ตอนที่91 ความลับชาติทั้งเจ็ด
อย่างไรก็ตามนาตาชาต้องกรีดร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวดเนื่องจากสัมผัสเข้ากับความร้อนอันเหนือจินตนาการถูกถ่ายทอดทะลุทะลวงออกมาจากอนันต์นิรมิตตรงเข้าสู่ร่างกายทุกอณูด้วยอานุภาพทำลายล้างของสมบัติลับซึ่งถูกสร้างขึ้นมาจากหินอุกกาบาตในยุคสมัยราชวงศ์ถัง
นาตาชากรีดร้องเสียงดังระบายความเจ็บปวดอันได้รับจากอนันต์นิรมิตเธอรู้สึกร้อนสุดขั้วราวชั่วอึดใจ ต่อมารู้สึกเย็นยะเยือกสุดขั้วอีกหนึ่งอึดใจแล้วมีความเจ็บปวดแสนสาหัสเช่นนี้สลับไปมาพลางเค้นพลังจิตออกมาหวังทำลายสมบัติลับให้สิ้นซาก กระนั้นเธอรู้ดีว่าสมบัติดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์อันน่าหวาดหวั่นเพราะมีอานุภาพทรงพลังเหนือความคาดหมาย
อนึ่งอนันต์นิรมิตถูกสร้างขึ้นมาโดยช่างปริศนาซึ่งไม่เคยมีผู้คนพบเห็นตัวตนแท้จริงทว่าในยุคสมัยนั้นกลับมีครอบครัวคหบดีหนึ่งแห่งเมืองฉางอัน เมืองหลวงที่มีความเจริญรุ่งเรืองสุดขีดในสมัยราชวงศ์ถังครอบครัวดังกล่าวได้ครอบครองสมบัติลับชิ้นนี้อย่างเงียบ ๆ แล้วสร้างความมั่งคั่งสืบต่อกันมา
กระทั่งมีผู้พบเห็นชายคนหนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ในหลายรัชสมัยโดยมีหน้าตาไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมซึ่งพบหลักฐานได้จากภาพเขียนและภาพถ่ายในสมัยต่อมา ชายผู้ถูกกล่าวขานว่าเป็นมนุษย์อมตะเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวดังกล่าวสุดท้ายชายคนนั้นเปลี่ยนชื่อแซ่ไปมาจนกลายเป็นชื่อแซ่ในปัจจุบัน นั่นคือ “แซ่หวาง”แล้วสร้างตระกูลหวางให้มั่งคั่งก่อนหลีกเร้นหายไปจากโลกนี้
ทายาทสาวตระกูลหวางคล้ายได้ยินเสียงชายหนุ่มถามขึ้นมาแผ่วเบาขณะสติตนกำลังหลุดลอยไปเพราะฝืนเค้นพลังจิตออกมาใช้มากเกินตัวเขาถามเธอด้วยความประหลาดใจเพราะไม่คาดคิดว่าจะพบเข้ากับจิตวิญญาณอันแปลกประหลาดซึ่งเป็นหนึ่งในอริต้องห้ามเนื่องจากสามารถทำลายอนันต์นิรมิตจากนอกโลกได้ว่า
“เจ้าคือเจ้าหญิงเผ่าเงือกผู้มีน้ำตาทำลายหรือสร้างโลกได้ใช่ไหม เหตุใดถึงมาเกิดอยู่ในร่างมนุษย์ต่ำต้อยเยี่ยงนี้”
อดีตเจ้าหญิงเผ่าเงือกนั่นคือชาติกำเนิดเกิดใหม่ชาติแรกของนาตาชา เธอเงยหน้ายิ้มขมขื่นให้กับอากาศตรงหน้าขณะทอดตัวนอนยาวบนพื้นโดยมือขวาคว้าเอาบางสิ่งรูปทรงแปดเหลี่ยมซึ่งกำลังเปล่งประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าออกมามากขึ้นทุกวินาทีเธอตอบเสียงปริศนาไปตามจริงโดยไม่ได้รับรู้ความนัยแห่งคำถามนั้นสักนิดว่า
“เป็นเจ้าหญิงแล้วยังไงล่ะในที่สุดฉันก็ต้องตายอยู่ดี แล้วก็ต้องเกิดใหม่อีกหลายชาติภพสู้ขอจบที่ชาตินี้ดีกว่า อย่าให้ฉันต้องเกิดใหม่อีกเลย แค่นี้พอแล้วฉันเจ็บปวดพอแล้ว พอเสียที ฮือ ๆ”
