ตอนที่ 111 รับเข้าเป็นพิเศษ
เจียงอวี้หมิงไม่กล้ารับประกันเรื่องอื่น แต่สำหรับพนักงานในโรงงานทอฝ้ายนั้น คงไม่มีใครเขียนออกมาได้แบบนี้จริงๆ แม้แต่เลขานุการในสำนักงานผู้จัดการโรงงาน ก็เขียนแผนธุรกิจที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ไม่ได้เช่นกัน
“เด็กสาวคนนี้ไม่เลวเลยทีเดียว ช่วงนี้ไม่ใช่ว่าพวกเรากำลังมีแผนรับสมัครพนักงานใหม่หรือ?”
“ผู้จัดการครับ ช่วงนี้เรายังไม่มีแผนรับสมัครพนักงานใหม่ครับ”
“นายลองไปถามเด็กสาวคนนั้นดูสิ ว่าเธออยากมาทำงานที่โรงงานสีฝ้ายของเราไหม? ถ้าเธอตกลง เราก็จะรับเธอเข้าทำงานเป็นกรณีพิเศษ คนแบบนี้ ถ้าอยู่ในโรงงานของเรา ต้องช่วยเราแก้ปัญหาหลายๆ อย่างได้แน่นอน”
ผู้จัดการโรงงานพลันบังเกิดความต้องการคนมีพรสวรรค์มาร่วมมือ เขาอดรนทนไม่ไหว อยากจะดึงตัวคนที่มีความสามารถเช่นนี้เข้ามาทำงานในโรงงานทันที หากถามว่าลูกน้องที่เขาขาดแคลนที่สุดคือคนแบบใด ก็ย่อมเป็นคนที่มีฝีมือในด้านการเขียนแบบนี้ สองปีมานี้ เขาไม่รู้ว่าหาคนมามากเท่าไหร่แล้ว ทว่ากลับยังคนที่เหมาะสมไม่เจอสักที
คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะได้พบกับเด็กสาวที่เก่งกาจขนาดนี้ได้ ถ้าดึงตัวเธอมาได้ เอกสารในอนาคตก็คงจะไม่ถูกผู้บังคับบัญชาระดับสูงวิพากษ์วิจารณ์อีก
ทว่าเจียงอวี้หมิงกลับรีบส่ายหัว เขารู้ดีว่าหานชีเยวี่ยมีงานทำที่ดีอยู่แล้ว เธอเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง การที่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ในสหคามก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
“ตอนนี้สหายหานชีเยวี่ยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในสหคามอยู่ครับ!”
มีคนตัดหน้าเขาไปเสียแล้ว
ผู้จัดการโรงงานพูดขึ้นทันที “เป็นเจ้าหน้าที่ในสหคามมีอะไรดี เงินเดือนก็น้อยกว่าที่เราตั้งเยอะ นายไปลองคุยกับเธอดูสิ ถ้าเธอตกลง ฉันจะจัดระดับให้เธอทันที จัดให้เธออยู่ในช่างฝีมือระดับสิบหกไปเลย”
เจียงอวี้หมิงคิดไม่ถึงว่าผู้จัดการโรงงานจะชื่นชอบคนมีพรสวรรค์มากขนาดนี้ ปกติแล้ว พนักงานที่เพิ่งเข้ามาใหม่ จะต้องเป็นพนักงานระดับต้นเป็นเวลาสองปีก่อน นั่นก็คือช่างระดับสิบแปด และจากระดับสิบแปดไปจนถึงระดับสิบหกนั้น ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ แล้วบางคนใช้เวลาห้าถึงหกปี ก็ยังไต่เต้าไปไม่ถึง
“ได้ครับท่านผู้จัดการ ผมจะลองไปคุยดู”
เจียงอวี้หมิงคิดว่าหานชีเยวี่ยน่าจะตกลงกระมัง?
