ศิลาแห่งทวยเทพ

    บทที่29 เข้าพบจ้าวเกาะ

    บทที่29 เข้าพบจ้าวเกาะ

    เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงทางเข้าคฤหาสน์ก็มีคนในชุดสีฟ้ามีามีผ้าคลุมอยู่ด้านหลังยืนรออยู่

    “ท่านจางเชิญพวกท่านตามข้ามาท่านจ้าวเกาะกำลังรอพวกท่านภายในห้องน้ำชา”

    ฑูตจางพยักหน้าตอบกลับเขาไป

    “ฑูตจางสงสัยเขาต้องเป็นคนใหญ่คนโตในเหมันต์อัคคีแน่เจ้าว่าไหมเดนคนของที่นี้ดูเหมือนจะเกรงใจเขาอย่างมากเลย”

    “อืมก็คงอย่างที่เจ้าว่ามาแหละ”

    เดนตอบกลับลูอย่างไม่ค่อยจะใส่ใจ ไป๋เป่าที่เดินอยู่ด้านหลังของพวกเขาได้ยินการสนทนาของทั้งสองจึงกล่าวบอก

    “ท่านจางนะเขาเป็นหัวหน้าผู้คุมกฏของสำนักเหมันต์อัคคีนะข้าลืมบอกพวกเจ้าไป”

    ลูหันไปหาได๋เป่า

    “ท่านจางเนี้ยนะหัวหน้าผู้คุมกฏของสำนักอันดับหนึ่งในทวีปเหมันต์อัคคีนะท่าทางของเขาดูไม่ให้เลย”

    “เจ้าเห็นเขาแบบนั้นนะแท้ที่จริงเขามีพลังฝีมือขั้นเทพยุทธขั้นปลายเลยนะ”

    คราวนี้เดนหันกลับมาบ้าง

    “อะไรคือขั้นเทพยุทธรึ”

    “จริงสินะข้าไม่เคยบอกเกี่ยวกับการฝึกของพวกข้าให้เจ้าได้ฟังเลยนิ”

    ไป๋เป่าเพิ่งนึกออกว่านางยังไม่เคยเล่ารายละเอียดที่เกี่ยวกับพลังการต่อสู้ของทวีปเหมันต์อัคคีให้กับเดนฟังเลย

    “ที่ทวีปเหมันต์อัคคีนะพวกเราจะแข็งแกร่งขึ้นได้ก็ต้องผ่านขั้นพลังในแต่ละขั้นไปให้ได้ก่อนอย่างคนที่มีขั้นพลังมากกว่าก็จะเก่งกว่าคนที่มีขั้นน้อย ที่ทวีปของข้านะแบ่งขั้นพลังออกเป็นห้าขั้นใหญ่และแต่ละขั้นแบ่งออกอีกเก้าขั้น

    ขั้นแรกของผู้ฝึกยุทธเลยนั้นคือ ขั้นฝึกยุทธ สูงไปอีกคือ ขั้นกำเนิดปราณ ขั้นนี้จะเริ่มใช้พลังที่อยู่ภายในตัวโจมตีศัตรู สูงขึ้นไปอีกก็ขั้น วิถียุทธ ขั้นนี้จะร่วมเอาพลังกายและพลังภายในร่วมเป็นหนึ่งทำให้แข็งแกร่งอย่างมากและอีกขั้นก็เทพยุทธที่ถือว่าขั้นนี้เป็นวอดฝีมือไร้พ่ายได้เลยละเพราะพลังทีาพวกเขาใช้นะสามารถใช้ออกมาได้มหาศาลและรุนแรงมากและสุดท้ายก็ขั้น ราชันย์ยุทธมีแค่คนเดียวเท่านั้นที่ถึงขั้นนี้เขาคือเจ้าสำนักของสำนักเหมันต์อัคคีนะแต่เขาเคยบอกกับข้าว่ามันยังมีอีกขั้นที่ยังไม่มีใครสามารถไปถึงได้นะ”

    “หือเป็นเช่นนี้เองหรอกเหรอ แต่เอ๊ะเดี่ยวก่อนนะก่อนหน้านี้ข้าทราบว่าท่านปู่ของข้ามอบวิชาให้กับเจ้าด้วยนิแล้วเจ้าสามารถเรียนรู้มันได้เหรอในเมื่อการฝึกฝนมันคนละแบบกันนะ”