นาตาชากลั่นน้ำตาร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวดระคนขมขื่นต่อโชคชะตาอันไม่สมหวังของตนไม่ว่าจะเป็นชาติที่หนึ่งของการเกิดใหม่เป็นเจ้าหญิงเงือกซึ่งสวรรค์ลิขิตให้เป็นสัญลักษณ์ของพิภพมหาสมุทรโดยไม่สามารถแต่งงานหรือมีความรักได้ส่วนชาติที่สองเธอเกิดใหม่เป็นถึงธิดามหาเสนาบดีในยุคสมัยราชวงศ์ถังกระนั้นก็ต้องเสียชีวิตด้วยเงื้อมมือของน้องสาวต่างมารดาเพราะหลงรักผู้ชายคนเดียวกันซ้ำร้ายในชาติที่สามเธอเกิดใหม่เป็นเจ้าหญิงผู้อาภัพแห่งประเทศจอร์แดน ด้วยแม่เป็นเพียงหญิงสามัญชนผู้ต่ำต้อยแล้วให้กำเนิดบุตรสาวออกมาขณะราชวงศ์แห่งจอร์แดนมอบตำแหน่งเจ้าหญิงให้กับเธออย่างไม่เต็มใจ ทว่าสุดท้ายก็ต้องผิดหวังเพราะถูกมิเรย์เพื่อนเคยสนิทสั่งให้คนกำจัดขวากหนามหัวใจเนื่องจากตกหลุมรักผู้ชายคนเดียวกัน
ครั้นเกิดใหม่ในชาติที่สี่เธอเป็นถึงนักวิทยาศาสตร์ผู้เก่งกาจแห่งองค์การนาซาทว่าเธอก็ต้องถูกเพื่อนร่วมงานกำจัดด้วยการจับตัวไปมัดไว้กับฐานปล่อยจรวดจนถูกไฟแผดเผาเสียชีวิตไม่เหลือซากความเจ็บปวดของเธอยังไม่จบสิ้นเมื่อเกิดใหม่ในชาติที่ห้าเป็นถึงแชมป์เชฟกะทะทองจากประเทศไทยชีวิตอันน่าเศร้าของเธอวนกลับมาอีกครั้งเพราะถูกเพื่อนรักทรยศแย่งชิงความรักไป แล้วยังส่งคนตามสังหารจนตายตาไม่หลับพอเกิดใหม่ในชาติที่หกโชคดีได้เป็นถึงวิศวกรหญิงผู้เก่งกาจในรัฐบาลอิสราเอล ทว่าความเก่งเหนือคนอื่นกลับกลายเป็นภัยนำสู่ตัวสุดท้ายก็เสียชีวิตขณะทำงานอยู่ในไซต์งานโดยรุ่นพี่คนสนิทอย่างอดัมไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันเวลา
สุดท้ายเมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในชาติที่เจ็ดเธอพบว่าตัวเองมีอายุเพียงห้าขวบและกำลังถูกพาไปยังสถานที่อันไม่คุ้นเคยซึ่งแวดล้อมไปด้วยภูเขาและมีชายทะเลอยู่เล็กน้อยเธอถูกฝึกอย่างหนักหน่วงทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำเพื่อกลายเป็นสายลับหรือนักฆ่าขององค์กรกระนั้นด้วยมีบางสิ่งอยู่ภายในดวงจิตวิญญาณซึ่งทำให้เธอสามารถฝึกทักษะด้านพลังจิตได้โดดเด่นเหนือเพื่อนคนอื่นด้วยเพราะเก่งเกินไปทั้งที่มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ที่สุดจึงถูกเพื่อนร่วมองค์กรวางแผนลอบสังหารทิ้ง
เมื่อหยาดน้ำตาของนาตาชาก่อตัวรวมเป็นหยดน้ำขนาดใหญ่ขณะเธอกำลังรำพึงรำพันถึงอดีตชาติทั้งหมดที่ผ่านมา ด้วยดวงจิตแห่งเจ้าหญิงเงือกผู้ได้รับพรจากสวรรค์น้ำตาของเธอในครั้งนี้ไม่เหมือนน้ำตาทั่วไปเพราะมันถูกกลั่นออกมาทำลายบางสิ่งซึ่งเป็นภัยต่อสวรรค์โดยตรง
อนันต์นิรมิตกรีดร้องหวาดกลัวออกมาทันใดทว่าไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงกรีดร้องอันดังก้องอยู่นอกโลก เหตุเพราะน้ำตานาตาชาในเวลานี้หรืออีกนัยหนึ่งคือน้ำตาของเจ้าหญิงเงือกสามารถทำลายตัวมันให้สูญสิ้นไปได้ตลอดกาลนั่นเอง
“อย่า!หยุดเดี๋ยวนี้! หยุดร้องไห้! อย่าร้อง! หยุดซิ่! หยุด!!!”
