บทที่29 เข้าพบจ้าวเกาะ
เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงทางเข้าคฤหาสน์ก็มีคนในชุดสีฟ้ามีามีผ้าคลุมอยู่ด้านหลังยืนรออยู่
“ท่านจางเชิญพวกท่านตามข้ามาท่านจ้าวเกาะกำลังรอพวกท่านภายในห้องน้ำชา”
ฑูตจางพยักหน้าตอบกลับเขาไป
“ฑูตจางสงสัยเขาต้องเป็นคนใหญ่คนโตในเหมันต์อัคคีแน่เจ้าว่าไหมเดนคนของที่นี้ดูเหมือนจะเกรงใจเขาอย่างมากเลย”
“อืมก็คงอย่างที่เจ้าว่ามาแหละ”
เดนตอบกลับลูอย่างไม่ค่อยจะใส่ใจ ไป๋เป่าที่เดินอยู่ด้านหลังของพวกเขาได้ยินการสนทนาของทั้งสองจึงกล่าวบอก
“ท่านจางนะเขาเป็นหัวหน้าผู้คุมกฏของสำนักเหมันต์อัคคีนะข้าลืมบอกพวกเจ้าไป”
ลูหันไปหาได๋เป่า
“ท่านจางเนี้ยนะหัวหน้าผู้คุมกฏของสำนักอันดับหนึ่งในทวีปเหมันต์อัคคีนะท่าทางของเขาดูไม่ให้เลย”
“เจ้าเห็นเขาแบบนั้นนะแท้ที่จริงเขามีพลังฝีมือขั้นเทพยุทธขั้นปลายเลยนะ”
คราวนี้เดนหันกลับมาบ้าง
“อะไรคือขั้นเทพยุทธรึ”
“จริงสินะข้าไม่เคยบอกเกี่ยวกับการฝึกของพวกข้าให้เจ้าได้ฟังเลยนิ”
ไป๋เป่าเพิ่งนึกออกว่านางยังไม่เคยเล่ารายละเอียดที่เกี่ยวกับพลังการต่อสู้ของทวีปเหมันต์อัคคีให้กับเดนฟังเลย
“ที่ทวีปเหมันต์อัคคีนะพวกเราจะแข็งแกร่งขึ้นได้ก็ต้องผ่านขั้นพลังในแต่ละขั้นไปให้ได้ก่อนอย่างคนที่มีขั้นพลังมากกว่าก็จะเก่งกว่าคนที่มีขั้นน้อย ที่ทวีปของข้านะแบ่งขั้นพลังออกเป็นห้าขั้นใหญ่และแต่ละขั้นแบ่งออกอีกเก้าขั้น
ขั้นแรกของผู้ฝึกยุทธเลยนั้นคือ ขั้นฝึกยุทธ สูงไปอีกคือ ขั้นกำเนิดปราณ ขั้นนี้จะเริ่มใช้พลังที่อยู่ภายในตัวโจมตีศัตรู สูงขึ้นไปอีกก็ขั้น วิถียุทธ ขั้นนี้จะร่วมเอาพลังกายและพลังภายในร่วมเป็นหนึ่งทำให้แข็งแกร่งอย่างมากและอีกขั้นก็เทพยุทธที่ถือว่าขั้นนี้เป็นวอดฝีมือไร้พ่ายได้เลยละเพราะพลังทีาพวกเขาใช้นะสามารถใช้ออกมาได้มหาศาลและรุนแรงมากและสุดท้ายก็ขั้น ราชันย์ยุทธมีแค่คนเดียวเท่านั้นที่ถึงขั้นนี้เขาคือเจ้าสำนักของสำนักเหมันต์อัคคีนะแต่เขาเคยบอกกับข้าว่ามันยังมีอีกขั้นที่ยังไม่มีใครสามารถไปถึงได้นะ”
“หือเป็นเช่นนี้เองหรอกเหรอ แต่เอ๊ะเดี่ยวก่อนนะก่อนหน้านี้ข้าทราบว่าท่านปู่ของข้ามอบวิชาให้กับเจ้าด้วยนิแล้วเจ้าสามารถเรียนรู้มันได้เหรอในเมื่อการฝึกฝนมันคนละแบบกันนะ”
“ข้าก็แปลกใจเหมือนกันนะที่วิชาที่ปู่ของเจ้าให้มานั้นข้ากลับสามารถนำมันมาผสานกับวิชาของข้าได้อย่างลงตัวเลยแหละปู่ของเจ้านี้ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก”
