สอบอีกแล้ว เมื่ออาจารย์สวีกล่าวว่าสอบมู่เสวี่ยหลินก็แทบจะอยากเอาเต้าหู้มาโขกหัวตัวเองให้ตายไปเสีย นางเกลียดข้อสอบยิ่งนักแถมครานี้ก็ยังเป็สอบภาคปฏิบัติแบบไม่สามารถปฏิเสธได้ด้วย เพราะอันใดนะหรือก็เพราะว่านางลองแล้วแต่ถูกปฏิเสธมาอย่างไรเล่า ฮือๆๆ มู่เสวี่ยหลินร้องไห้แบบไม่มีน้ำตา
นางได้นึกในใจว่าเหตุใด์ถึงไม่ปล่อยให้นางไปยมโลกเสีย เอานางมาทรมานที่นี่ทำไมนางไม่อยากเรียน มุแง...
“ในเมื่อไม่มีปัญหาอันใดแล้วก็มาเริ่มกันเถอะ” อาจารย์สวีเอ่ยจบก็เดินไปนั่งเฝ้าที่หน้าประตู
ส่วนคนอื่นๆในห้องก็เริ่มลงมือปรุงยากัน สวีหลิงเหยียนแอบมองมู่เสวี่ยหลินด้วยความเป็ห่วง แต่เขาก็ไม่สามารถทำอันใดได้เนื่องจากท่านอากำลังมองมาทางเขา
แมวขาวหรือหนิงิเฉินนั้นแอบส่งข้อความเสียงถึงมู่เสวี่ยหลินโดยบอกนางว่าทำใจให้สงบ การสอบของอาจารย์สวีนั้นไม่เข้มงวดเท่าของอาจารย์หยาง ตราบใดที่นางสงบใจและตั้งใจทำก็สามารถผ่านได้
มู่เสวี่ยหลินที่ไม่เคยปรุงยามาก่อน “....”
เด็กสาวอยากบอกศิษย์พี่หกเหลือเกินว่านางทำไม่ได้ แต่ก็ต้องเงียบเพราะศิษย์พี่หกตัดการเชื่อมต่อไปแล้ว
มู่เสวี่ยหลิน “...”
เมื่อเริ่มต้นปรุงยาแล้วค่ายกลใต้เตาก็สว่างขึ้น เตาที่แต่เดิมอยู่ใกล้กันก็ถูกขยับออกห่างและแสงส่องออกมาใต้เตาจนกลายเป็พื้นที่วงกลม นี่หมายความว่าการสอบได้เริ่มขึ้นแล้ว
มู่เสวี่ยหลินที่พึ่งอ่านวิชาปรุงยาขั้นต้นมาเมื่อเช้านี้ ก็ต้องมาลงมือปฏิบัติจริงๆภายใต้สถานการณ์บังคับอย่างการสอบ
“เอาน่าเ้าทำได้ สู้ๆ” มู่เสวี่ยหลินให้กำลังใจตนเองก่อนจากนั้นก็ทบทวนขั้นตอนการปรุงยาในหัว
ยาที่จะหลอมในครั้งนี้คือยาระดับเก้า ยาไร้รักซึ่งก็คือยาที่มีไว้ใช้เพื่อตัดความรักสำหรับผู้บำเพ็ญวิถีไร้รัก สมุนไพรที่ต้องใช้มีทั้งหมดสองร้อยชนิด ซึ่งในบรรดานั้นหญ้าไร้รักถือได้ว่าเป็สมุนไพรที่สำคัญที่สุด
มู่เสวี่ยหลินแยกแยะสมุนไพรก่อน จากนั้นก็ค่อยจุดไฟใต้เตาปรุงยา นางทำไปทีละขั้นอย่างใจเย็น แม้ว่าจะมีโอกาสทั้งหมดสิบครั้งแต่ใครบ้างเล่าจะไม่อยากทำสำเร็จในครั้งเดียว
เป้าหมายของมู่เสวี่ยหลินคือสำเร็จภายในรอบเดียว ในเมื่อนางไม่สามารถปฏิเสธการสอบได้งั้นก็มีแต่ต้องเอาท็อปของห้องมา เพื่อไม่ให้เสียชื่อของอัจฉริยะ นอกจากนี้ด้วยรากิญญาของนาง การปรุงยามันคงจะไม่ยากหรอกกระมัง?