อดีตเจ้าหญิงเงือกไม่ได้ยินเสียงร้องอ้อนวอนจากอนันต์นิรมิตอีกเลยเพราะเธอเค้นพลังกายและพลังจิตออกมาจนหมดตัวสุดท้ายพลังจากทุกสรรพสิ่งทุกทิศทางได้ก่อตัวเป็นหยดน้ำแห่งชีวิต ครานี้ถูกกลั่นออกมาเพื่อทำลายสมบัติลับแห่งตระกูลหวางหรือสมบัติแห่งจักรวาลให้สิ้นซาก
หยดน้ำแห่งชีวิตหลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นมวลน้ำขนาดใหญ่เท่ากำปั้นมันลอยอย่างเชื่องช้าใจเย็น ขณะบรรยากาศรอบตัวคล้ายถูกหยุดเวลาไว้ กระทั่งลอยมาหยุดอยู่เหนืออนันต์นิรมิตที่มีลักษณะเป็นโลหะทรงแปดเหลี่ยมสีฟ้าอ่อนหยดน้ำตรงเข้าโอบล้อมไว้อย่างอ่อนโยนแล้วแทรกซึมเข้าไปในสมบัติดังกล่าวทุกอณู อนันต์นิรมิตพยายามดิ้นขัดขืนสุดแรงเกิดกระนั้นมันไม่สามารถต้านทานพลังลึกลับแห่งจักรวาลได้จนถึงวาระสุดท้ายของมัน
กระทั่งหยดน้ำแห่งชีวิตแทรกซึมเข้าไปในอนันต์นิรมิตได้ทุกอณูในเวลาเพียงชั่วพริบตาฉับพลันเกิดแสงสีฟ้าเจิดจ้าในตำแหน่งที่อยู่ของนาตาชา เวลาทั้งหมดของโลกคล้ายหยุดนิ่งชั่วขณะก่อนวัตถุจากนอกโลกรูปทรงแปดเหลี่ยมจะค่อย ๆ สูญสลายกลายเป็นละอองสีขาวหายไปในอากาศ
วินาทีถัดมาสภาพแวดล้อมทั้งหมดภายในโลกกลับคืนสู่สภาพเดิมท่ามกลางความงุนงงของใครหลายคนที่มีพลังแกร่งกล้าเหนือมนุษย์ทั่วไป โดยเฉพาะชายชราคนหนึ่งกำลังยืนจ้องมองท้องฟ้าเหนือทะเลจากมุมหนึ่งของโลก
“สุดท้ายข้าก็ครอบครองมันไม่ได้แต่ยังดีที่ไม่มีใครครอบครองมันได้เหมือนกัน”
ชายชราในชุดเสื้อคลุมยาวกรอมเท้าสีดำทรุดนั่งคุกเข่าบนผืนทรายอย่างไร้เรี่ยวแรงเมื่อสัมผัสได้ถึงการสูญสลายของบางสิ่งเขาอุตส่าห์ตามหาสมบัติลับชิ้นสำคัญจากบันทึกของบรรพบุรุษมาเนิ่นนานสุดท้ายกลับพบว่าไม่สามารถครอบครองแล้วใช้มันช่วยให้ตนกลายเป็นเจ้าโลกได้กระนั้นเขารู้สึกโล่งอกอยู่บ้างเพราะไม่มีใครอื่นครอบครองมันได้เช่นกัน