“อืมอย่างนั้นเองเหรอแล้วเจ้าละอยู่ขั้นไหนแล้ว”
“ตอนที่ข้าพบพวกเจ้าครั้งแรกนั้นข้าอยู่ในขั้นวิถียุทธขั้นแรก แต่ตอนนี้ได้ยาที่ปู่ของเจ้ามอบให้ทำให้ข้าทะลวงไปถึง วิถียุทธขั้นเก้าแล้วละอีกก้าวเดียวข้าก็จะไปยังขั้นเทพยุทธได้แล้วละ”
“เป็นเช่นนั้นเอง”
เดนพยักหน้าเข้าใจ
“ข้ากับพี่หญิงไป๋เคยประลองกันครั้งหนึ่งด้วยละทำให้ข้ารู้เลยว่าศาสตร์ต่อสู้ของพวกเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเราเลย”
ไอลีนกล่าวออกมา
“เชิญพวกท่าน ท่านจ้าวเกาะรออยู่ข้างใน”
ผู้นำทางผายมือไปทางประตูเพื่อให้ทุกคนเข้าไป เมื่อพวกเขาเข้ามาชายชราผู้มีผมและนวดเครายาวสีขาวนัยตาสีฟ้าดังมหาสมุทรสวมใส่ชุดผ้าแพรสีฟ้ายาวจรดพื้นยืนไพล่หลังรออยู่
“เชิญ เชิญพวกท่านเข้ามานั้งจิบชากันก่อน”
พวกเขาแยกกันนั้งเก้าอี้ที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ฑูตจางเดินเข้าไปคำนับชายชรา
“คาราวะท่านผู้เฒ่าหยางสือ”
“ไม่เจอกันนานเลยนะท่านจางท่านเจ้าสำนักหลงเป็นอย่างไรบ้างเขายังสบายดีไหม”
“เรียนท่านจ้าวเกาะข้าน้อยออกเดินทางเพื่อเป็นฑูตสร้างความสัมพันธ์กับทวีปหม่านหมอกแห่งพฤกษาเลยไม่รู้เรื่องราวในเหมันต์อัคคีเลยนะขอรับ”
“อืมเป็นเช่นนั้นเองรึ หือนั้นรุ่นเยาว์พวกนั้นคงมาจากม่านหมอกแห่งพฤกษาสินะ”
“ขอรับพวกเขาจะไปศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนศาสตร์ต่างๆที่สำนักเหมันต์อัคคีนะขอรับ”
ชายชราเดินมาทางพวกเดน พวกเขาต่างรีบลุกขึ้นคาราวะเขา
“อย่าได้มากพิธีเลยสหายน้อยทั้งหลายข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้พบปะผู้คนจากม่านหมอกพฤกษาพวกเขานะไม่ค่อยจะออกมานอกทวีปกันเท่าไรเลย”
“เอ๋ แปลกจังทำไมท่านไม่เคยพบกันแต่ผู้คนในทวีปม่านหมอกพฤกษาออกจากทวีปอยู่บ่อยๆนะขอรับท่านผู้เฒ่า”
“ลูกล่าวออกมาอย่างแปลกใจในคำพูดของชายชรา”
ฑูตจางเดินเข้ามากล่าวบอกลู
“ส่วนมากพวกเขาจะไปทางทวีปแสงตะวันกันนะไม่ค่อยจะมายังเหมันต์อัคคีหรอกนะ”
“ทำไมกันละท่านจาง”
“ก็คงเป็นเพราะวัฒนธรรมที่คล้ายๆกันละมั้งเลยรู้สึกว่าทวีปแสงตะวันจะปรับตัวง่ายกว่า”
“อืมเช่นนั้นเองเหรอข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลย”
“อ้าวนั้นท่านเว่ยฟงท่านก็มาด้วยรึ”
