จู่ ๆ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกว่าในบ้านไม่มีผู้ชายเป็เื่ที่ไม่สะดวกมากจริง ๆ
เพื่อทำครกกระเดื่องหนึ่งอัน ั้แ่ตัดต้นไม้ไปถึงการประกอบ นางจึงต้องไปขอให้ผู้ชายที่มีพละกำลังสองสามคนในหมู่บ้านมาช่วยเหลือนี่ไง
นางเป็หญิงม่ายคนหนึ่ง ทำแบบนี้ไม่ค่อยจะดีเท่าไรนัก แต่ช่วยไม่ได้ นางคงให้เผยเสี่ยวอวี๋ที่อายุหกขวบตามนางขึ้นเขาไปพร้อมกันแล้วแบกต้นไม้กลับมาได้มั้ง?
ดังนั้นหลังจากประกอบครกกระเดื่องเสร็จ นางจึงเกิดความคิดที่จะซื้อแรงงานระยะยาว
“คิดบ้าอะไรเนี่ย แบบนี้มันผิดกฎหมายนะ!” จู้เจียงเจียงตบศีรษะของตัวเอง ขับไล่ความคิดที่ไม่ควรมีในสมองออกไป
เื่แบบนี้นางก็แค่คิด ๆ เท่านั้น หากทำจริงก็ทำไม่ลง
“สะใภ้เล็กทำเสร็จแล้ว เ้าดูหน่อยว่าใช้ได้หรือไม่?” สวีเหล่าซานใช้เสียงที่ทั้งเข้มและดังดึงความคิดของจู้เจียงเจียงกลับมาสู่ความจริง
จู้เจียงเจียงสะดุ้งใ ดึงสติกลับมาก่อนเดินไปทางครกกระเดื่อง
เหยียบทดสอบไปสองครั้ง โครงค้ำยันของครกกระเดื่องฝังลึกลงไปในดิน แข็งแรงแ่ามาก เหยียบลงไปไม่โยกเยก และก็ไม่เปลืองแรง
“ลุงสาม ขอบคุณพวกท่านทุกคนจริง ๆ ลำบากพวกท่านแล้ว ตอนเย็นทุกคนก็มากินข้าวเย็นด้วยกันที่บ้านข้าเถอะ”
จู้เจียงเจียงเชิญอย่างจริงใจทว่ากลับถูกปฏิเสธ สวีเหล่าซานโบกมือ พูดว่า “ไม่ต้อง ๆ ของชิ้นนี้วันหลังทุกคนมีตอนที่ต้องใช้ เ้าไม่ต้องเกรงใจพวกเรา”
สองวันนี้ที่ตัดไม้ทำครกกระเดื่อง นางก้มหน้าทำงานอยู่ในทุ่งนามาโดยตลอด
ตอนเช้าและตอนเย็นพ่นยาฆ่าแมลง ตอนเที่ยงเวลาพระอาทิตย์แขวนสูงอยู่กลางศีรษะ ก็ยังก้มหน้าถางหญ้าอยู่ในทุ่งนา ความขยันนั้น ทุกคนในหมู่บ้านเห็นแล้วล้วนสงสาร
พูดตามตรง ก็เป็เพราะในบ้านไม่มีเสาหลักมาคอยค้ำจุน
สายตาเห็นใจแบบไม่คิดปิดบังของหลายคน จู้เจียงเจียงเห็นแล้วก็จนใจ ทำได้เพียงแสดงรอยยิ้มอึดอัดบนใบหน้า
เอาเถอะ เห็นทีนางคงต้องหาโอกาสพิสูจน์ตัวเองดี ๆ สักหน่อยแล้ว
จู้เจียงเจียงผัดเมล็ดชาที่สองวันนี้พวกเผยเสี่ยวอวี๋เก็บกลับมา ก่อนจะยกทั้งหมดหนึ่งตะกร้าใหญ่มาเทลงในครกหินโดยตรง
ตอนเทลงไปแล้วก็แค่ครึ่งหนึ่งของครกหินเท่านั้น ดังนั้นตอนตำโขลกจึงไม่กระเด็นออกมา
แสงแดดร้อนแรงแผดเผาทั่วแผ่นดิน ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง น้อยคนนักที่จะออกจากบ้านเพื่อมาปะทะไอแดดยามนี้ เห็นจะมีก็แต่จู้เจียงเจียงคนเดียว ที่สวมหมวกฟางกำลังโขลกเมล็ดชาอย่างขมักเขม้น
เสียงตำโขลกดัง *ตึง ๆ* ทั้งหนักแน่นและมีจังหวะ เคล้าเสียงร้องจักจั่นที่เดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกลเป็เพื่อนในูเา ส่งเข้าในหูของทุกคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