ครู่หนึ่งมีชายหนุ่มรูปร่างกำยำผิวดำแดงวิ่งเข้ามาประคองชายชราจากผืนทรายขึ้นมาแล้วสอบถามด้วยความห่วงใยประดุจเป็นญาติใกล้ชิดกันว่า
“ท่านอาจารย์ครับท่านอาจารย์เป็นไงบ้าง ตกลงสมบัตินั่นมันยังอยู่ดีไหมครับ หรือว่าจะให้ผมตามไปช่วยคลาร่าอีกแรง”
ชายชราลุกขึ้นยืนจากความช่วยเหลือของศิษย์ผู้แข็งแกร่งพลางเงยหน้าทอดตามองทะเลอันเวิ้งว้างเบื้องหน้า แล้วส่ายหน้าพร้อมตอบลูกศิษย์รุ่นล่าสุดซึ่งมีความแข็งแกร่งเทียบเคียงได้กับศิษย์ผู้ที่ตนเคยภาคภูมิใจว่า
“ไม่ต้อง!สมบัตินั่นมันถูกทำลายไปแล้ว อย่าไปสนใจมันอีกเลย เจ้าไปพาน้อง ๆ ฝึกฝนกันต่อเถอะ”
ชายชรายิ้มขมขื่นด้วยความผิดหวังต่อความพยายามอันสูญเปล่าซึ่งอุตส่าห์เฝ้าสืบค้นข้อมูลมานานหลายปีทว่าสุดท้ายกลับคว้าน้ำเหลวอย่างคาดไม่ถึง ก่อนเตรียมหมุนตัวหันหลังกลับไปยังที่พักเพื่อทำใจต่อเหตุดังกล่าว
อย่างไรก็ตามชายชราอยู่ในช่วงเวลาเศร้าเสียใจและลดความระมัดระวังตัวลงเนื่องจากไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มผู้เป็นลูกศิษย์ซึ่งตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่อายุได้เพียงห้าขวบจะกล้าคิดร้ายกับตนในฉับพลัน
บอริสฉายแววตาเหี้ยมเกรียมแว่บหนึ่งเมื่อได้ยินคำตอบจากชายชราผู้เป็นทั้งพ่อและอาจารย์ในคนเดียวกันพอเห็นชายชราหมุนตัวเตรียมเดินกลับเข้าที่พักและลดความระมัดระวังตัวลง เขาเลื่อนมือสองข้างจากการประคอบไหล่แล้วจับบิดคอชายชราด้วยจังหวะอันรวดเร็วแม่นยำจนทำให้อาจารย์ไม่มีโอกาสเปล่งเสียงร้องออกมาสักคำ พลางพึมพำอย่างไม่เชื่อในคำตอบของผู้เป็นอาจารย์สักนิดว่า
“ข้าไม่เชื่อท่านหรอกท่านชอบโกหกข้า ชอบหลอกใช้ผู้ที่เรียกท่านว่าอาจารย์ ท่านสมควรตายเยี่ยงหมาแบบนี้ข้าจะไปตามหาสมบัตินั่นเอง แล้วข้าจะครอบครองโลกนี้ ข้าจะเป็นเจ้าโลก!ได้ยินไหมอาจารย์?! ข้าจะอยู่เหนือผู้คนทั้งโลก!”
