ซือเฟิงหลง ภาคทะยานสู่เซียนเจี้ย

    ตอนที่ 19 กระบี่อยู่ในกาย ตำราอยู่ที่ใจ รูปเป็นบัณฑิต ใจดุจกระเรียน (1)


    ตอนที่19 กระบี่อยู่ในกาย ตำราอยู่ที่ใจ รูปเป็นบัณฑิตใจดุจกระเรียน (1)

     

                มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในเมืองหยุนหนานในช่วงที่ผ่านมาเช่นข่าวที่ว่าปรมาจารย์คงอวิ๋นกลับมาแล้วข่าวนี้ย่อมสร้างความตื่นเต้นยินดีแก่ผู้ฝึกตนอย่างแน่นอนนานเพียงใดแล้วที่ผู้คนค้นหาเบาะแสของปรมาจารย์หลอมอาวุธผู้นี้แต่ก็หาไม่พบในที่สุดเขาก็ปรากฏตัวอีกครั้ง

            อีกข่าวหนึ่งที่โด่งดังไม่แพ้กันคือบุตรชายปรมาจารย์คงอวิ๋นต้องการจะไปสมัครเข้าเรียนที่สำนักศึกษาหลวงแต่เพราะความสามารถไม่เพียงพอ จึงเกิดการทดสอบขึ้นต่อหน้าสาธารณะชน เป็นเหตุให้คุณชายใหญ่เฉินเฉินเจียหลางเห็นความสามารถที่คนธรรมดามองไม่ออกจึงได้เชื้อเชิญให้เขาเข้าศึกษาที่สถานศึกษาม่ออู๋หยาแทน

            แต่สถานศึกษาม่ออู๋หยา เป็นสถานศึกษาพิเศษหากมีพรสวรรค์ในการฝึกตน ก็ยังสามารถกราบเซียนซือเป็นอาจารย์ได้อีกด้วยการเข้าเรียนที่นี่จึงเป็นความไฝ่ฝันของคนหนุ่มสาว ที่แม้ไร้พลังเซียนแต่หากเป็นศิษย์ม่ออู๋หยาก็ย่อมได้ซึมซับกลิ่นอายสวรรค์ เป็นดั่งศาลาใกล้น้ำ ที่ได้ยลแสงจันทร์ก่อนผู้ใด

            ด้วยเหตุนี้สถานศึกษาม่ออู๋หยาจึงไม่ได้รับศิษย์จำนวนมากนักการคัดเลือกเป็นไปตามกฎเกณฑ์เฉพาะของสถานศึกษาแต่ไม่ว่าเกณฑ์การคัดเลือกจะเป็นเช่นไรนักเรียนที่เข้าเรียนในสถานศึกษาแห่งนี้ล้วนเก่งกาจเป็นหงส์มังกรในหมู่ผู้คนจำนวนมาก ไม่ใช่ที่ที่ใครคิดอยากจะเข้าเรียนก็จะเข้าได้ตามใจนึกไม่ว่าจะมีเบื้องหลังยิ่งใหญ่เพียงใดก็ไม่อาจยิ่งใหญ่ไปกว่าบรรพจารย์ของสถานศึกษาผู้นั้นได้

            หลายคนจึงคิดว่าการวู่วามรับศิษย์ของเฉินเจียหลางนั้นอาจไม่ง่ายดายนักทางฝั่งโต๊ะพนันจึงได้เริ่มวางเดิมพันขันต่อกันแล้ว

            “ผู้คนต่างบอกกันว่าคุณชายน้อยพิณ หมากอักษร ภาพวาด ล้วนไร้สามารถ พอจะเขียนอักษรโย้เย้ออกมาได้เพียงตัวเดียวทางโต๊ะพนันจึงตั้งเดิมพันออกเป็น บุ๋น บู๊ ปราณ ตามหัวข้อการทดสอบของสถานศึกษาแต่ละหัวข้อ มีแต่คนแทงฝั่งแพ้ ตอนนี้อัตราเดิมพันอยู่ที่ แพ้ได้หนึ่งต่อสองชนะได้หนึ่งต่อแปดสิบแล้วขอรับ”

            ฉู่ป้าเฉียวฟังลูกศิษย์พูดจบก็โมโหเดือดดาล“เจ้าพวกตาไร้แวว คุณชายน้อยจะแพ้ได้อย่างไร เจ้าไปที่โต๊ะพนัน ลงเดิมพันว่าคุณชายจะชนะให้ข้าทุกหัวข้อ”

            เขาโยนถุงเงินหนักอึ้งให้ลูกศิษย์พ่นลมออกทางจมูกก่อนจะยิ้มชั่วร้าย “ข้าจะรอดูซิว่าใครจะหมดตัวบนโต๊ะเดิมพันครั้งนี้ ฮ่าๆๆ”

             

            บนเรือยันต์ที่กำลังแล่นฉิวไปบนอากาศ ซือเฟิงหลงยืนอยู่บนหัวเรือเคียงข้างเฉินเจียหลางดรุณหนุ่มดูสนอกสนใจต่อเรือยันต์ลำนี้ไม่น้อยตลอดการเดินทางกลับเอาแต่สำรวจตรวจสอบไม่หยุด ปากก็อุทานอย่างอัศจรรย์ใจ

            “หากไม่เห็นด้วยตาข้าคงไม่เชื่อว่าเรือลำนี้ก็คือกระดาษยันต์แผ่นหนึ่งนี่!คุณชายซือ เจ้าคงนั่งเรือลำนี้บ่อยสินะนี่มันน่าตื่นเต้นกว่าเรือเหาะของสถานศึกษาเสียอีก”

