“นายมาทำอะไรที่นี่” บัลลังก์เดินตรงดิ่งเข้าไปถามอีกฝ่าย แต่ก็ต้องผงะเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าที่ใบหน้าของเขามีแผล ‘อีกแล้ว’
“อ้าว บัลลังก์ ฉันก็มาเรียนที่นี่น่ะสิ นายก็เรียนที่ห้องนี้ด้วยงั้นเหรอ” ต้นน้ำถามกลับ
“เป็ไปไม่ได้ นี่เป็ห้องเรียนพิเศษ ไม่ใช่สำหรับคนทั่วไปแบบนาย” บัลลังก์พูดไม่ผิด ห้องเรียนนี้ถูกจัดไว้สำหรับเด็กหัวกะทิ อีกทั้งยังต้องมาจากตระกูลเก่าแก่หรือมหาเศรษฐีเท่านั้น แต่ต้นน้ำไม่ใช่ทั้งสองอย่าง
แล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
“ไม่รู้สิ พวกเขาพาฉันมาที่นี่ บางทีพ่อบุญธรรมคง-”
“พ่อบุญธรรม?”
“อ้อ ลืมบอกไปเลย ตอนนี้ฉันถูกรับเลี้ยงจากพ่อบุญธรรมแล้วล่ะ น่าเสียดายที่พวกเราคงไม่ได้เล่นด้วยกันบ่อยๆ แล้ว แต่โชคดีที่ตอนนี้พวกเราอยู่ห้อง-”
“ฉันไม่ใช่เพื่อนนาย!” บัลลังก์ตัดบท
“เดี๋ยวสิบัลลังก์” ต้นน้ำร้องเรียก รีบเดินตามอีกฝ่ายไป
วันนี้เป็วันเปิดภาคเรียนวันแรก แต่ก่อนหน้านี้ได้มีการปฐมนิเทศทั้งตัวผู้ปกครองและนักเรียน ดังนั้นหลายคนจึงรู้จักกันมาก่อนหน้านี้ ยกเว้นแค่ต้นน้ำเพียงคนเดียวที่เข้ามากะทันหัน
ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มเรียน คุณครูประจำห้องได้เดินออกมากล่าวสวัสดีนักเรียนทุกคน ก่อนจะแนะนำตัวของต้นน้ำให้เพื่อนๆ รู้จัก
ทันทีที่ต้นน้ำยืนขึ้น ทุกสายตาต่างจดจ้องมาที่เขา
“เอาล่ะทุกคน นี่คือเพื่อนใหม่ของพวกเขา แม้วันนี้จะเปิดเทอมวันแรกแต่ส่วนใหญ่ก็คงจะรู้จักกันหมดแล้ว ต้นน้ำพึ่งย้ายมาเรียนที่นี่เป็วันแรก” พูดจบคุณครูก็พยักหน้าให้เด็กชายเริ่มแนะนำตัวเอง
“สวัสดีทุกคน ฉันชื่อว่าต้นน้ำ ยะ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน!” ประโยคสุดท้ายเด็กชายเผลอะโเสียงดังลั่นด้วยความตื่นเต้น ในอดีตไม่เคยถูกจ้องมองมากขนาดนี้มาก่อนจึงทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
“หน้าของเขาไปโดนอะไรมา”
“ทำไมถึงไม่มีผมเลยล่ะ”
“เขาผอมมาก”
“ที่หน้ามีแผลด้วย ต้องเป็เด็กไม่ดีแน่”
เสียงกระซิบกระซาบจากทั่วสารทิศเริ่มวิจารณ์รูปร่างหน้าตาของต้นน้ำ โดยเฉพาะรอยแผลบนหน้าของเขาที่ถูกทำร้ายมาเมื่อวาน
“ทุกคนเงียบก่อน อย่าพึ่งคิดไปไกล ให้ต้นน้ำได้อธิบายก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น” คุณครูเอ่ยห้ามปราม รู้ดีว่าหากไม่อธิบายอะไรเสียั้แ่วันนี้ เด็กชายที่พึ่งย้ายเข้ามาใหม่คงถูกกลั่นแกล้งแน่นอน
“ฉันไม่ใช่เด็กไม่นิสัยดีหรือนักเลง ที่มีแผลพวกนี้ก็เพราะว่าเมื่อวานเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย” ต้นน้ำอธิบาย มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาลูบศีรษะอย่างเป็กังวล “แล้วที่โกนผมมาก็เพราะว่าเท่ยังไงล่ะ!”