    “ข้าก็แปลกใจเหมือนกันนะที่วิชาที่ปู่ของเจ้าให้มานั้นข้ากลับสามารถนำมันมาผสานกับวิชาของข้าได้อย่างลงตัวเลยแหละปู่ของเจ้านี้ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก”

    “อืมอย่างนั้นเองเหรอแล้วเจ้าละอยู่ขั้นไหนแล้ว”

    “ตอนที่ข้าพบพวกเจ้าครั้งแรกนั้นข้าอยู่ในขั้นวิถียุทธขั้นแรก แต่ตอนนี้ได้ยาที่ปู่ของเจ้ามอบให้ทำให้ข้าทะลวงไปถึง วิถียุทธขั้นเก้าแล้วละอีกก้าวเดียวข้าก็จะไปยังขั้นเทพยุทธได้แล้วละ”

    “เป็นเช่นนั้นเอง”

    เดนพยักหน้าเข้าใจ

    “ข้ากับพี่หญิงไป๋เคยประลองกันครั้งหนึ่งด้วยละทำให้ข้ารู้เลยว่าศาสตร์ต่อสู้ของพวกเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเราเลย”

    ไอลีนกล่าวออกมา

    “เชิญพวกท่าน ท่านจ้าวเกาะรออยู่ข้างใน”

    ผู้นำทางผายมือไปทางประตูเพื่อให้ทุกคนเข้าไป เมื่อพวกเขาเข้ามาชายชราผู้มีผมและนวดเครายาวสีขาวนัยตาสีฟ้าดังมหาสมุทรสวมใส่ชุดผ้าแพรสีฟ้ายาวจรดพื้นยืนไพล่หลังรออยู่ 

    “เชิญ เชิญพวกท่านเข้ามานั้งจิบชากันก่อน”

    พวกเขาแยกกันนั้งเก้าอี้ที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ฑูตจางเดินเข้าไปคำนับชายชรา

    “คาราวะท่านผู้เฒ่าหยางสือ”

    “ไม่เจอกันนานเลยนะท่านจางท่านเจ้าสำนักหลงเป็นอย่างไรบ้างเขายังสบายดีไหม”

    “เรียนท่านจ้าวเกาะข้าน้อยออกเดินทางเพื่อเป็นฑูตสร้างความสัมพันธ์กับทวีปหม่านหมอกแห่งพฤกษาเลยไม่รู้เรื่องราวในเหมันต์อัคคีเลยนะขอรับ”

    “อืมเป็นเช่นนั้นเองรึ หือนั้นรุ่นเยาว์พวกนั้นคงมาจากม่านหมอกแห่งพฤกษาสินะ”

    “ขอรับพวกเขาจะไปศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนศาสตร์ต่างๆที่สำนักเหมันต์อัคคีนะขอรับ”

    ชายชราเดินมาทางพวกเดน พวกเขาต่างรีบลุกขึ้นคาราวะเขา

    “อย่าได้มากพิธีเลยสหายน้อยทั้งหลายข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้พบปะผู้คนจากม่านหมอกพฤกษาพวกเขานะไม่ค่อยจะออกมานอกทวีปกันเท่าไรเลย”

    “เอ๋ แปลกจังทำไมท่านไม่เคยพบกันแต่ผู้คนในทวีปม่านหมอกพฤกษาออกจากทวีปอยู่บ่อยๆนะขอรับท่านผู้เฒ่า”

    “ลูกล่าวออกมาอย่างแปลกใจในคำพูดของชายชรา”

    ฑูตจางเดินเข้ามากล่าวบอกลู

    “ส่วนมากพวกเขาจะไปทางทวีปแสงตะวันกันนะไม่ค่อยจะมายังเหมันต์อัคคีหรอกนะ”

    “ทำไมกันละท่านจาง”

    “ก็คงเป็นเพราะวัฒนธรรมที่คล้ายๆกันละมั้งเลยรู้สึกว่าทวีปแสงตะวันจะปรับตัวง่ายกว่า”

    “อืมเช่นนั้นเองเหรอข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลย”

    “อ้าวนั้นท่านเว่ยฟงท่านก็มาด้วยรึ”

    “คาราวะท่านจ้าวเกาะพวกเรามาเพื่อแสดงความยินดีต่อท่านที่อายุครบร้อยปีนะขอรับ”

    “แล้วท่านทำไมถึงได้มาพร้อมกับท่านจางกันละในเมื่อพวกท่านอยู่คนละทางกันเลย”

    “มีเหตุนิดหน่อยนะท่าน”

