หนิงอันรับผ้านั้นมากดขมับเอาไว้ ก่อนจะหันไปทางสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มข้างกาย...
ย้อนไปเมื่อสิบปีก่อน คุณหนูเซี่ยเป็คนตั้งชื่อ ‘เสี่ยวจู’ นี้ให้ด้วยตนเอง หลังจากควักเงินก้อนโตซื้อตัวเด็กหญิงมอมแมมร่างผอมโซมาจากตลาดค้าทาส ตอนนั้นเสี่ยวจูเกือบถูกโบยตายคามือพ่อค้าทาสใจทมิฬ หากไม่ได้คุณหนูใหญ่ตระกูลราชครูผ่านมาพบเข้า ซึ่งคุณหนูกำลังอยากได้สาวใช้อยู่พอดี จึงส่งเสียงดังอาละวาด พร้อมโยนตั๋วเงินไถ่ชีวิตเสี่ยวจูขึ้นมาจากขุมนรก
นับั้แ่วันนั้นมา เสี่ยวจูตั้งปณิธานว่าตนจะถวายชีวิตรับใช้คุณหนูไปจนตาย แม้นายหญิงจะดุด่าสารพัดนางยามขัดใจ นางรู้ดีว่าคุณหนูไม่เคยคิดทำร้ายตนเลยสักครั้งเดียว... ผิดกับบ่าวรับใช้คนอื่นที่คุณหนูเคยสั่งให้คุกเข่ากลางพายุเหมันต์ หรือสั่งโบยจนตายคามือมาแล้ว
ต่อให้คุณหนูเซี่ยจะใจร้ายเพียงใด กลับไม่เคยลงไม้ลงมือกับเสี่ยวจูเลยสักครั้ง เรียกได้ว่ามดสักตัวก็ไม่ยอมให้ไต่ตอมบ่าวคนนี้ ต่อให้มีปากเสียงดุด่าบ้างตามอารมณ์ ไม่แปลกที่เสี่ยวจูจะยอมถวายหัวเพื่อปกป้องนายของตน
“ลูกสาว! เ้าเป็อย่างไรบ้าง...” เสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกดังแทรกขึ้นมา บุรุษร่างสูงโปร่งในชุดขุนนางสีม่วงชาดถลาเข้ามาประคองบุตรสาวในอีกฝั่งของสาวใช้ ยามเห็นสภาพยับเยินของนาง หัวใจของคนเป็พ่อก็ปวดร้าวปานถูกกรีดด้วยมีดคม
“หินก้อนนั้น...” นางเอ่ยเสียงเรียบ ปลายนิ้วชี้ไปยังก้อนหินของูเาจำลองซึ่งอยู่ไกลลิบตา “ลูกสาวของท่านโดนซื่อจื่อตบ หัวฟาดหินตายไปแล้ว ข้าไม่ใช่นาง ข้ารู้สึกเสียใจด้วยจริง ๆ เ้าค่ะ ข้าเป็ิญญาอื่นที่มาอาศัยร่างนี้”
หนิงอันบอกบิดาด้วยสีหน้าเฉยชา สายตาสองคู่ของคนตรงหน้าพลันสบประสานกันด้วยความตื่นตระหนก
“จะว่าไป ข้าก็ยังเป็หนิงอันของท่านพ่ออยู่นั่นแหละ เพียงแต่ข้ามาจากโลกอีกหลายพันปีข้างหน้า ท่านพ่อของข้าหน้าตาเหมือนท่านเลยเ้าค่ะ”
“นี่... จะ... เ้าโดนไอ้ซื่อจื่อสารเลวนั่นตบจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วรึ! อาหนิง”
“ตอนนี้ท่านพ่อคงยังไม่เชื่อข้าหรอก นานวันเข้าเดี๋ยวท่านก็รู้เองว่าข้าไม่ใช่นางจริง ๆ ไปกันเถิดเ้าค่ะ พาข้าไปชมวังหน่อย ที่นี่ดูน่าสนใจดีเหมือนกัน”
“พ่อจะไปเอาเื่ซื่อจื่อแห่งจวนโหวเดี๋ยวนี้ กล้าดีอย่างไรมาตบตีลูกสาวข้า!” บิดาคำรามด้วยความโกรธแค้น เหตุใดไอ้สารเลวนั่นถึงกล้าลงมือกับบุตรสาวสุดที่รักของตนได้ เขาไม่สนเลยว่านางจะทำสิ่งใดผิด ทว่าใครก็ห้ามมาแตะต้องอาหนิง!