“คาราวะท่านจ้าวเกาะพวกเรามาเพื่อแสดงความยินดีต่อท่านที่อายุครบร้อยปีนะขอรับ”
“แล้วท่านทำไมถึงได้มาพร้อมกับท่านจางกันละในเมื่อพวกท่านอยู่คนละทางกันเลย”
“มีเหตุนิดหน่อยนะท่าน”
จากนั้นเว่ยฟงก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขาให้ชายชราฟัง
“มีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นด้วยรึแล้วทำไมกันเจ้ามังกรวารีทั้งสองถึงมาอยู่แถวนี้ได้”
“เรื่องนั้นข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน”
ฑูตจางกล่าวออกมา
“แต่ก็มีเรื่องที่น่าตกใจมากกว่าเจ้ามังกรวารีปรากฏตัวอยู่อีกที่มีคนสามารถจัดการมันได้นี่แหละ”
ชายชรามองไปยังกลุ่มของเดน
“พวกเจ้าคงจะเป็นยอดฝีมือของม่านหมอกพฤกษางั้นสินะทั้งๆที่ยังเยาว์วัยกันอยู่แท้ๆม่านหมอกแห่งพฤกษาช่างน่ากลัวจริงๆที่สามารถผลิตยอดฝีมือเช่นพวกเจ้ามาได้”
“พวกข้าไม่มีฝีมือขนาดนั้นหรอกขอรับมีแต่ กันนาร์และแคนดิสเท่านั้นแหละที่ปราบเจ้ามังกรนั้นนะขอรับ”
ลูชี้ไปยังกันนาร์และแคนดิสที่ยืนอยู่ด้านหลังของเดน
“โอ๋เป็นอย่างนั้นเองรึช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก”
“ข้าก็แค่ทำตามคำสั่งนายของข้าเท่านั้นถ้าเขาไม่สั่งข้าก็ไม่ทำหรอก”
“หือนายของท่าน”
“นี้เจ้าอย่าเสียมารยาทกับท่านผู้เฒ่าเช่นนั้น”
เดนสั่งเจ้าขาวทันทีที่มันแสดงท่าทีเฉยเมยต่อชายชรา
“ขะ..ขอรับ”
กันนาร์รับคำเดนอย่างรวดเร็ว
ชายชราจ้องมองไปยังเดนและคิดว่าเขาต้องเป็นคนที่มีฐานะอันสูงส่งแน่ถึงได้มียอดฝีมือคอยติดตาม
“ข้าขอถามได้รึไม่ว่าสหายน้อยท่านนี้เป็นใครมาจากตระกูลไหนเหรอ”
ชายชราถามไปยังเดน พวกตระกูลเว่ยเมื่อได้ยินคำถามนั้นพวกเขาก็ต่างตั้งใจฟังคำตอบจากเขาเช่นกัน
“ขออภัยท่านจ้าวเกาะที่คนของข้าเสียมารยาทต่อท่านข้าน้อยนั้นมาจากป้อมอัสนี ตระกูลอัลติม่าชื่อเดนนะขอรับ”
“ป้อมอัสนีอย่างนั้นเหรอต้องเป็นสถานที่แข็งแกร่งอย่างมากแน่ๆ”
“ยังไงก็ต้องขอบคุณพวกเจ้าละนะที่ไล่เจ้ามังกรนั้นไปนะไม่งั้นผู้คนที่เดินทางไปมาระหว่างที่นี้จะต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน”
“ขอรับ”
“เออจริงสิท่านจางที่ท่านมา มาเพราะเหตุอันใดกันคงไม่ใช่มาเพื่อร่วมฉลองในวันครบรอบวันเกิดของข้าหรอกนะ”
“ข้ามาเพื่อจะส่งเทียบเชิญท่านจ้าวเกาะเข้าร่วมงานประลองระหว่างสี่ทวีปที่เหมันต์อัคคีได้จัดขึ้นในอีกสิบเดือนข้างหน้านี้ขอรับ”