เพราะอย่างไรเสีย เธอแค่ก้าวเข้ามาเพียงก้าวเดียวก็ข้ามขั้นที่คนอื่นต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะข้ามได้ไปได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเงินเดือนหรือสวัสดิการ โรงงานสีฝ้ายก็ดีกว่าการเป็นเจ้าหน้าที่ในสหคามมาก
เจียงอวี้หมิงคิดว่าหานชีเยวี่ยไม่ใช่คนโง่ ขอเพียงแค่ลองไตร่ตรองคำนวณดู เธอก็จะต้องคิดออกเป็นแน่
“เรื่องนี้ฉันจะต้องไปรายงานกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงด้วยตัวเอง! ไม่ใช่แค่เชิญผู้บังคับบัญชาในเขตของเรามาร่วมงานเท่านั้น แต่ยังต้องเชิญผู้บังคับบัญชาจากในเมืองมาด้วยถึงจะสมเกียรติ แล้วไหนๆ ก็จะจัดงานแล้ว เราก็จัดให้มันยิ่งใหญ่ไปเลย เชิญนักข่าวจากหลายๆ สำนักพิมพ์มาช่วยประชาสัมพันธ์ให้เราหน่อย!
ครั้งนี้ ฉันในที่สุดก็เอาชนะตาแก่จากโรงงานเหล็กได้เสียที เรื่องนี้ เราต้องดึงตาแก่คนนั้นเข้าร่วมกลุ่มมาด้วยให้ได้ พอเขาเข้ามาร่วมแล้ว ก็ให้เขาดูความสำเร็จของเราให้เห็นกับตาไปเลย”
ผู้จัดการโรงงานยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกพอใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขนาดหัวเราะออกมาเสียงดังเลยทีเดียว และนั่นทำเอาเลขานุการที่อยู่นอกประตูถึงกับตกใจ ผู้จัดการโรงงานมีช่วงเวลาที่อารมณ์ดีแบบนี้น้อยครั้งนัก โดยปกติแล้วไม่ว่าโกรธหรือดีใจ เขาก็ไม่แสดงออกมาทางสีหน้า
เจียงอวี้หมิงมองสีหน้าที่ภาคภูมิใจของผู้จัดการโรงงาน ในใจก็ได้แต่รู้สึกจนใจไร้คำใดจะเอ่ยเหลือเกิน
เขารู้อยู่แล้ว รู้อยู่แล้วว่าผู้จัดการโรงงานต้องกำลังแข่งขันกับโรงงานเหล็กอยู่แน่ๆ คนสองคนบวกอายุรวมกันได้ร้อยกว่าปีแล้วแท้ๆ แต่ยังทำตัวเป็นเด็กๆ อยู่ได้!
ช่างเถอะ อยากแข่งกันนักก็แข่งกันไป อย่างไรเสียก็ไม่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์โดยรวมก็พอ การได้แข่งขันกับคนอื่นก็ถือว่าเป็นการฝึกปรือพัฒนาตัวเองอย่างหนึ่ง ถ้าไม่แข่งกันเลย คาดว่าทั้งสองคนคงจะรู้สึกเหงาจนทนแทบไม่ไหวแน่
เจียงอวี้หมิงไม่คิดจะคุยกับตาแก่ไม่รู้จักโตคนนี้ต่อ เขาจึงหันหลังเดินออกจากสำนักงานของผู้จัดการโรงงานไป ตอนที่เจียงอวี้หมิงออกมา หานชีเยวี่ยกำลังถือหนังสือเล่มหนึ่งอ่านอยู่ พอเห็นเจียงอวี้หมิง เธอก็เก็บหนังสือเล่มนั้นใส่กระเป๋า ก่อนจะลุกขึ้นยืน
เจียงอวี้หมิงคิดไม่ถึงเลยว่าหานชีเยวี่ยจะเป็นคนที่รักในการเรียนรู้ขนาดนี้ มิน่าเล่า เด็กคนนี้ถึงได้เก่งกาจขนาดนี้! ทันใดนั้น เจียงอวี้หมิงก็เกิดความรู้สึกชื่นชมคนมีความสามารถขึ้นมา เขาคิดหาวิธีว่าทำอย่างไรถึงจะสามารถดึงตัวเด็กสาวคนนี้เข้ามาทำงานที่โรงงานทอฝ้าย ตามที่ผู้จัดการโรงงานสั่งได้
“ชีเยวี่ย ผู้จัดการโรงงานให้ฉันมาชวนเธอไปทำงานที่โรงงานของเรา เธอสนใจไหม?”