“เท่เหรอ?” เสียงหนึ่งเอ่ยถามอย่างสงสัย ไม่รู้ว่าเป็เพราะเข้าไม่ถึงรสนิยมนี้หรือเปล่า
“ใช่ เท่มาก!” ต้นน้ำตอบกลับ
เด็กในห้องเรียนต่างมองหน้ากันสลับกับมองศีรษะของต้นน้ำไปด้วย พลางเอ่ยด้วยความมึนงง “เท่ก็ได้”
“เพราะฉะนั้นนะทุกคน ครูอยากจะให้ทุกคนช่วยดูแลเพื่อนใหม่คนนี้ของเราให้ดี” เธอกล่าวด้วยความใจเย็น ก่อนจะหันหน้าไปหาบัลลังก์ “ตอนนี้บัลลังก์เป็หัวหน้าห้องเรียน ครูอยากจะให้เธอช่วยดูแลต้นน้ำใน่สัปดาห์แรกของเขาได้ไหม”
บัลลังก์อึกอักไม่ยอมพูด เขารู้ดีว่านี่เป็การขอความช่วยเหลือทั่วไปเหมือนในอดีต ใน่เรียนอนุบาลหากมีเด็กใหม่เข้ามากลางเทอม บัลลังก์ต่างก็เต็มใจยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ หากเป็เด็กคนอื่นเขาก็คงจะยินดีช่วยแต่คนนี้ดันเป็ต้นน้ำ
“บัลลังก์ เป็อะไรหรือเปล่าจ๊ะ” ครูเอ่ยถามซ้ำ
“เปล่า เปล่าครับ ผมสบายดี” เด็กชายรีบปฏิเสธ “เดี๋ยวเพื่อนใหม่คนนี้ผมจะพาช่วยแนะนำสถานที่ในโรงเรียนให้เองครับ คุณครูไม่ต้องห่วง”
“ขอบคุณมากนะ สมกับเป็หัวหน้าห้องอันดับหนึ่งของพวกเราจริงๆ”
เด็กชายยิ้มน้อยๆ ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป แล้วหันหน้าไปมองเด็กใหม่อย่างไม่สบอารมณ์
ใน่พักเที่ยงต้นน้ำเดินตามติดบัลลังก์ไม่ห่าง ส่วนเขาแม้จะไม่ยินดีแต่ก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป นั่นคือการพาต้นน้ำไปแนะนำสถานที่ต่างๆ ในโรงเรียน
เด็กส่วนใหญ่ของที่นี่เรียนมาั้แ่อนุบาลจนกระทั่งถึงวัยมัธยม หลายคนส่วนใหญ่จึงรู้จักกันมาก่อนแล้ว คุณครูจึงอยากให้บัลลังก์ดูแลต้นน้ำเป็พิเศษ
“ห้องเรียนที่นายเรียนอยู่ไม่ใช่แค่ห้องเรียนธรรมดาแต่เต็มไปด้วยลูกหลานคนมีอำนาจมากมาย ทุกคนในห้องนั้นต่างฉลาด ถึงจะอายุเพียงหกขวบแต่บทเรียนเป็หลักสูตรพิเศษ”
“มิน่าล่ะ ฉันรู้สึกไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง” ต้นน้ำเอ่ยด้วยความขบขัน สิ่งที่เรียนมาเมื่อเช้าไม่เข้าใจเลยสักนิดเดียว จนเผลอนึกไปว่าตนเองโง่เกินเยียวยาไปแล้วเสียอีก
“ตอนนี้ฉันแนะนำสถานที่ต่างๆ ในโรงเรียนครบหมดแล้ว เลิกเดินตามสักที”
“แต่ตอนนี้ฉันยังไม่มีเพื่อนเลยนี่ นายเองก็เหมือนกัน”
“ไม่เหมือน! ฉันไม่เหมือนนาย” เขาปฏิเสธเสียงแข็ง “ที่ตอนนี้ฉันไม่มีเพื่อนก็เพราะว่าต้องมาคอยดูแลนายต่างหาก เพื่อนของฉันคอยอยู่ที่โรงอาหารแล้ว”