“หืองานประลองสี่ทวีปยังงั้นเหรอคงเป็นงานที่ใหญ่มากแน่ๆแล้วงานประลองที่ว่านี้จะต้องทำอะไรบ้างละ”
พวกเดนเองก็ตั้งใจฟังเหมือนกันเพราะพวกเขาไม่ได้ถามฑูตจางเกี่ยวกับงานประลองที่จะเกิดขึ้นเลยเหมือนกัน
“ผู้ที่เข้าร่วมงานประลองได้นั้นต้องเป็นตัวแทนของแต่ละสำนักหรือที่ฝึกสอนการต่อสู้ในที่ต่างๆในสี่ทวีปแต่ละที่จะต้องส่งเพียงหนึ่งทีม ทีมหนึ่งต้องมีสมาชิกสามคนและมาจับฉลากเพื่อที่จะแบ่งออกเป็นสายย่อยอีกที ผู้ชนะในแต่ละสายจะมาพบกันและประลองจนเหลือเพียงทีมเดียวทีมนั้นก็จะได้ตำแหน่งชนะเลิศไป”
“อืมให้รุ่นเยาว์เข้าประลองกันหรอกเหรอยังงั้นคงมีเป็นพันๆหมื่นๆทีมเป็นแน่คงต้องใช้เวลาหลายวันละสินะ”
“ขอรับการประลองในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างทวีปนะขอรับ”
“อืมข้าเองก็จะส่งเหล่าศิษย์เข้าร่วมด้วยเพื่อที่จะให้เกาะพิทักษ์วารีเป็นที่รู้จักมากขึ้น”
“งั้นข้าจะนำเรื่องนี้บอกต่อเจ้าสำนักให้ขอรับ”
“ท่านจางในเมื่อธุระของท่านเสร็จสิ้นก็อยู่ร่วมงานฉลองในวันพรุ่งนี้ด้วยเถอะนะข้าได้เตรียมห้องพักให้กับพวกท่านทุกคนแล้วละ”
“ขอรับ”
“พรุ่งนี้ขอให้พวกเจ้าทุกคนมาร่วมงานเลี้ยงที่ห้องโถงใหญ่นะข้าจะให้คนไปรับเอง”
ชายชราบอกแก่ทุกคนในห้องนั้น
“เอาละพวกท่านไปพักผ่อนกันก่อนเถอะขาดเหลืออะไรก็บอกกล่าวแก่คนของข้าได้ไม่ต้องเกรงใจ”
“ขอบคุณท่านจ้าวเกาะพวกเราขอตัวก่อน”
เมื่อพวกเข้าขอตัวลาก็มีคนเข้ามานำทางพวกเขาไปยังที่พักที่จ้าวเกาะหยางสือจัดเตรียมไว้ให้ พวกเดนกล่าวลาคนตระกูลเว้ยเพราะพวกเขาต้องไปพักคนละด้านของตัวคฤหาสน์ที่ใหญ่โตนี้ ในขณะที่พวกเดนแยกตัวออกมานั้นเว่ยหลิงก็มองตามเดนไปจนเขาเดินหายไปเว่ยฟงเห็นดังนั้นจึงกล่าวออกมา
“วันพรุ่งนี้เจ้าก็ทำความรู้จักกับเขาภายในงานเลี้ยงชะสิเขาจะได้รู้จักเขามากขึ้น”
“คะท่านพ่อ”
“เอาละพวกเราไปกันเถอะ เมื่อเรากลับไปถึงบ้านแล้วพ่อจะส่งคนไปสืบเรื่องป้อมอัสนีให้”
หลังจากนั้นตระกูลเว่ยก็เดินไปยังที่พักของตน
เดน ลู กันนาร์และฑูตจางพักห้องติดกันส่วนพวกผู้หญิงบอกกับผู้นำทางว่าจะขอพักด้วยกันผู้นำทางเลยจัดห้องที่ใหญ่เป็นพิเศษให้กับพวกนาง
เมื่อเดนเข้ามาภายในห้องที่หรูหราเขาก็ตรงไปยังที่นอนทันทีและล้มตัวลงนอน
“เฮ้อ..วันนี้เหนื่อยแปลกๆแหะเราหวังว่าคงไม่มีเรื่องอะไรที่น่าปวดหัวเกิดขึ้นมาอีกนะ”
พอพวกผู้หญิงเข้ามาภายในห้องก็เริ่มสำรวจไปทั่วห้อง