เมื่อไฟติดแล้วมู่เสวี่ยหลินก็ค่อยๆเอาสมุนไพรลงเตาตามลำดับ ในระหว่างนั้นนางก็ใช้พลังปราณและพลังจิตควบคุมไฟในเตาไปด้วย สิ่งสำคัญสำหรับการปรุงยาที่ขาดไม่ได้เลยก็คือพลังจิตและพลังปราณ
ด้วยความที่สมุนไพรแต่ละชนิดใช้ระดับไฟในการหลอมไม่เหมือนกัน ดังนั้นนักปรุงยาจึงต้องใช้พลังจิตเพื่อควบคุมสมุนไพรในเตา และในระหว่างนั้นก็ต้องส่งพลังปราณเข้าไปในไฟให้ไฟลุกไหม้ตลอดเวลา
พลังของมู่เสวี่ยหลินนับได้เพียงพอสำหรับการปรุงยาระดับเก้าแล้ว เพียงแค่ว่านางไม่ค่อยคุ้นเคยกับการควบคุมพลังจิตมากนัก ดังนั้นนางจึงไม่เร่งรีบใส่ลงไปเหมือนเหล่าศิษย์พี่
ในระหว่างที่มู่เสวี่ยหลินพึ่งใส่สมุนไพรต้นที่สิบลงเตาก็มีดังตู้ม! ตามมาด้วยควันดำซึ่งไม่ต้องมองก็รู้มีคนทำเตาะเิ อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อนางมากนัก
เด็กสาวยังคงทำงานหนักต่อไป เมื่อเริ่มคุ้นเคยควบคุมพลังจิตแล้วนางก็เพิ่มความเร็วขึ้น ในระหว่างนี้ยังคงมีเสียงเตาะเิมาเป็ระยะๆ แต่ทว่าเตาของมู่เสวี่ยหลินยังคงนิ่งเงียบ
นางเข้าสู่สภาวะไร้ตัวตนทุกสิ่งรอบกายล้วนแต่ว่างเปล่า สิ่งเดียวที่นางเห็นนั้นมีเพียงแสงสีเขียวอันงดงามเฉกเช่นเดียวกับดวงตาของนาง มู่เสวี่ยหลินค่อยๆรวบรวมแสงพวกนั้นเข้าด้วยกัน นางเองก็ไม่เข้าใจว่าจะทำไปทำไมแต่มีเสียงหนึ่งบอกว่าพวกนี้เป็สิ่งที่ดี
มู่เสวี่ยหลินเก็บลูกบอลแสงไปเรื่อยๆ จากตอนแรกที่มีเพียงสีเดียวก็เพิ่มขึ้นที่ละสีๆ จนกระทั่งมีทั้งหมดเจ็ดสีลูกบอลแสงเ่าั้ถูกนำมาปั้นเป็ก้อนกลมๆ คล้ายกับลูกบอล
บอลแสงสีรุ้งที่งดงามทำให้มู่เสวี่ยหลินมองมันด้วยความประหลาดใจ แท้จริงแล้วสีพวกนี้ก็คือสมุนไพรในเตาปรุงยา เมื่อนางหลอมรวมมันเข้าด้วยกันยาเม็ดของนางก็เสร็จสมบูรณ์
กลิ่นหอมของยาลอยฟุ้งออกจากเตา เป็สัญญาณบ่งบอกว่ายาปรุงสำเร็จแล้วอย่างไรก็ตามนี่มันพึ่งจะเริ่มต้นขึ้น เหนืออาคารขึ้นไปเมฆฝนกำลังก่อตัวขึ้นตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องที่ทำให้ผู้คนอดหวาดกลัวไม่ได้
การกำเนิดของโอสถระดับเก้าจะต้องเผชิญกับทัณฑ์์ ซึ่งมู่เสวี่ยหลินไม่รู้เื่นี้ เนื่องจากนางเป็เพียงมือใหม่ในความทรงจำของร่างเดิมเองก็ไม่มีเื่นี้
“พวกเ้าหยุดมือก่อน เ้าแปดไปช่วยนางว่างค่ายกล ส่วนเ้าหกไปเตรียมโอสถมายิ่งมากยิ่งดีและเ้าห้าเอาไข่มุกสายฟ้าไปให้นาง”
“ขอรับ(ประสานเสียง)”
อาจารย์สวีมองมู่เสวี่ยหลินที่ยังคงจมอยู่ในสมาธิด้วยแววตาเป็ประกาย เขานึกในใจนางช่างสมกับที่เป็สายเืของเผ่านั้นจริงๆ เหตุผลที่เขาไม่ยอมให้มู่เสวี่ยหลินออกจากการสอบก็เพราะว่าเขา้าดูว่ามู่เสวี่ยหลินจะได้รับมรดกจากเผ่าตัวเองมามากแค่ไหน