หลังตำโขลกเมล็ดชาจนกลายเป็เนื้อโคลน จู้เจียงเจียงก็ใช้ขันน้ำเต้าขูดพวกมันเทลงไปในถุงผ้า แล้วใช้หินแผ่นใหญ่กดทับ ค่อย ๆ รีดน้ำมันชาออกมา
ไม่มีเครื่องมือสกัดน้ำมัน ทำได้แค่อดทนรอ
ในที่สุดต้นข้าวในทุ่งนาก็พ่นน้ำปูนใสเสร็จหมดแล้ว หินปูนยังเหลืออีกนิดหน่อย จู้เจียงเจียงเห็นที่ดินที่ปลูกต้นข้าวของคนในหมู่บ้านอยู่ข้าง ๆ จึงแอบช่วยพ่นไปเล็กน้อย
ถือเป็การขอบคุณพวกเขาที่ช่วยทำครกกระเดื่องก็แล้วกัน
กากเมล็ดชาหลังจากรีดน้ำมันชาเสร็จก็วางตากแห้งภายใต้แสงแดดอันร้อนแรง แค่บีบก็แตกออก
หากมีมูลของพวกสัตว์มาทำปุ๋ย แล้วเอากากเมล็ดชาเพิ่มเข้าไป จากนั้นก็นำไปโปรยในทุ่งนาจะได้ผลดีที่สุด แต่น่าเสียดายนางไม่มี
จู้เจียงเจียงแบกจอบอันหนึ่งไว้บนไหล่ตรงไปยังหน้าร่องน้ำในนา อยากควบคุมการไหลของน้ำให้เล็กลงหน่อย แบบนี้แล้ว ผงกากเมล็ดชาที่แช่อยู่ในร่องน้ำก็จะมีเวลาเพียงพอให้แตกตัว
“พวกเ้าดู นาของสะใภ้เล็กเติบโตดีจริง ๆ ต้นข้าวแตกรวงแล้ว”
“จริงด้วย ต้นข้าวของทุกคนยังไม่แตกรวง ทำไมต้นข้าวของนางถึงแตกรวงเร็วขนาดนี้ หรือจะเกี่ยวข้องกับที่นางฆ่าแมลง?”
จู้เจียงเจียงกลับมาจากการปิดกั้นน้ำไหลริมแม่น้ำ ก็เห็นพวกชาวบ้านล้อมคันนา มุงดูต้นข้าวในทุ่งนาบ้านของนาง ทั้งยังยื่นมือไปจับต้นข้าวในนาดูอีกด้วย
“ไม่ใช่มั้ง เ้าดู ต้นข้าวบ้านข้าก็แตกรวงแล้วไม่ใช่หรือ?” สวีเหล่าซานหมุนตัวชี้ที่นาบ้านตัวเองแล้วพูด
“เหล่าซาน หลายวันก่อนข้าเห็นสะใภ้เล็กช่วยฆ่าแมลงในนาบ้านเ้า ไม่งั้นทำไมต้นข้าวในนาส่วนใหญ่ถึงยังไม่แตกรวง มีแค่บ้านเ้าและของตระกูลเผยที่เติบโตงอกงามดีเล่า?” มีคนหนึ่งพูด
คำพูดเหล่านี้ ท่ามกลางฝูงชนที่ใจึงเกิดการถกปัญหาเล็ก ๆ ขึ้น แต่ไม่นานนักการถกปัญหานี้ก็เงียบไป
ดูเหมือนพวกเขาจะเริ่มเชื่อแล้วว่า การเติบโตดีไม่ดีของต้นข้าว มีความเกี่ยวข้องกับที่จู้เจียงเจียงฆ่าแมลงให้ต้นข้าว
“หรือว่าพวกเราควรฆ่าแมลงให้ต้นข้าวจริง ๆ?”
“ฆ่าแมลงตอนนี้ยังทันเวลาไหม?”
มีคนถามออกมาอย่างสงสัย แต่ที่ตอบกลับมามีแต่ความเงียบ ไม่มีใครส่งเสียงสักคน
แต่กลับเป็จู้เจียงเจียงที่อ้าปากพูด “ยังทัน ทุกคนแค่ต้องใช้น้ำปูนใสพ่นต้นข้าวก็พอ ผงกากเมล็ดชาข้าแช่ในคูน้ำแล้ว น้ำไหลผ่านทุกคนก็เปิดประตูน้ำ รดน้ำทำลายไข่แมลง”
พวกชาวบ้านได้ยินเสียงก็รีบหันหน้ากลับมา สวี่เหล่าเกินเดินเข้าไปยืนยันกับจู้เจียงเจียงอีกครั้งอย่างตื่นเต้น “แน่ใจหรือว่าได้ผล?”
“ได้!” จู้เจียงเจียงพยักหน้าอย่างมั่นใจ “และข้าก็หวังว่าต้นข้าวนี้ของทุกคนจะเก็บเกี่ยวเสร็จก่อนปลายเดือนเจ็ด”
ทุกคนกำลังจะกลับไปเก็บก้อนหินปูนมาเผา แค่เติมน้ำพ่นเป็อันเสร็จ ทว่าคำพูดนี้ของจู้เจียงเจียงกลับรั้งพวกเขาไว้อีกครั้ง
“ทำแบบนี้เพื่ออะไร?”
