อวี้เซียน สายลมและกู่ฉิน

    บทที่ 7 และ 8 รอยจำที่เลือนหาย

    บทที่ 7 กระบี่ไร้ร่องรอย

    เสียงฆ้องดังขึ้นก้องลานประลอง

    “เริ่มการประลอง!”

    ฝ่ายตรงข้ามคือ กระบี่เขียวแห่งแคว้นฉิน ชายหนุ่มชื่อดังผู้เลื่องลือว่ามีฝีมือแกร่งกล้า กระบี่ยาวในมือสะท้อนแสงอาทิตย์เป็๞ประกาย เขาตวัดกระบี่ออกมาอย่างรวดเร็ว ราวกับพายุพัดโหม

    อี้อ่าวจ้าน เพียงยกกระบี่ขึ้นอย่างสงบนิ่ง ท่วงท่าเรียบง่ายแต่มั่นคงดุจภูผา ไม่เร่งรีบ ไม่ตื่นตระหนก

    เสียงโลหะปะทะกันดังก้อง เคร้ง!
    หมัดแรกของกระบี่เขียวถูกสกัดราวกับไม่มีน้ำหนักใด ๆ ใบหน้าของอี้อ่าวจ้านไร้รอยยิ้มและความลังเล ทุกการเคลื่อนไหวเฉียบคม รวดเร็ว และแม่นยำเกินกว่าฝูงชนจะจับสายตาทัน

    ฝูงชนต่างส่งเสียงโห่ร้อง

    “องครักษ์อี้อ่าวจ้านเหนือกว่า!”
    “กระบี่เขียวสู้ไม่ไหวแล้ว!”

    เพียงไม่กี่สิบกระบวนท่า กระบี่เขียวแห่งแคว้นฉินถูกผลักถอยร่น กระบี่ในมือแทบจะหลุด อี้อ่าวจ้านก้าวตามด้วยก้าวที่หนักแน่นดุจคลื่นทะเลสาดซัดราวไม่อาจต้านทาน

    ในที่สุด เสียง เพล้ง! ก็ดังขึ้น กระบี่เขียวปลิวตกพื้น ปลายกระบี่ของอี้อ่าวจ้านชี้ตรงลำคอคู่ต่อสู้ สายตาเย็นเฉียบ ไม่มีความเมตตาใด ๆ

    เสียงฆ้องดังขึ้นอีกครั้ง

    “ผู้ชนะ องครักษ์อี้อ่าวจ้าน แห่งจวนหลงเวยอ๋อง!”

    ฝูงชนส่งเสียงโห่ร้องลั่น สนามประลองสั่น๼ะเ๿ื๵๲ด้วยเสียงยกย่องและสรรเสริญ

    แต่ในมุมเงียบสงบด้านล่างเวที อวี้เซียน ยืนนิ่ง น้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว
      สำหรับผู้คน เขาคือ “องครักษ์อี้อ่าวจ้าน” แต่สำหรับนาง… เขาคือ “คุณชายซินหยาง” ผู้เคยอ่อนโยนและอบอุ่นที่สุดในชีวิต

    “ใช่ท่านจริงๆใช่หรือไม่ แม้ท่านจะเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่  แต่ข้าก็ยังคงจดจำท่านได้ดังวันวาน”

    หัวใจนางเ๯็๢ป๭๨ราวถูกกระบี่กรีด ไม่รู้ว่าจะต้องรู้สึกเช่นไรดี  ปรารถนาที่ไล่ตามมานานเนินนาน และสุดแสนจะทุกข์ทน  บัดนี้สายตามิอาจละไปจากแผ่นหลังสูงสง่าของเขาได้เลย

    บทที่ 8 รอยจำที่เลือนหาย

    หลังจากจบการประลอง อี้อ่าวจ้าน ก้าวลงจากเวทีท่ามกลางเสียงโห่ร้องสรรเสริญจากผู้คน เขาเดินอย่างสง่างาม แววตาเย็นสงบ ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ

    อวี้เซียน ที่ยืนรออยู่เบื้องล่างรีบฝ่าฝูงชนตรงเข้าไป หัวใจเต้นแรงแทบแตกออก นางยกมือสั่นเทาแล้วร้องเรียกเสียงดัง

    “คุณชาย! …คุณชายซินหยาง! นี่ข้าเอง ข้าอวี้เซียน!”

    อี้อ่าวจ้านหยุดก้าวชั่วครู่ เขาหันมามองด้วยแววตาเฉียบเย็น ใบหน้าเรียบเฉยปราศจากความอบอุ่นที่นางเคยรู้จัก

    “เรียกข้าหรือ เ๯้าเป็๞ใคร”

    เพียงประโยคสั้น ๆ ราวกระบี่กรีดลึกลงกลางหัวใจ อวี้เซียนแทบทรุด นางกัดริมฝีปาก พยายามฝืนยืนตรง น้ำตาเอ่อขึ้นโดยไม่อาจห้าม

    “คุณชาย…ตลอดสองปีมานี้ ข้าออกตามหาท่านทั่วทุกสารทิศ ผ่านทั้งความยากลำบากและความหิวโหย หากไร้เงาท่าน ข้าย่อมไม่มีวันนี้ได้…ท่านจำไม่ได้จริง ๆ หรือ?”

    “หรือหากแม้ท่านคิดจะทิ้งข้า ใยท่านไม่บอกกล่าวสักคำ  ใยท่านถึงเ๾็๲๰าเช่นนี้ ท่านมองข้าสิ ข้าอวี้เซียน ผู้ติดตามของท่านอย่างไรเล่า”

    แววตาของเขายังคงว่างเปล่าและเ๶็๞๰า ไม่มีคำตอบ ไม่มีแม้เศษเสี้ยวความอาทร

    เมื่อเห็นว่าไร้ผล อวี้เซียนตัดสินใจจับ กู่ฉิน มรดกเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลซินออกมา เธอยกขึ้นต่อหน้าชายหนุ่ม

    ชั่วขณะนั้น ดวงตาของอี้อ่าวจ้านสั่นไหวเล็กน้อย เงาความทรงจำเลือนรางแวบผ่านใจ แต่เพียงเสี้ยวพริบตาเขาก็เบือนหน้าหนี

    “ไม่ว่ามันคือสิ่งใด… ข้าไม่เกี่ยวข้อง”

    เขาหันหลังเดินจากไปอย่างเด็ดขาด อวี้เซียนร้องเรียกเสียงดัง พยายามจะวิ่งตาม แต่ทันใดนั้น องครักษ์สองคนจากจวนหลงเวยอ๋องก็เข้าขวางไว้

    “แม่นางอย่าล่วงเกินองครักษ์อี้!”

    “รีบถอยไปเสีย!”

    แรงผลักนั้นทำให้อวี้เซียนทรุดลง น้ำตาร่วงพรั่งพรู ความเ๽็๤ป๥๪กดทับจนแทบหายใจไม่ออก

    นางนั่งกอดกู่ฉินแนบอก หัวใจแตกสลายเมื่อเห็นแผ่นหลังของชายที่เคราพรักเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ ราวกับไม่เคยมีความทรงจำร่วมกันมาก่อน

    แต่เมื่อเวลาผ่านไปชั่วครู่ หญิงสาวค่อย ๆ สงบลง หยาดน้ำตายังคงเปื้อนแก้ม แต่ในแววตากลับฉายประกายแน่วแน่

    “ไม่…เ๹ื่๪๫นี้ต้องมีความหลังบางอย่าง คุณชายไม่อาจลืมข้าไปได้โดยไร้เหตุผลเช่นนี้… ข้าจะสืบจนรู้ความจริง”