“อย่าเลยท่านพ่อ ท่านต้องขอบคุณเขาด้วยซ้ำที่ตบลูกสาวท่าน ิญญานางคงหลุดจากร่างไปปรโลกแล้วกระมัง” แววตาของนางเศร้าหมองไปครู่เดียว หนิงอันใช้ผ้ากดแผลบนขมับแน่น ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก “เอาเป็ว่าท่านพ่อจะเรียกข้าอาหนิงเช่นเดิม หรือจะเรียกข้าว่า ‘นีน่า’ ก็ได้ แล้วแต่ท่านจะสะดวกใจเถิดเ้าค่ะ”
มหาราชครู เซี่ยเหวินเยี่ยน เบิกตากว้าง หน้าตาตื่นตะลึงไม่เลิกรา พอ ๆ กับสาวใช้ที่บ่นว่าคุณหนูพูดจาประชดประชันอย่างไรก็ไม่ควรอ้างถึงปรโลก หากคุณหนูเป็อะไรไป บ่าวผู้นี้ยินดีจะฝังตนเองไปพร้อมกับคุณหนูด้วย
ระหว่างมุ่งตรงไปยังห้องรับรองหลวงเพื่อหายาทำแผล หนิงอันมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ ตลอดทางเดินยาวเหยียดของพระราชวังหลวงที่ปูลาดด้วยแผ่นหินหยกขาวขัดเงา เสาต้นใหญ่สลักลวดลายัทะยานเมฆาปิดทองคำเปลวเปล่งประกายใต้แสงโคมตะเกียงยามโพล้เพล้
ในขณะที่ข้าราชบริพารและเหล่านางกำนัลพอพบสองพ่อลูกคู่นี้เข้า ต่างก็ต้องชะงักงัน เมื่อเหลือบเห็นสภาพสะบักสะบอมของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย
ใครต่างก็รู้ว่าท่านมหาราชครูแต่งงานกับฮูหยินเอกมานานหลายสิบปี ทว่านางกลับมีบุตรยากยิ่ง ทั้งคู่เฝ้ารักษาและสวดอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ครึ่งค่อนชีวิต จนกระทั่งเขาอายุสามสิบเจ็ดปี ฮูหยินใหญ่จึงตั้งครรภ์และให้กำเนิดหนิงอัน ก่อนที่นางจะด่วนจากโลกนี้ไปในเวลาต่อมา
นั่นเป็เหตุผลว่าทำไมไท่ซือไม่เคยรับอนุเข้าจวน เขาครองตัวเป็โสด ถือพรหมจรรย์ ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่ายามเกษียณราชการ จะกลับไปเลี้ยงหลานเป็คุณตาที่มีความสุข ครั้นจะให้สละทางโลกขึ้นเขาไปบวช เขาก็ยังตัดใจทิ้งลูกสาวคนนี้ไปไม่ได้
“อาหนิงลูกรัก... อดทนหน่อยนะลูก” บิดาเอ่ยเสียงสั่นเครือ แววตาไหวระริกยามมองใบหน้างามที่ถอดแบบมาจากภรรยาผู้ล่วงลับไม่ผิดเพี้ยน
เ้าของร่างสูงโปร่งในชุดขุนนางพาบุตรสาวเข้ามาในห้องรับรองของวังหลวง เพื่อทำแผลบริเวณขมับและใบหน้า โดยมีนางกำนัลนำถาดยามาวางเอาไว้ให้
มหาราชครู (太师 - ไท่ซือ) ถือเป็ขุนนางขั้นหนึ่งชั้นเอก ผู้คนทั้งหลายเพียงเห็นชุดขุนนางสีม่วงมังคุดเข้มคู่กับการคาดเข็มขัดหยกและถุงปลาทองคำอันแสดงยศศักดิ์สูงสุด ก็พากันก้มหน้าคำนับจนหน้าผากแทบจะฟาดพื้นแล้ว ไอ้ซื่อจื่อบุตรชายจวนโหวผู้ตกอับช่างบังอาจดีนัก!