“เพราะว่า...ปีนี้อาจมีฝนตกหนัก” จู้เจียงเจียงขมวดคิ้ว ไม่รู้ควรอธิบายอย่างไร ทำได้แค่บอกใบ้เป็นัย ๆ เช่นนี้
ให้นางบอกพวกเขาว่า ปลายเดือนเจ็ดจะเกิดน้ำท่วมโดยตรงหรืออย่างไร ถึงตอนนั้นนาข้าวจะถูกน้ำท่วม ไม่เหลือเมล็ดข้าวให้เก็บเกี่ยวอย่างนั้นหรือ?
พวกเขาคงเชื่อหรอก!
เหมือนอย่างที่คาดเอาไว้ พวกชาวบ้านไม่ได้เก็บคำพูดของนางมาใส่ใจ “แค่นี้หรือ? ฝนตกกลัวอะไร ฤดูร้อนปีไหนฝนไม่ตกบ้าง ไม่เป็ไรหรอก”
ชาวบ้านคนนั้นเพิ่งพูดจบ ก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องคำรามหนึ่งครั้งเหนือศีรษะ แสงแดดเจิดจ้าในตอนเช้าพลันเปลี่ยนกลายเป็มืดครึ้ม
“เ้าดู ฤดูฝนใกล้เข้ามาแล้ว”
เมื่อพูดเช่นนั้นแล้ว ชาวบ้านก็ทยอยพากันแยกย้ายลากลับบ้าน
จู้เจียงเจียงเดินตามหลังฝูงชน ต้นข้าวข้างตัวถูกลมพัดเสียงดังกรอบแกรบ นางเงยหน้ามองท้องฟ้ามืดครึ้มแวบหนึ่ง ในใจแอบหดหู่เล็กน้อย ฤดูฝนมาแล้วจริง ๆ
ฝนฤดูร้อนบอกตกก็ตก เสียงฟ้าร้องดังขึ้นไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฝนบนท้องฟ้าก็ตกลงมาแล้ว
โชคดีที่่นี้นางวุ่นวายกับเื่ฆ่าแมลงให้ต้นข้าวมาโดยตลอด ใบชาไม่ได้เก็บมากนัก เนื่องจากในบ้านมีพื้นที่วางจำกัด แต่ก็ยังสามารถวางใบชาที่กำลังตากแห้งได้
เพียงแต่หญ้าคาบนหลังคาแห้งบางเกินไป ฝนตกไม่ทันไรหลังคาก็รั่วแล้ว
“เสี่ยวอวี๋ เอาถ้วยหม้อในบ้านทั้งหมดมารองน้ำฝน จะให้ใบชาเปียกไม่ได้”
จู้เจียงเจียงรีบวิ่งไปหยิบกะละมังไม้และถังน้ำในบ้านมาทั้งหมด ส่วนที่ฝนรั่วหนักก็วางถังน้ำรองไว้ด้านล่าง
ยังไม่หลายจุดที่ฝนรั่วเล็กน้อย ใช้หม้อหรือถ้วยก็พอรับไว้ได้
พวกนางสองคนพี่สะใภ้และน้องสามี ด้านหนึ่งยุ่งอยู่กับย้ายตำแหน่งใบชา อีกด้านก็หารูรั่วของฝน ฝนตกใหญ่ครั้งนี้ทำให้จู้เจียงเจียงได้รู้ว่า ที่แท้บ้านของตระกูลเผยเก่าและผุพังกว่าที่นางจินตนาการไว้
พี่สะใภ้และน้องสามีสองคนวิ่งวุ่นอยู่นาน หนึ่งห้องโถงสี่ห้องนอน จุดฝนรั่วเกินหลายสิบแห่ง
บนเตียง บนโต๊ะ บนราวใบชา วางถังและถ้วยรองน้ำจนเต็มไปหมด
ระดับเหมือนกับด้านนอกเป็พายุฝน ส่วนด้านในเป็ฝนปรอย ๆ
น้ำฝนหยดลงจากหลังคา กระเด็นออกจากในถ้วย ธรณีประตูดินหน้าบ้านก็มีน้ำรั่วซึม เปียกไปหมดแล้ว ในบ้านล้วนเป็ดินโคลน ทำให้ทั้งสี่ทิศเปียกแฉะไปหมด
ตอนนี้จู้เจียงเจียงรู้สึกว่าท่อนล่างของนางเปียกไปหมดแล้ว
เดิมทีนางยังคิดจะรอเก็บเกี่ยวต้นข้าวก่อน หลังจากขายได้เงินแล้วก็ค่อยสร้างบ้านใหม่ ดูท่าตอนนี้ สร้างบ้านรอช้าไม่ได้แล้ว
แต่ว่าคนที่เป็ห่วงบ้านตระกูลเผยจะอยู่ไม่ได้ ไม่ได้มีแค่นางเพียงคนเดียว
เผยจี้ยืนอยู่ในศาลา เหม่อมองน้ำฝนที่ตกลงมาจากชายคาไม่หยุด พลางบ่นพึมพำ “ไม่รู้ว่านางซ่อมหลังคาหรือยัง...”