“นายกำลังจะไปโรงอาหารเหรอ งั้นฉันตามไปด้วยสิ รู้สึกหิวขึ้นมาแล้ว”
บัลลังก์กลอกตามองบน แสดงออกถึงความรำคาญอย่างชัดเจน อันที่จริงเขาควรจะพาหมอนี่ไปทานอาหารก่อน แต่เพราะไม่อยากเสียเวลาอยู่ด้วยกันนานจนเกินไป จึงรีบพาอีกฝ่ายมาแนะนำสถานที่ต่างๆ ก่อน
“มาสิ นายไม่หิวเหรอ” ต้นน้ำเอ่ยเรียก
เด็กทั้งสองคนเดินมาที่โรงอาหาร ต้นน้ำมองอย่างตื่นเต้น กลิ่นความหอมโชยมาแต่ไกล แม้จะรวบรวมอาหารไว้หลายร้านแต่กลับดูสะอาดและน่าลิ้มลองทั้งนั้น แต่เมนูทุกๆ ร้านต่างเป็ภาษาอังกฤษ
ต้นน้ำเดินมองอยู่รอบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจต่อแถว แม้จะอ่านไม่ออกแต่ก็สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ตามสิ่งรอบตัวได้
“ผมเอาเหมือนคนข้างหน้าเลยครับ” เขากล่าวอย่างไม่เขินอาย โชคดีที่คนเมื่อครู่สั่งอาหารเหมือนที่เขาอยากลองชิมพอดี
เมื่อได้รับอาหารมาแล้ว เด็กชายมองไปรอบๆ เห็นว่าหลายคนนั่งเกาะกลุ่มกันเป็ส่วนใหญ่ ยกเว้นก็แต่บัลลังก์ เขาจึงไม่ลังเลที่จะเดินเข้าไป
“ไหนบอกว่าเพื่อนนายกำลังรออยู่ ทำไมถึงมานั่งคนเดียวแบบนี้ล่ะ”
“ไม่ใช่ธุระของนาย” บัลลังก์เอ่ยอย่างหัวเสีย ก่อนหน้านี้เด็กส่วนมากมักจะเดินตามเขามาตลอด ทว่าหลังจากที่พ่อของบัลลังก์จากไป ท่าทีของเด็กหลายคนก็ต่างออกไปเช่นเดียวกัน นั่นจึงเป็สาเหตุที่เขาต้องมานั่งคนเดียวเช่นนี้
“อาหารที่นี่อร่อยจัง!” ต้นน้ำเอ่ยขึ้น แม้จะไม่ได้มีท่าทีมูมมามเหมือนแต่ก่อน แต่กลับกินอย่างรวดเร็ว “ที่นี่ขอเพิ่มอีกจานได้หรือเปล่า”
“เด็กที่นี่ทานแค่จานเดียวเท่านั้น” เด็กส่วนใหญ่จะทานเพียงหนึ่งจานเท่านั้น เพื่อเป็การถนอมน้ำใจของโรงเรียน แต่จะไม่ทานมากกว่านั้น เพราะนั่นจะแปลว่าที่บ้านเลี้ยงดูไม่มากพอจนถึงขั้นต้องมาทานอาหารหลายมื้อที่โรงเรียน
“ทำไมล่ะ”
“มันเป็ธรรมเนียม คนส่วนใหญ่ก็ทำตามกันมาตลอด”
“แต่ฉันไม่อิ่ม โรงเรียนนี้ค่าเทอมก็คงจะแพงมากแน่ๆ ทำไมถึงให้ทานอาหารแค่นี้ล่ะ” ต้นน้ำแย้ง
“โรงเรียนไม่ได้ให้ทานแค่นี้ แต่ทุกคน ‘เลือก’ ที่จะทานแค่นี้”
“ธรรมเนียมแปลกจัง ยิ่งให้ทานเยอะก็ยิ่งต้องดีสิ” ต้นน้ำบ่นพึมพำ ไม่เข้าใจสิ่งที่บัลลังก์พูด “งั้นแปลว่าฉันทานเพิ่มอีกจานได้ใช่ไหม”
“ตามสบาย” บัลลังก์เอ่ย ไม่อยากจะเสวนากับคนตรงข้ามมากนัก
ต้นน้ำไม่รอช้ารีบเดินกลับไปที่ร้านเดิม ก่อนจะได้อาหารจานใหญ่มาเพิ่มอีก เด็กหลายคนต่างมองมาที่เขา บ้างก็ใ บ้างก็สงสัย บางกลุ่มถึงขั้นนินทา เพียงเพราะแค่เขาไปเอาอาหารเพิ่มอีกจาน