และตอนนี้การเดิมพันของเขานั้นถูกต้อง เพราะมู่เสวี่ยหลินไม่ทำให้เขาผิดหวังจริงๆ อัจฉริยะที่สามารถปรุงยาระดับเก้าได้ภายในครั้งแรกของการเริ่มต้นปรุงยานั้นช่างเป็สัตว์ประหลาดที่น่ากลัวยิ่งนัก เกรงว่าแม้แต่าาของเผ่าภูตก็ทำเช่นนางไม่ได้
อาจารย์สวีรู้สึกมีความสุขเป็อย่างมากเมื่อคิดว่าอัจฉริยะคนนี้เป็ของพวกเขาเอง ดังนั้นเพื่อให้ความสามารถของนางสูญเปล่าเขาจึงตัดสินใจแล้วว่าจากนี้ไปจะทุมเทสอนนางให้มากกว่านี้
ในยามนี้มู่เสวี่ยหลินยังไม่รู้ตัวว่าในอนาคตอันใกล้นี้นางจะถูกเหล่าอาจารย์ดูแล(ทรมาน)เป็อย่างดี ตอนนี้กำลังเตรียมตัวเผชิญหน้ากับทัณฑ์โอสถอยู่
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมาทำให้หลังคาแตกกระจาย แต่ทว่ามันยังไม่จบสายฟ้าเส้นแรกผ่านไปแล้ว สายฟ้าเส้นที่สองก็ตามมาคราวนี้มันฟาดลงบนค่ายกลเข้าอย่างจัง เปรี้ยง! ค่ายกลสั่นไหวครู่นึงก่อนจะกลับมานิ่งอีกครั้ง
กลิ่นหอมในเตายิ่งรุนแรงมากขึ้น เมื่อสายฟ้าเส้นที่สามลงมาเม็ดยาก็เผยโฉมออกมา ลวดลายเมฆาบนโอสถและแสงสีเจ็ดสีที่ล้อมรอบเม็ดโอสถเป็ประกายงดงามราวกับดวงดาว
อาจารย์สวีจ้องมองโอสถสิบเม็ดบนอากาศด้วยความตกตะลึง ภายในใจของเขากำลังร่ำร้องออกมาด้วยความยินดี ในเวลานี้เขาไม่สนใจอีกแล้วว่ามู่เสวี่ยหลินจะมีสายเืของเผ่าอะไร เขาคิดเพียงแค่ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องปกป้องนางเอาไว้
ทัณฑ์โอสถยังคงดำเนินต่อไป เมื่อสายฟ้าเส้นที่เจ็ดลงมา ค่ายกลก็แตกสะลายและในตอนนั้นเองที่สวีหลิงเหยียนโยนไข่มุกสายฟ้าออกไป ทัณฑ์โอสถที่เหลือถูกไข่มุกดูดกลืนลงไปจนหมดสิ้น
เมื่อ์เห็นว่าพวกมันไม่สามารถทำอันใดได้แล้วก็สลายไป โอสถทั้งสิบเม็ดตกลงมาสู่มือของมู่เสวี่ยหลิน นางเก็บโอสถลงขวดหยกแล้วนำไปให้อาจารย์สวี
“ท่านอาจารย์เชิญตรวจสอบ”
“โอสถไร้รักคุณภาพสูงสุดสิบเม็ด ผ่าน”
เด็กสาวที่ได้ยินว่าตนเองผ่านแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางไม่สนใจว่าอาจารย์สวีจะเอาโอสถไปทำอะไรเพราะในตอนนี้นางต้องเอาของไปคืนศิษย์พี่ก่อน
“ศิษย์พี่ห้าขอบคุณสำหรับไข่มุกเ้าค่ะ”
“อื้ม”
สวีหลิงเหยียนรับไข่มุกมาเก็บไว้แล้วมองนางด้วยสายตาซับซ้อน ดูเหมือนศิษย์น้องเล็กของเขาคนนี้จะไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว พร์ปรุงยาของนางช่างสูงส่งจนแม้แต่เทพโอสถก็ยังเทียบไม่ติด นี่ขนาดเป็แค่ครั้งแรกนะถ้าหากว่านางฝึกฝนมากกว่านี้เล่า เกรงว่าถึงตอนนั้นแม้แต่เทพโอสถก็คงต้องเรียกนางว่าอาจารย์
เมื่อเห็นกระต่ายขาวไม่สิศิษย์พี่จ้องมองนางตาไม่กะพริบ มู่เสวี่ยหลินก็เริ่มทำตัวไม่ถูก เด็กสาวนึกในใจใบหน้าของมีอันใดติดอยู่หรือไม่
“ศิษย์พี่ห้า?”