“นี่ไอลีนเจ้าคิดยังไงกับท่านเดนเหรอ”
ออโรร่าถามขึ้นมาในระหว่างที่นางและไอลีนอยู่กันเพียงสองคน
“หมายความว่ายังไงกันเหรอที่ว่าคิดอะไรกับเจ้าบ้านั้นนะ”
“ก็หมายความว่าเจ้าเองก็ชอบเขาใช่ไหมละ”
“ออก็เป็นเพื่อนกันนิก็ต้องชอบสิ”
ไอลีนตอบไปแบบไม่ใส่ใจ
“เจ้าอย่ามาแกล้งเฉไฉไปเลยเราเป็นผู้หญิงด้วยกันข้าดูเจ้าออกนะว่าเจ้าไม่ได้ชอบเขาแบบเพื่อนแต่เป็นคนรักต่างหาก”
ไอลีนเงียบไป
“ข้าเองก็ชอบเขามากเหมือนกันและข้าก็จะดีใจมากเมื่อเจ้าเองก็ชอบเขาแบบที่ข้าคิดเหมือนกัน”
“เจ้าจะไม่โกรธข้าอย่างนั้นเหรอถ้าเกิดข้าคิดแบบนั้นขึ้นมาจริงๆนะเจ้ายอมได้เหรอ”
“ข้าจะโกรธเจ้าได้ยังไงกันละในเมื่อพวกเจ้ารู้จักกันมาก่อนข้าเข้ามาชะอีกข้ากลับดีใจต่างหากละที่เจ้ายอมให้ข้ารักกับเขาร่วมกับเจ้าและยังดีกับข้าเหมือนกับข้าเป็นน้องสาวของเจ้าอีกด้วย”
“เฮ้อ..ข้านะพยายามแล้วนะที่จะคิดว่าเขาเป็นแค่เพื่อนนะแต่”
ไอลีนชะงักคำพูดไว้และเงียบไปอีกครั้ง
“เอาน่าไม่เห็นเสียหายอะไรเลยเรื่องหัวใจนะมันห้ามกันได้ที่ไหนละเจ้าก็แค่ทำตามที่หัวใจของเจ้าเรียกร้องสิถึงจะถูก ต่อไปนี้ให้ข้าจะเรียกเจ้าว่าพี่นะ”
ออโรร่ายิ้มและเอามือขึ้นปิดปากหัวเราะออกมา
“อืม”
ไอลีนตอบออกมาเสียงเบาใบหน้าของนางแดงจนไปถึงใบหู ในตอนนั้นไป๋เป่าเดินเข้ามาจึงทักไปที่ไอลีน
“น้องหญิงเจ้าเป็นอะไรนะไม่สบายเหรอหน้าของเจ้าแดงก่ำเลย”
“ปล่าวๆข้าสบายดี อยู่ๆข้าก็รู้สึกร้อนขึ้นมานะ”
“ร้อนยังงั้นเหรอข้าว่าออกจะเย็นสบาย”
“พี่หญิงไอลีนคงร้อนที่ทรวงอกนะ”
ออโรร่ากล่าวออกมาและหัวเราะออกมาน้อยๆ
“เจ้าอย่าพูดมากนะนี่แนะ”
ไอลีนเข้าไปจั๊กจี้ออโรร่าทำให้นางหัวเราะออกมาจนน้ำตาไหล
“ข้าขอโทษข้าไม่ล้อท่านแล้ว ฮ่า ฮ่า หยุดเถอะพี่หญิง”
ไป๋เป่ามองอย่างงงงวยไปทางทั้งสองคน แคนดิสยิ้มออกมาเมื่อมองไปยังพวกเขา
เดนที่นอนอยู่ภายในห้องรู้สึกเสียวแถวๆสันหลังขึ้นมา
“อยู่ๆทำไมข้ารู้สึกเช่นนี้นะ”
“เดนข้าเข้าไปได้ไหม”
เสียงของลูดังมาจากหน้าประตู
“เข้ามาสิข้าไม่ได้ลงกลอน”
ลูเปิดประตูเข้ามา
“นี่เจ้าไม่ลงกลอนประตูเพื่อรอใครเข้ามาหาใช่ไหมเนี้ย”
“รอใครเจ้าหมายความว่ายังไงกัน”
“ก็อย่างพวกสาวๆที่เจ้าหว่านเสน่ห์ไว้ไงละ หุ หุ”
“จะบ้าเหรอข้าแค่ลืม”
ลูยิ้มให้กับเดน
“ข้ามาชวนเจ้าไปเดินเล่นภายในเมืองจะไปด้วยกันไหมละ”
“ก็ดีข้ากำลังเบื่อๆพอดี”