“คนพวกนั้นมองอะไร ช่างเถอะ กินอาหารดีกว่า”
บัลลังก์สังเกตรอบตัวและไม่แปลกใจกับท่าทีของคนอื่นๆ เพราะก่อนจะมาเรียนที่นี่ เด็กหลายคนคงจะถูกครอบครัวสอนเื่ธรรมเนียมมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ยกเว้นก็แต่เด็กตรงหน้าเขา
เมื่อได้มองใกล้ๆ ก็ยิ่งเห็นรอยแผลตามใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน
“คนพวกนั้นทำร้ายร่างกายนายเหรอ” เขาเอ่ยตามตรง
“นายหมายถึง?” ต้นน้ำชะงัก
“คนที่มาหาเื่แม่ฉันเมื่อคราวก่อน พวกเขาทำร้ายร่างกายนายใช่ไหม”
“เปล่าสักหน่อย ก็บอกไปแล้วว่าฉันเกิดอุบัติเหตุ ก็คนมันไม่ชอบอยู่เฉยๆ นี่ นายคงไม่เข้าใจหรอก” ต้นน้ำเอ่ยกลบเกลื่อน พยายามทานอาหารต่อไป
“จะยังไงก็ช่าง มันไม่ใช่เื่ของฉันอยู่แล้ว” บัลลังก์ไม่อยากเซ้าซี้ให้มากความ ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองยังไม่รู้เลยว่าใครกันแน่ที่รับเด็กคนนี้ไปเลี้ยงดู ถึงขั้นสามารถส่งมาเรียนที่แห่งนี้ได้ โดยเฉพาะห้องเรียนพิเศษ
พ่อบุญธรรมคนนั้นคงจะมีอำนาจไม่น้อย เขาเป็ใคร?
บัลลังก์สงสัยขึ้นมา รู้สึกพลาดที่เมื่อคืนไม่ฟังที่แม่พูด ไม่เช่นนั้นตอนนี้เขาคงไม่ต้องมาสงสัยแบบนี้
แม้เสื้อนักเรียนจะมีป้ายชื่อ ทว่ากลับมีแค่ชื่อเท่านั้น ไม่ได้นามสกุลบ่งบอกต้นตระกูล โดยโรงเรียนให้เหตุผลว่า้าสนับสนุนความเท่าเทียม
ไร้สาระ...
บัลลังก์ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยอะไร ต้นน้ำกลับลุกขึ้นเดินไปที่ร้านอาหารร้านเดิม แล้วกลับมาพร้อมจานอาหารอีกครั้งหนึ่ง
“นี่ยังไม่อิ่มอีกเหรอ” เขาถาม หนังตากระตุกหลายครั้ง
“ก็อาหารที่นี่อร่อยนี่ แต่จานนี้ก็น่าจะอิ่มแล้วล่ะ” ต้นน้ำตอบ มือก็ตักอาหารเข้าปาก “ถามทำไม นายหิวเหรอ”
“ก็บอกว่าอย่าเอาฉันไปเหมารวมกับนาย!” บัลลังก์หงุดหงิด ทั้งที่ยังไม่รู้คำตอบ แต่กลับโดนอีกฝ่ายกวนไม่หยุด จนไม่มีอารมณ์จะทานอะไรทั้งนั้น
หลังพูดจบประโยคเมื่อครู่ก็เดินจากไปทันที
ใน่บ่ายของวันนี้อาหารสามจานที่ทานไปก็เริ่มออกผล บัลลังก์เห็นว่าต้นน้ำแอบงีบหลับในห้องเรียน อีกฝ่ายใช้หนังสือยกขึ้นมาปิดบังใบหน้าเอาไว้ หัวโยกไปมาไม่หยุด บางครั้งก็เผลอละเมอทำท่าทางโง่งม
พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้คุณชายแบบเขาถึงกับต้องกุมขมับ