“ศิษย์น้องต่อไปนี้ก็พยายามเข้าล่ะ” เ้าเฒ่าพวกนั้นคงไม่ปล่อยเ้าไป สวีหลิงเหยียนคิดในใจพร้อมกับจุดเทียนไว้อาลัยให้มู่เสวี่ยหลินเงียบๆ
“เ้าคะ?”
“ศิษย์น้องสู้ๆนะ” ว่าแล้วเขาก็ะโกลับไปเตาปรุงยาของตนเองแล้วเริ่มปรุงยาต่อ
“ศิษย์พี่หก ศิษย์พี่ห้าเป็อันใดไปหรือเ้าคะ?”
“ไม่มีอะไร”
หนิงิเฉินตอบเพียงเท่านี้ก็กลับไปปรุงยาของตนต่อ ชายหนุ่มคิดในใจเกรงว่าชีวิตในสำนักต่อจากนี้ของศิษย์น้องคงจะไม่ง่ายอีกต่อไปแล้ว เช่นเดียวกับสวีหลิงเหยียนเขาเองก็แอบจุดเทียนไว้อาลัยให้มู่เสวี่ยหลินอย่างเงียบๆ
“ศิษย์พี่แปด...”
“ศิษย์น้องสู้ๆนะ”
มู่เสวี่ยหลิน “...”
พวกศิษย์เป็อะไรกันไปหมดนะ ยามนี้เด็กสาวยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไร จนกระทั่งวันต่อมานางจึงได้เข้าใจ
“เ้าคงเหนื่อยแย่ละสิกลับไปพักก่อนเถอะ”
“เ้าค่ะ”
มู่เสวี่ยหลินกลับไปพักผ่อนตามที่อาจารย์สวีบอก ส่วนในใจก็ยังสับสนว่าเหตุใดเหล่าศิษย์พี่ถึงได้บอกให้นางสู้ๆ
......
เมื่อกลับมาถึงหอพัก มู่เสวี่ยหลินก็ไปแช่น้ำพุร้อนเพื่อคลายความเหนื่อยล้าก่อน จากนั้นก็กลับห้องเพื่อฝึกเขียนยันต์ ตอนนี้นางจำอักขระและพื้นฐานของแต่ละวิชาได้หมดแล้ว
ตำราเพียงไม่กี่เล่มที่เมื่อเทียบกับหนังสือสอบในชาติก่อนแล้วก็นับว่าน้อยมาก นางใช้เวลาคืนเดียวก็จำได้ขึ้นใจแล้ว ส่วนเคล็ดวิชานั้น..อะแฮ่มเอาไว้ก่อนนะ มู่เสวี่ยหลินรู้สึกหดหู่ไม่น้อยเมื่อนึกถึงเคล็ดวิชาสองอันที่นางได้มา
จะพูดยังไงดีล่ะ เคล็ดวิชาสุดยอดก็จริงแต่นางอยากเขียนยันต์มากกว่า เพราะยันต์ทำเงินได้ส่วนเคล็ดวิชามันเอาไว้ใช้ต่อสู้ ซึ่งดูไปแล้ววิชาของนางก็ไม่น่าไปสู้กับคนอื่นไว้ ดังนั้นมาเขียนยันต์กันเถอะไม่เพียงแต่ทำเงินได้แต่ยังใช้ต่อสู้ได้ด้วย
มู่เสวี่ยหลินเดินเข้าห้องไปเขียนยันต์ด้วยความฮึกเหิม แต่ทว่าในเวลาต่อมาก็เกิดเื่ขึ้น ตู้ม! บ้านพักของนางะเิเป็ชิ้นๆตามมาด้วยเปลวไฟที่ลุกไหม้
มู่เสวี่ยหลินผู้เป็ต้นเหตุกล่าวว่า: ...
แถม
สวีหลิงเหยียน: ศิษย์น้องเ้าไม่เป็อันใดนะ
มู่เสวี่ยหลิน: ศิษย์พี่ห้า...ข้า ข้า เผลอเผาบ้านตัวเองไปเสียแล้ว แงๆ
สวีหลิงเหยียน: ....
ศิษย์พี่คนอื่น: ศิษย์น้องสุดยอด//ยกนิ้วให้
มู่เสวี่ยหลิน: แงๆ ข้าไม่มีบ้านนอนแล้ว
ยัยน้องลูกอยู่ดีๆ ก็ะเิบ้านตัวเองซะแล้ว5555+
ตอนต้นโชว์ไปหนึ่งทีกับสกิลปรุงยาเวเวลเต็มที่เรียกฟ้าร้องมาจนศิษย์พี่ต้องวิ่งวุ่นหาของมาปกป้องน้อง ส่วนตอนท้ายก็555+