บอริสชูแขนสองข้างแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามบ่ายพลางตะโกนแล้วหัวเราะเสียงดังก้องด้วยความสาแก่ใจ จากนั้นแบกศพชายชรานำไปทิ้งยังหุบเหวด้านหลังที่พักของอาจารย์เขาไม่คิดเสียเวลาจมปลักอยู่ในแหล่งกักกันแถบชายแดนระหว่างพม่าและจีนอีกต่อไป ทว่าเขาต้องการไปตามหาสมบัติลับเพื่อครอบครองแล้วกลายเป็นเจ้าโลกแทนด้วยคิดว่าอาจารย์อ่อนแอเกินไปและไม่สมควรเป็นเจ้าโลกแม้แต่น้อย
ช่วงเวลาอนันต์นิรมิตถูกทำลายนาตาชาฟุบหน้าตะแคงบนพื้นหมดสติทันใดขณะน้ำตาแห่งชีวิตซึ่งถูกกลั่นออกไปทำลายอนันต์นิรมิตหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกันคงเหลือไว้เพียงรอบกายอันเงียบสงัด
กระทั่งอาดริคนำร่างหลงปิงส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่พยาบาลเสร็จเรียบร้อยเขาและบอดี้การ์ดทั้งสามคนเร่งรุดกลับคืนมาหาเธออีกครั้ง พลันเห็นว่าเธอนอนฟุบหน้าหมดสติโดยไม่มีบาดแผลใดจากนั้นเขาเป็นคนอุ้มเธอไปทำการรักษายังโรงพยาบาลเดียวกับหลงปิงในเวลาไล่เลี่ยกัน
..........
ด้านสุสานตระกูลหวาง
บรรดาสมาชิกตระกูลโจวและตระกูลหานเดินทยอยเข้าไปในสุสานทีละคนเนื่องจากช่องทางเข้าคับแคบเกินไปทุกคนเดินลงบันไดดินปนหินซึ่งถูกสกัดให้กลายเป็นบันไดธรรมชาติอย่างระมัดระวังเหตุเพราะภายในสุสานมืดและอับชื้นเกินไปทั้งยังมีกลิ่นประหลาดซึ่งแต่ละคนต่างพูดแสดงความคิดเห็นด้วยความประหลาดใจว่า
“เอ๊ะ!ทำไมในสุสานถึงมีกลิ่นหอมแปลก ๆ แบบนี้ด้วย”
“จริงด้วย!มันน่าจะเหม็นอับหรือเหม็นเน่ามากกว่านะ”
“เฮ้!พวกเขาคงใช้สมุนไพรดับกลิ่นละมั้ง”
“รีบเข้าไปข้างในกันเถอะเดี๋ยวพวกนั้นก็พบสมบัติก่อนพวกเราหรอก”
“ชิชะ!ใครกันแน่จะพบสมบัติก่อนกัน”
ครั้นหานเทียนเล่อตัวแทนจากตระกูลหาน โจวหยุนหลงจากตระกูลโจว และบอดี้การ์ดของแต่ละกลุ่มเข้ามาภายในสุสานกันครบถ้วนต่างพากันได้กลิ่นประหลาดไม่แตกต่างกัน ทุกคนแยกย้ายเดินหาสถานที่เก็บซ่อนสมบัติลับตระกูลหวางในทันทีบางคนพยายามค้นหาเส้นทางไปต่อ ท่ามกลางโลงศพตั้งวางอยู่ภายในสุสานใต้ดินหลายโลง
สักพักหนึ่งแต่ละคนต่างรู้สึกวิงเวียนหายใจไม่ออกบอดี้การ์ดฝั่งตระกูลโจวคนหนึ่งทนไม่ไหวจึงผลุนผลันออกไปจากภายในสุสานก่อนเพื่อน แล้วมีบอดี้การ์ดคนอื่นวิ่งตามหลังออกไปโดยไม่มีใครสนใจคิดจะอยู่ช่วยเจ้านายค้นหาสมบัติลับอีก
เมื่อบอดี้การ์ดคนแรกโผล่พ้นเหนือสุสานกลับพบว่ามีทหารหลายคนในชุดป้องกันพิษพร้อมยกปืนเล็งมายังตำแหน่งทางเข้าสุสานเต็มไปหมดบอดี้การ์ดต่างยอมคุกเข่าใช้มือประสานเหนือท้ายทอยแสดงท่าทางยอมแพ้เพราะไม่สามารถต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ขณะร่างกายกำลังเกิดความผิดปกติอันได้รับพิษเข้าไปอย่างไม่ทันตั้งตัว