หานชีเยวี่ยผงะอึ้ง นี่มันเรื่องอะไรกัน?
ไม่ใช่ว่างานหายากหรอกเหรอ? ทำไมถึงได้มีงานมาเสนอให้เธอเลือกแล้วเลือกอีกอยู่แบบนี้? นี่เวลาเพิ่งจะผ่านไปได้ไม่นานเท่าไหร่เอง กลับมีงานมาให้เธอเลือกถึงสามงานแล้ว
น่าเสียดายนัก งานนี้คงให้พี่ชายเธอไม่ได้ เธอคงต้องยอมปล่อยมันไปอย่างเจ็บปวดแล้ว
“ฉันมีงานทำแล้วค่ะ คุณก็รู้นี่”
หานชีเยวี่ยยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน เรื่องดีๆ แบบนี้ เธอกลับทำได้แค่ปฏิเสธ ช่างน่าเสียดายจริงๆ แต่ถึงจะเสียดายเพียงใด เธอก็ทำได้เพียงหักใจยอมแค่นั้น
ชีวิตคนเรานี่นะ...
เจียงอวี้หมิงมองออกถึงแววตาอาลัยอาวรณ์ของหานชีเยวี่ย เขาจึงรีบระดมกำลังพูดเกลี้ยกล่อมทันที
“ผู้จัดการโรงงานบอกว่าถ้าเธอตกลงจะมาทำงานที่นี่ จะให้ตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกเธอเลยนะ ชีเยวี่ย เพิ่งเริ่มต้นทำงานก็ได้เป็นรองหัวหน้าแผนกเชียวนะ ขอเสนอแบบนี้ ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็จะได้รับนะ”
ตอนที่เจียงอวี้หมิงพูดประโยคนี้ออกมา เขารู้สึกทั้งอิจฉาและริษยาอยู่บ้างนิดหน่อย
สหายหานคนนี้ได้ข้อเสนอที่สูงจริงๆ!
ตลอดหลายปีที่เขาทำงานในโรงงานมานี้ ยังไม่เคยเห็นใครได้ตำแหน่งระดับนี้ตั้งแต่เข้ามาทำงานใหม่ๆ เลย ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นแค่ข้อเสนอเรื่องตำแหน่ง แต่จุดเริ่มต้นที่สูงแบบนี้ ผ่านไปอีกสองปีข้างหน้า ไม่แน่เธอก็อาจจะได้เป็นผู้บริหารระดับกลางจริงๆ ก็ได้
เพียงแต่เรื่องพวกนี้ เจียงอวี้หมิงพูดไม่ได้ เขาคิดว่า เด็กฉลาดอย่างหานชีเยวี่ยน่าจะคิดได้เอง
คำพูดของเจียงอวี้หมิงทำให้หานชีเยวี่ยตกใจจริงๆ การได้งานช่างเทคนิคระดับสิบหกตั้งแต่เข้ามาทำงานใหม่ๆ ถือว่าเป็นข้อเสนอที่สูงมากจริงๆ
“หัวหน้าเจียงคะ รบกวนบอกท่านผู้จัดการโรงงานว่า ฉันขอขอบคุณในความกรุณาของท่านมากค่ะ แต่ฉันคิดว่างานที่สหคามเหมาะกับฉันมากกว่า ทั้งใกล้บ้าน แถมยังได้ช่วยเหลือชาวบ้านด้วย ถือว่าดีมากเลยค่ะ”
ตอนที่หานชีเยวี่ยพูด ในใจเธอก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
ฮือๆ ยังรู้สึกเศร้าอยู่เลย ทำอย่างไรดีล่ะ?