“เ้าาเ็ขนาดนี้ พ่อจะกล้าไปยืนหน้าหลุมศพฮูหยินได้อย่างไร เป็เพราะพ่อดูแลเ้าไม่ดีเอง เ้ารอดูให้ดีเถิด อาหนิงลูกพ่อ พ่อจะจัดการกับมันแน่!” เหวินเยี่ยนส่งเสียงตวาดกร้าวด้วยความโกรธจัด ทว่าในใจกลับเฝ้ารอเสียงกรีดร้องโวยวายลั่นห้องตามวิสัยเดิมของบุตรสาว
น่าแปลกใจนัก... เหตุใดคราวนี้นางกลับนั่งนิ่งงัน ยอมให้สาวใช้ทายาแก้บวมช้ำด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็นเยี่ยงนี้
‘ท่านพ่อ! ท่านต้องท่วงคืนความยุติธรรมให้ลูกนะเ้าคะ!’
‘ลูกจะไปคุยกับซื่อจื่อให้รู้เื่!’
ถ้อยคำเ่าั้บิดาได้ยินจนชินชา เขาขมวดคิ้วมุ่นมองใบหน้าบวมเป่งของบุตรสาวที่วันนี้มีท่าทีเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน นางไม่ร้องไห้โวยวายเสียใจ แม้กระทั่งดวงตาเรียวรีเบื้องหน้ายังฉายแววนิ่งสงบ เยือกเย็นดุจขุนเขาที่ปกคลุมด้วยเหมันต์ มิใช่แววตาเอาแต่ใจดื้อรั้นคู่เดิมอีกต่อไป
“อย่างไรเสียพ่อก็ต้องจัดการกับจวนโหว กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องแก้วตาดวงใจของข้า!”
“เลิกคิดเื่ซื่อจื่อผู้นั้นเถิดเ้าค่ะท่านพ่อ คนฉลาดอย่างข้าไม่เอาพระเอกธงดำมาทำสามีอยู่แล้ว ข้าจะถอนหมั้นกับเขาให้จบ ๆ กันไป” หนิงอันเอ่ยขัดเสียงเรียบ มองใบหน้าบึ้งตึงของบิดา “ข้าว่าเราควรต้องขอบคุณเขาต่างหาก หากเขาไม่ลงมือกับข้าในวังหลวง ข้าก็คงไม่มีข้ออ้างในการถอนหมั้น...”
“โธ่ ลูกสาวคนดีของพ่อ...”
“คุณหนูของบ่าว ท่านตามใจซื่อจื่อมากไปแล้ว เขามีดีอะไรให้ท่านหลงใหลถึงเพียงนั้นเ้าคะ ท่านอย่าให้เขามาทำร้ายท่านได้อีกนะเ้าคะ”
ทั้งบิดาและสาวใช้คนสนิทเฝ้าปลอบประโลมคุณหนู โดยหารู้ไม่ว่าในหัวของนางตอนนี้กำลังทบทวนพล็อตเื่ราวจากละครสั้นที่เคยดูผ่านตา...
หลังจากที่ยัยนางร้ายโดนตบหน้าฉาดใหญ่ ตามหลักเหตุและผล เมื่อเื่นี้ล่วงรู้ไปถึงผู้ใหญ่ จวนโหวสกุลไป๋จะโดนข้อหาลบหลู่เกียรติราชสำนัก ทั้งตระกูลอาจถึงขั้นถูกปลดบรรดาศักดิ์ ทว่านางร้ายเดิมนั้นหลงใหลซื่อจื่อ ไม่อยากให้เขาต้องเดือดร้อนเพราะนาง จึงโป้ปดว่าตนซุ่มซ่ามเอาหน้าไปชนหินในูเาจำลองเอง นางโกหกทั้งกับบิดาและฮองเฮา ยามที่พระนางเสด็จมาเยือนถึงห้องพักรับรองแล้วเห็นหน้าตายับเยินของนาง
ท้ายที่สุดทั้งองค์ฮ่องเต้และฮองเฮาจึงทรงไม่กล่าวโทษซื่อจื่อ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่พานางมาทำแผลหรือจะสนใจไยดีสักน้อย ในฐานะคู่หมั้นแล้วเขาก็มีความผิดไม่มากนัก ซึ่งทันทีที่เสร็จสิ้นงานเลี้ยง ซื่อจื่อก็แสร้งทำเป็ซาบซึ้ง ตกลงว่าจะยอมแต่งงานด้วยตามสัญญาหมั้นหมายเดิมเพื่อตอบแทนนาง
นั่นเป็แผนการของไอ้พระเอกธงดำนี่ทั้งหมด!