปล่าครับ?”
จี้ทิงเองก็ยังไม่แน่ใจเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามว่า “ลู่เหยียนชูรู้จักคนที่โทรมาคนนี้ไหม?”
“รู้จักครับ เขาบอกว่าคนคนนี้ชื่อเผิงเจ๋อคุนเป็นรองประธานของซั่งหย่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ซึ่งบริษัทหนังแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างสุดขอบผาในสายลมด้วยครับ”
“มีอะไรอีกไหม?”
“ไม่มีแล้วครับ” สวีเหรินพยายามนึก “คุณลู่บอกว่าเขาแค่เคยเจอคนคนนี้ตอนทำงานอยู่ไม่กี่ครั้งเรื่องส่วนตัวแม้แต่แอปแชตก็ไม่เคยแอดกันไว้เลย”
จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะส่งโทรศัพท์คืนให้ “พวกเราลงไปข้างล่างก่อนเถอะไปถามลู่เหยียนชูว่าเขามีธุระอะไรกับคุณ”
“ครับ!”
ทั้งสองเดินลงมายังห้องรับแขกชั้นหนึ่งเมื่อลู่เหยียนชูเห็นพวกเขาก็ลุกขึ้นยืนพลางยิ้มถาม “ก่อนมาที่นี่พวกนายทานมื้อเช้ากันมาหรือยัง?”
จี้ทิงไม่ได้ตอบสวีเหรินจึงเป็นฝ่ายพูดแทน “ทานมานิดหน่อยแล้วครับคุณลู่ เมื่อวานที่คุณโทรหาผม มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าครับ?”
ลู่เหยียนชูพยักหน้าเล็กน้อยพลางหยิบโทรศัพท์ออกมา“มีเรื่องจริงๆ นั่นแหละ”
“ตั้งแต่พวกนายดักจับสัญญาณได้ครั้งก่อนฉันก็ให้คนคอยสืบเรื่องเผิงเจ๋อคุนมาตลอด แต่เมื่อวานจู่ๆเขาก็ปิดบัญชีโซเชียลทั้งหมดไปเลย”
เขาช้อนตาขึ้นมองและคนที่เขามองโดยสัญชาตญาณก็คือจี้ทิง “เขาจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าถูกพบความผิดปกติเข้าแล้ว?”
จี้ทิงขยับคิ้วเล็กน้อย“โปรแกรมที่สวีเหรินเขียนขึ้นมามีระบบพรางตัวที่ซับซ้อนมากไม่น่าจะเป็นไปได้ครับ”
[โอกาสที่อีกฝ่ายจะรู้ตัวนั้นต่ำมาก โปรแกรมนี้แค่ล็อกตำแหน่งสถานีฐานไม่ได้เจาะเข้าไปในมือถือหรือคอมพิวเตอร์ของเขาโดยตรงต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญก็ยากจะสังเกตเห็น]
เมื่อได้ยินเสียงในใจของจี้ทิงหัวใจของลู่เหยียนชูถึงได้สงบลงอย่างมั่นคง
จู่ๆขงอวี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ส่งเสียงสงสัย “เอ๊ะ?หรือว่าเขากำลังเตรียมแผนจะทำอะไรบางอย่างเลยต้องรีบปิดบัญชีโซเชียลเพื่อไม่ให้ทิ้งร่องรอยไว้ทีหลังหรือเปล่า”
จี้ทิงครุ่นคิด“ความเป็นไปได้ก็น้อยมากเหมือนกันครับ”
ถ้าอีกฝ่ายเป็นสายลับที่แฝงตัวมานานหลายปีจริงย่อมต้องรอบคอบและระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่งคงไม่มาทิ้งร่องรอยไว้บนสื่อโซเชียลให้ใครเห็นง่ายๆ หรอก
“ก็ลองเช็กดูหน่อยสิครับ เผื่อจะโชคดี”
ลู่เหยียนชูหันไปมองขงอวี่พลางส่งสายตาให้เขาฟังจี้ทิง แต่ขงอวี่ยังไม่ทันจะตีความหมายนั้นออกจี้ทิงกลับเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าคุณลู่ไม่สบายใจงั้นเราลองตรวจสอบดูหน่อยก็ได้ครับ”