    จากนั้นเว่ยฟงก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขาให้ชายชราฟัง

    “มีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นด้วยรึแล้วทำไมกันเจ้ามังกรวารีทั้งสองถึงมาอยู่แถวนี้ได้”

    “เรื่องนั้นข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน”

    ฑูตจางกล่าวออกมา

    “แต่ก็มีเรื่องที่น่าตกใจมากกว่าเจ้ามังกรวารีปรากฏตัวอยู่อีกที่มีคนสามารถจัดการมันได้นี่แหละ”

    ชายชรามองไปยังกลุ่มของเดน

    “พวกเจ้าคงจะเป็นยอดฝีมือของม่านหมอกพฤกษางั้นสินะทั้งๆที่ยังเยาว์วัยกันอยู่แท้ๆม่านหมอกแห่งพฤกษาช่างน่ากลัวจริงๆที่สามารถผลิตยอดฝีมือเช่นพวกเจ้ามาได้”

    “พวกข้าไม่มีฝีมือขนาดนั้นหรอกขอรับมีแต่ กันนาร์และแคนดิสเท่านั้นแหละที่ปราบเจ้ามังกรนั้นนะขอรับ”

    ลูชี้ไปยังกันนาร์และแคนดิสที่ยืนอยู่ด้านหลังของเดน

    “โอ๋เป็นอย่างนั้นเองรึช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก”

    “ข้าก็แค่ทำตามคำสั่งนายของข้าเท่านั้นถ้าเขาไม่สั่งข้าก็ไม่ทำหรอก”

    “หือนายของท่าน”

    “นี้เจ้าอย่าเสียมารยาทกับท่านผู้เฒ่าเช่นนั้น”

    เดนสั่งเจ้าขาวทันทีที่มันแสดงท่าทีเฉยเมยต่อชายชรา

    “ขะ..ขอรับ”

    กันนาร์รับคำเดนอย่างรวดเร็ว

    ชายชราจ้องมองไปยังเดนและคิดว่าเขาต้องเป็นคนที่มีฐานะอันสูงส่งแน่ถึงได้มียอดฝีมือคอยติดตาม

    “ข้าขอถามได้รึไม่ว่าสหายน้อยท่านนี้เป็นใครมาจากตระกูลไหนเหรอ”

    ชายชราถามไปยังเดน พวกตระกูลเว่ยเมื่อได้ยินคำถามนั้นพวกเขาก็ต่างตั้งใจฟังคำตอบจากเขาเช่นกัน

    “ขออภัยท่านจ้าวเกาะที่คนของข้าเสียมารยาทต่อท่านข้าน้อยนั้นมาจากป้อมอัสนี ตระกูลอัลติม่าชื่อเดนนะขอรับ”

    “ป้อมอัสนีอย่างนั้นเหรอต้องเป็นสถานที่แข็งแกร่งอย่างมากแน่ๆ”

    “ยังไงก็ต้องขอบคุณพวกเจ้าละนะที่ไล่เจ้ามังกรนั้นไปนะไม่งั้นผู้คนที่เดินทางไปมาระหว่างที่นี้จะต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน”

    “ขอรับ”

    “เออจริงสิท่านจางที่ท่านมา มาเพราะเหตุอันใดกันคงไม่ใช่มาเพื่อร่วมฉลองในวันครบรอบวันเกิดของข้าหรอกนะ”

    “ข้ามาเพื่อจะส่งเทียบเชิญท่านจ้าวเกาะเข้าร่วมงานประลองระหว่างสี่ทวีปที่เหมันต์อัคคีได้จัดขึ้นในอีกสิบเดือนข้างหน้านี้ขอรับ”

    “หืองานประลองสี่ทวีปยังงั้นเหรอคงเป็นงานที่ใหญ่มากแน่ๆแล้วงานประลองที่ว่านี้จะต้องทำอะไรบ้างละ”

    พวกเดนเองก็ตั้งใจฟังเหมือนกันเพราะพวกเขาไม่ได้ถามฑูตจางเกี่ยวกับงานประลองที่จะเกิดขึ้นเลยเหมือนกัน

    “ผู้ที่เข้าร่วมงานประลองได้นั้นต้องเป็นตัวแทนของแต่ละสำนักหรือที่ฝึกสอนการต่อสู้ในที่ต่างๆในสี่ทวีปแต่ละที่จะต้องส่งเพียงหนึ่งทีม ทีมหนึ่งต้องมีสมาชิกสามคนและมาจับฉลากเพื่อที่จะแบ่งออกเป็นสายย่อยอีกที ผู้ชนะในแต่ละสายจะมาพบกันและประลองจนเหลือเพียงทีมเดียวทีมนั้นก็จะได้ตำแหน่งชนะเลิศไป”