ยุคนี้เป็นยุคที่กรรมกรได้รับเกียรติมากที่สุด การเป็นกรรมกรมีค่าตอบแทนที่ดีกว่าการเป็นเจ้าหน้าที่ในสหคามมาก เจียงอวี้หมิงคาดเดาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าหานชีเยวี่ยอาจจะไม่ตกลง แต่พอหานชีเยวี่ยปฏิเสธอย่างหนักแน่นแบบนี้ เขาก็ยังคงรู้สึกผิดหวังอยู่ดี
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่โรงงานทอฝ้ายของพวกเขาเนื้อไม่หอม ไม่น่าสนใจ? แม้แต่เด็กสาวก็ยังไม่อยากมาทำงานที่นี่เลย!
“สหายหานชีเยวี่ย เราจริงใจที่จะเชิญเธอมาทำงานที่โรงงานสีฝ้ายของเรา เธอสามารถกลับไปไตร่ตรองให้ดีอีกทีได้ ถ้าตกลงเมื่อไหร่ก็มาได้ทุกเมื่อเลย! ”
ประโยคนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้จัดการโรงงานที่พูด แต่เจียงอวี้หมิงคิดว่า ตราบใดที่หานชีเยวี่ยตกลง ผู้จัดการโรงงานก็พร้อมที่จะรับเธอเข้าทำงานทันที ในใจเขายังคงมีความหวังอยู่บ้าง ไม่แน่บางที หานชีเยวี่ยเด็กคนนี้พอคิดดูดีๆ แล้วอาจจะตกลงก็เป็นได้?
“ขอบคุณหัวหน้าเจียงมากเลยค่ะ และขอบคุณผู้จัดการโรงงานสำหรับความกรุณาด้วยนะคะ ฉันจะลองคิดดูอีกทีค่ะ! ”
หานชีเยวี่ยพูดด้วยท่าทีสุภาพนอบน้อม
“ก่อนอื่นเรามาศึกษาเรื่องความร่วมมือในครั้งนี้ก่อนดีกว่าค่ะ แผนธุรกิจที่ฉันเขียนอาจจะยังมีจุดที่ไม่สมบูรณ์อยู่บ้าง ถ้าผู้จัดการโรงงานมีข้อเสนอแนะอะไร ก็ช่วยบอกฉันด้วยนะคะ ฉันจะได้เพิ่มเติมข้อมูลในแผนธุรกิจให้ค่ะ”
“แผนธุรกิจนี้ดีมากแล้ว ผู้จัดการโรงงานพอใจมาก เห็นด้วยกับแผนนี้ทั้งหมดเลย! ”
แผนธุรกิจนี้ ทำให้ผู้จัดการโรงงานพอใจถึงขนาดอยากจะดึงตัวคนเขียนมาร่วมงานด้วย จะมีอะไรให้ติอีก?
พูดถึงเรื่องนี้ จู่ๆ เจียงอวี้หมิงก็นึกถึงปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้
“ชีเยวี่ย แผนธุรกิจนี้เธอเป็นคนเขียน งานบางอย่างก็ยังคงต้องรบกวนให้เธอมาช่วยอยู่ แต่เธอไม่ใช่คนของโรงงานเรา เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีล่ะ? ”
เมื่อนึกถึงปัญหานี้ขึ้นมา เจียงอวี้หมิงก็คิดว่าผู้จัดการโรงงานช่างมีสายตากว้างไกลจริงๆ ถ้าหานชีเยวี่ยเข้ามาทำงานที่โรงงานทอฝ้ายได้ งานหลายๆ อย่างก็คงจะสำเร็จไปได้อย่างราบรื่น ตอนนี้หานชีเยวี่ยเป็นเจ้าหน้าที่ในสหคาม เขาคงไม่สามารถขอให้เธอมาช่วยงานได้