เมื่อทั้งสองออกไปจากห้องไปอยู่หน้าคฤหาสน์ทั้งสองก็ทะยานเหาะลงไปยังเมืองที่อยู่ด้านล่างร่อนลงในซอยแคบๆแห่งหนึ่ง
“เอาละเดินหาดูของแปลกไปฝากพวกยัยไอลีนกันเถอะ”
เดนพยักหน้าตกลง พวกเขาทั้งสองเดินดูเหล่าร้านค้าต่างๆบรรดาหญิงสาวที่พวกเขาเดินผ่านต่างจ้องมองมาทางเดนเป็นตาเดียวบ้างก็เดินชนสิ่งของที่ขวางข้างหน้าเนื่องจากพวกนางไม่ได้มองถนนหนทาง ลูแนะนำให้เดนซื้อเครื่องประดับไปฝากพวกสาวๆเขาต้องจำใจซื้อมาจำนวนหนึ่งเพราะลูนั้นพูดกรอกรูหูเขาไม่หยุดเมื่อเดินมาถึงจุดที่มีของวางขายกับพื้นเดนสังเกตุเห็นชายชุดดำที่ปกปิดใบหน้านั้งขายไข่ใบสีเงินขนาดใหญ่ ทำให้เขาสนใจและเดินเข้าไปดู
“นี่มันไข่อะไรงั้นรึ”
ชายที่ปกปิดใบหน้าเงยหน้ามองเดนและลู
“ไข่อสูรวารีเจ้าต้องการมันไหมละข้าจะขายให้ในราคาถูกๆ”
“หือไข่อสูรวารีอสูรชนิดไหนกันออกไข่ได้ เท่าไรละ”
“หนึ่งพันเหรียญทอง”
เดนและลูเบิกตากว้าง
“หนึ่งพันเหรียญทองนี้ถูกของเจ้าแล้วอย่างนั้นรึ”
“ในเมื่อพวกเจ้าไม่มีปัญญาจะซื้อก็ไปชะอย่ามาเกะกะร้านข้า”
“นี่เจ้าดูถูกข้างั้นเหรอเอ้านี่หนึ่งพันเหรียญทองทีนี้มันก็เป็นของข้าแล้ว”
ชายปิดบังใบหน้าเงยหน้ามอง
“หนึ่งพันเหรียญทองนะมันเมื่อกี้ในเมื่อเจ้าปฎิเสธไปแล้วราคาตอนนี้มันสองพันเหรียญทองแล้ว”
“จะ..เจ้าบ้านี่จะโกงกันรึ”
เดนเอยขึ้นอย่างโกรธ
“โกงข้าโกงยังไงในเมื่อข้ายังไม่ได้รับเงินเจ้ามาจะว่าข้าโกงได้ยังไง”
ลูที่อยู่ข้างกล่าวออกมา
“ไปเถอะเดนอย่าไปสนใจไข่บ้าๆนั้นเลย”
“พวกเจ้านะไม่รู้ค่าของมันหรอกจะไปก็ไปชะอย่ามายืนเกะกะข้า”
เดนมีเส้นเลือดปูดขึ้นที่ขมับของเขา
“เอ้านี่สามพันเหรียญทองทีนี้จะขายมันให้กับข้าได้รึยัง”
ลูที่อยู่ข้างอ้าปากค้าง
“นี่เจ้าจะบ้าเหรอแค่ไข่ใบเดียวเจ้าจ่ายไปถึงสามพันเหรียญทอง”
“ว่าไงเจ้าพ่อค้าหน้าเลือดจะขายไหม”
“ในเมื่อเจ้าต้องการขนาดนั้นจ้าก็จะขายให้แต่ขอเตือนเอาไว้ก่อนนะในเมื่อเจ้าได้มันไปแล้วอย่าให้ผนึกนี้เสื่อมละข้าจะบอกวิธีผนึกแถมให้”
เดนรับไข่และกระดาษที่จดวิธีผนึกจากชายที่ปิดบังใบหน้าให้กับเขา
“นี่เจ้าบ้าไปแล้วเรอะเสียเงินไปตั้งมากขนาดนั้นกลับได้มาแค่ไข่ตัวอะไรก็ไม่รู้”
“ก็มันอดโมโหไม่ได้นี่พอนึกถึงท่าทีไอ้เจ้าบ้านั้นยังไงข้าก็ต้องเอามันมาให้ได้”
“ข้าว่ากลับกันเถอะขืนอยู่ต่อได้พบแบบเจ้านั้นอีกจะเสียเยอะกว่านี้”
“อืม”
จากนั้นพวกเขาก็เหาะทะยานกลับไปยังคฤหาสน์