    “อืมให้รุ่นเยาว์เข้าประลองกันหรอกเหรอยังงั้นคงมีเป็นพันๆหมื่นๆทีมเป็นแน่คงต้องใช้เวลาหลายวันละสินะ”

    “ขอรับการประลองในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างทวีปนะขอรับ”

    “อืมข้าเองก็จะส่งเหล่าศิษย์เข้าร่วมด้วยเพื่อที่จะให้เกาะพิทักษ์วารีเป็นที่รู้จักมากขึ้น”

    “งั้นข้าจะนำเรื่องนี้บอกต่อเจ้าสำนักให้ขอรับ”

    “ท่านจางในเมื่อธุระของท่านเสร็จสิ้นก็อยู่ร่วมงานฉลองในวันพรุ่งนี้ด้วยเถอะนะข้าได้เตรียมห้องพักให้กับพวกท่านทุกคนแล้วละ”

    “ขอรับ”

    “พรุ่งนี้ขอให้พวกเจ้าทุกคนมาร่วมงานเลี้ยงที่ห้องโถงใหญ่นะข้าจะให้คนไปรับเอง”

    ชายชราบอกแก่ทุกคนในห้องนั้น

    “เอาละพวกท่านไปพักผ่อนกันก่อนเถอะขาดเหลืออะไรก็บอกกล่าวแก่คนของข้าได้ไม่ต้องเกรงใจ”

    “ขอบคุณท่านจ้าวเกาะพวกเราขอตัวก่อน”

    เมื่อพวกเข้าขอตัวลาก็มีคนเข้ามานำทางพวกเขาไปยังที่พักที่จ้าวเกาะหยางสือจัดเตรียมไว้ให้ พวกเดนกล่าวลาคนตระกูลเว้ยเพราะพวกเขาต้องไปพักคนละด้านของตัวคฤหาสน์ที่ใหญ่โตนี้ ในขณะที่พวกเดนแยกตัวออกมานั้นเว่ยหลิงก็มองตามเดนไปจนเขาเดินหายไปเว่ยฟงเห็นดังนั้นจึงกล่าวออกมา

    “วันพรุ่งนี้เจ้าก็ทำความรู้จักกับเขาภายในงานเลี้ยงชะสิเขาจะได้รู้จักเขามากขึ้น”

    “คะท่านพ่อ”

    “เอาละพวกเราไปกันเถอะ เมื่อเรากลับไปถึงบ้านแล้วพ่อจะส่งคนไปสืบเรื่องป้อมอัสนีให้”

    หลังจากนั้นตระกูลเว่ยก็เดินไปยังที่พักของตน

    เดน ลู กันนาร์และฑูตจางพักห้องติดกันส่วนพวกผู้หญิงบอกกับผู้นำทางว่าจะขอพักด้วยกันผู้นำทางเลยจัดห้องที่ใหญ่เป็นพิเศษให้กับพวกนาง

    เมื่อเดนเข้ามาภายในห้องที่หรูหราเขาก็ตรงไปยังที่นอนทันทีและล้มตัวลงนอน

    “เฮ้อ..วันนี้เหนื่อยแปลกๆแหะเราหวังว่าคงไม่มีเรื่องอะไรที่น่าปวดหัวเกิดขึ้นมาอีกนะ”

    พอพวกผู้หญิงเข้ามาภายในห้องก็เริ่มสำรวจไปทั่วห้อง

    “นี่ไอลีนเจ้าคิดยังไงกับท่านเดนเหรอ”

    ออโรร่าถามขึ้นมาในระหว่างที่นางและไอลีนอยู่กันเพียงสองคน

    “หมายความว่ายังไงกันเหรอที่ว่าคิดอะไรกับเจ้าบ้านั้นนะ”

    “ก็หมายความว่าเจ้าเองก็ชอบเขาใช่ไหมละ”

    “ออก็เป็นเพื่อนกันนิก็ต้องชอบสิ”

    ไอลีนตอบไปแบบไม่ใส่ใจ

    “เจ้าอย่ามาแกล้งเฉไฉไปเลยเราเป็นผู้หญิงด้วยกันข้าดูเจ้าออกนะว่าเจ้าไม่ได้ชอบเขาแบบเพื่อนแต่เป็นคนรักต่างหาก”

    ไอลีนเงียบไป

    “ข้าเองก็ชอบเขามากเหมือนกันและข้าก็จะดีใจมากเมื่อเจ้าเองก็ชอบเขาแบบที่ข้าคิดเหมือนกัน”

    “เจ้าจะไม่โกรธข้าอย่างนั้นเหรอถ้าเกิดข้าคิดแบบนั้นขึ้นมาจริงๆนะเจ้ายอมได้เหรอ”

    “ข้าจะโกรธเจ้าได้ยังไงกันละในเมื่อพวกเจ้ารู้จักกันมาก่อนข้าเข้ามาชะอีกข้ากลับดีใจต่างหากละที่เจ้ายอมให้ข้ารักกับเขาร่วมกับเจ้าและยังดีกับข้าเหมือนกับข้าเป็นน้องสาวของเจ้าอีกด้วย”

    “เฮ้อ..ข้านะพยายามแล้วนะที่จะคิดว่าเขาเป็นแค่เพื่อนนะแต่”

    ไอลีนชะงักคำพูดไว้และเงียบไปอีกครั้ง

    “เอาน่าไม่เห็นเสียหายอะไรเลยเรื่องหัวใจนะมันห้ามกันได้ที่ไหนละเจ้าก็แค่ทำตามที่หัวใจของเจ้าเรียกร้องสิถึงจะถูก ต่อไปนี้ให้ข้าจะเรียกเจ้าว่าพี่นะ”

    ออโรร่ายิ้มและเอามือขึ้นปิดปากหัวเราะออกมา

    “อืม”

    ไอลีนตอบออกมาเสียงเบาใบหน้าของนางแดงจนไปถึงใบหู ในตอนนั้นไป๋เป่าเดินเข้ามาจึงทักไปที่ไอลีน

    “น้องหญิงเจ้าเป็นอะไรนะไม่สบายเหรอหน้าของเจ้าแดงก่ำเลย”

    “ปล่าวๆข้าสบายดี อยู่ๆข้าก็รู้สึกร้อนขึ้นมานะ”

    “ร้อนยังงั้นเหรอข้าว่าออกจะเย็นสบาย”

    “พี่หญิงไอลีนคงร้อนที่ทรวงอกนะ”

    ออโรร่ากล่าวออกมาและหัวเราะออกมาน้อยๆ 

    “เจ้าอย่าพูดมากนะนี่แนะ”

    ไอลีนเข้าไปจั๊กจี้ออโรร่าทำให้นางหัวเราะออกมาจนน้ำตาไหล

    “ข้าขอโทษข้าไม่ล้อท่านแล้ว ฮ่า ฮ่า หยุดเถอะพี่หญิง”

    ไป๋เป่ามองอย่างงงงวยไปทางทั้งสองคน แคนดิสยิ้มออกมาเมื่อมองไปยังพวกเขา

    เดนที่นอนอยู่ภายในห้องรู้สึกเสียวแถวๆสันหลังขึ้นมา

    “อยู่ๆทำไมข้ารู้สึกเช่นนี้นะ”

    “เดนข้าเข้าไปได้ไหม”

    เสียงของลูดังมาจากหน้าประตู

    “เข้ามาสิข้าไม่ได้ลงกลอน”

    ลูเปิดประตูเข้ามา

    “นี่เจ้าไม่ลงกลอนประตูเพื่อรอใครเข้ามาหาใช่ไหมเนี้ย”

    “รอใครเจ้าหมายความว่ายังไงกัน”

    “ก็อย่างพวกสาวๆที่เจ้าหว่านเสน่ห์ไว้ไงละ หุ หุ”

    “จะบ้าเหรอข้าแค่ลืม”

    ลูยิ้มให้กับเดน

    “ข้ามาชวนเจ้าไปเดินเล่นภายในเมืองจะไปด้วยกันไหมละ”

    “ก็ดีข้ากำลังเบื่อๆพอดี”

    เมื่อทั้งสองออกไปจากห้องไปอยู่หน้าคฤหาสน์ทั้งสองก็ทะยานเหาะลงไปยังเมืองที่อยู่ด้านล่างร่อนลงในซอยแคบๆแห่งหนึ่ง

    “เอาละเดินหาดูของแปลกไปฝากพวกยัยไอลีนกันเถอะ”

    เดนพยักหน้าตกลง พวกเขาทั้งสองเดินดูเหล่าร้านค้าต่างๆบรรดาหญิงสาวที่พวกเขาเดินผ่านต่างจ้องมองมาทางเดนเป็นตาเดียวบ้างก็เดินชนสิ่งของที่ขวางข้างหน้าเนื่องจากพวกนางไม่ได้มองถนนหนทาง ลูแนะนำให้เดนซื้อเครื่องประดับไปฝากพวกสาวๆเขาต้องจำใจซื้อมาจำนวนหนึ่งเพราะลูนั้นพูดกรอกรูหูเขาไม่หยุดเมื่อเดินมาถึงจุดที่มีของวางขายกับพื้นเดนสังเกตุเห็นชายชุดดำที่ปกปิดใบหน้านั้งขายไข่ใบสีเงินขนาดใหญ่ ทำให้เขาสนใจและเดินเข้าไปดู

    “นี่มันไข่อะไรงั้นรึ”

    ชายที่ปกปิดใบหน้าเงยหน้ามองเดนและลู

    “ไข่อสูรวารีเจ้าต้องการมันไหมละข้าจะขายให้ในราคาถูกๆ”

    “หือไข่อสูรวารีอสูรชนิดไหนกันออกไข่ได้ เท่าไรละ”

    “หนึ่งพันเหรียญทอง”

    เดนและลูเบิกตากว้าง

    “หนึ่งพันเหรียญทองนี้ถูกของเจ้าแล้วอย่างนั้นรึ”

    “ในเมื่อพวกเจ้าไม่มีปัญญาจะซื้อก็ไปชะอย่ามาเกะกะร้านข้า”

    “นี่เจ้าดูถูกข้างั้นเหรอเอ้านี่หนึ่งพันเหรียญทองทีนี้มันก็เป็นของข้าแล้ว”

    ชายปิดบังใบหน้าเงยหน้ามอง

    “หนึ่งพันเหรียญทองนะมันเมื่อกี้ในเมื่อเจ้าปฎิเสธไปแล้วราคาตอนนี้มันสองพันเหรียญทองแล้ว”

    “จะ..เจ้าบ้านี่จะโกงกันรึ”

    เดนเอยขึ้นอย่างโกรธ

    “โกงข้าโกงยังไงในเมื่อข้ายังไม่ได้รับเงินเจ้ามาจะว่าข้าโกงได้ยังไง”

    ลูที่อยู่ข้างกล่าวออกมา

    “ไปเถอะเดนอย่าไปสนใจไข่บ้าๆนั้นเลย”

    “พวกเจ้านะไม่รู้ค่าของมันหรอกจะไปก็ไปชะอย่ามายืนเกะกะข้า”

    เดนมีเส้นเลือดปูดขึ้นที่ขมับของเขา

    “เอ้านี่สามพันเหรียญทองทีนี้จะขายมันให้กับข้าได้รึยัง”

    ลูที่อยู่ข้างอ้าปากค้าง

    “นี่เจ้าจะบ้าเหรอแค่ไข่ใบเดียวเจ้าจ่ายไปถึงสามพันเหรียญทอง”

    “ว่าไงเจ้าพ่อค้าหน้าเลือดจะขายไหม”


    “ในเมื่อเจ้าต้องการขนาดนั้นจ้าก็จะขายให้แต่ขอเตือนเอาไว้ก่อนนะในเมื่อเจ้าได้มันไปแล้วอย่าให้ผนึกนี้เสื่อมละข้าจะบอกวิธีผนึกแถมให้”

    เดนรับไข่และกระดาษที่จดวิธีผนึกจากชายที่ปิดบังใบหน้าให้กับเขา

    “นี่เจ้าบ้าไปแล้วเรอะเสียเงินไปตั้งมากขนาดนั้นกลับได้มาแค่ไข่ตัวอะไรก็ไม่รู้”

    “ก็มันอดโมโหไม่ได้นี่พอนึกถึงท่าทีไอ้เจ้าบ้านั้นยังไงข้าก็ต้องเอามันมาให้ได้”

    “ข้าว่ากลับกันเถอะขืนอยู่ต่อได้พบแบบเจ้านั้นอีกจะเสียเยอะกว่านี้”

    “อืม”

    จากนั้นพวกเขาก็เหาะทะยานกลับไปยังคฤหาสน์

    คล้ายกับเรื่องศิลาแห่งทวยเทพ ที่คุณอ่าน