            ซือเฟิงหลงกลับทำหน้าคว่ำเขาเกิดมาเก้าปี ใช้ชีวิตลำบากมาเก้าหนาวกว่าจะรู้ว่าบิดาของตนเองคือปรมาจารย์หลอมอาวุธผู้เลื่องชื่อนามคงอวิ๋นก็คือเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง เรือยันต์เอย ยันต์ท่องลมเอ่ย ยันต์แจ้งข่าวเอ่ยเขาก็เพิ่งจะเคยสัมผัสเหมือนกัน แล้วจะให้บอกเล่าต่ออีกฝ่ายอย่างไรดี

            เฉินเจียหลางกลับไม่โง่เขามองเห็นสีหน้าของเด็กชายก็พอจะเดาได้แล้ว ดูจากการใช้ชีวิตของปรมาจารย์คงอวิ๋นเป็นไปได้มากว่าก่อนที่พวกเขาจะย้ายกลับมาที่หยุนหนานภรรยาและลูกชายคงจะไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาคือใคร

            “เอาน่า เจ้าไม่รู้ เมื่อสิบกว่าปีก่อนปรมาจารย์คงอวิ๋นมีชื่อเสียงมาก เป็นบุคคลยิ่งใหญ่ราวกับดวงตะวันกลางนภา อาวุธที่เขาหลอมล้วนเป็นที่หมายปองของผู้ฝึกตนแต่ชื่อเสียงดีงามย่อมตามมาด้วยเงาของภยันตรายไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมซื้อขายอย่างซื่อตรงยามที่ปรมาจารย์อยู่ตัวคนเดียวท่านสามารถต่อกรกับคนเหล่านั้นได้แต่เมื่อมีภรรยาและลูกแล้ว เป็นธรรมดาที่เขาเลือกละทิ้งชีวิตในอดีต การเปิดเผยฐานะดึงดูดผู้ฝึกตนให้เข้าใกล้คนในครอบครัวโดยเฉพาะภรรยาและลูกที่ไม่มีวิชาป้องกันตัว ย่อมง่ายที่จะถูกจับจุดอ่อนข้าย่อมเข้าใจในความลำบากใจของปรมาจารย์ดีดังนั้นข้าจึงไม่รู้สึกผิดหวังมากนักเมื่อปรมาจารย์เลื่อนเวลาในการหลอมกระบี่ของออกไปอีกหลายเดือน”

            ซือเฟิงหลงหันมามองดรุณหนุ่ม ถามว่า“ข้าได้ยินมาว่าการคัดเลือกศิษย์ของสถานศึกษาม่ออู๋หยาเข้มงวดมากแต่ท่านบอกว่าจะรับข้าเข้าเรียนก็จะรับเลยทั้งที่ยังไม่ได้ทดสอบข้าท่านเป็นเพียงบัณฑิตคนหนึ่งไม่ใช่หรือ มีอำนาจในการรับศิษย์ด้วยหรือ?นี่ดูจะไม่แตกต่างจากการใช้เส้นสายในวงการขุนนางเท่าใดนะ”

            เฉินเจียหลางหัวเราะรู้สึกว่าตนเองช่างมีสายตายอดเยี่ยมในการมองคนจริงๆ หากเป็นผู้อื่นแค่ถูกเลือกให้เข้ารับการคัดเลือกก็ดีใจจะแย่แล้วไม่มีใครสนใจหรอกว่าตนได้รับเลือกเพราะเหตุใด ขอเพียงได้รับโอกาสก็เพียงพอแล้ว

            “ข้าย่อมมีสายตาที่ไม่เหมือนคนทั่วไป วิชาบุ๋นจะมีได้ก็ต่อเมื่อได้เรียนรู้อ่านตำราจำนวนมากเจ้ายังไม่เคยเรียนย่อมมีความรู้ด้อยกว่าคนอื่นเป็นธรรมดา วิชาบู้จะมีได้ก็ต้องผ่านการฝึกฝนข้าสัมผัสได้ว่าเจ้าค่อนข้างจะแข็งแกร่งวิชาเซียนต้องมีรากวิญญาณที่สามารถดึงปราณฟ้าดินมาใช้งานได้ เจ้าเริ่มมีมันแล้วคุณสมบัติพื้นฐานสามข้อ ไม่มีข้อใดขาดไปแม้แต่น้อยเช่นนี้แล้วจะเรียกว่าเป็นผู้ไร้สามารถได้อย่างไร คนที่ยังไม่เคยได้รับการสั่งสอนในสถานศึกษามาก่อนกลับมาสามารถประดิษฐ์อักษรเช่นนั้นออกมาได้ ไม่ใช่บุคคลสามัญหรอกนะเจ้าอย่าดูถูกตนเองจนเกินไป จะทำให้คนอื่นหมั่นไส้เจ้าเอาได้”

            ซือเฟิงหลงเบิกตากว้างมองบัณฑิตหนุ่มตรงหน้าอย่างตกตะลึง ไม่ใช่เพราะเขาพูดถูกทุกอย่างแต่เพราะเกณฑ์การคัดเลือกของสถานศึกษาม่ออู๋หยาช่างต่ำเตี้ยยิ่งนักขอเพียงมีคุณสมบัติ ไม่จำเป็นต้องเก่งกาจก็มีโอกาสเข้าเรียนได้แล้ว?

            เฮ้อ!ถูกท่านพ่อหลอกอีกแล้วกระมังเอาแต่กำชับว่าหากสอบไม่ผ่านก็แค่กลับบ้าน ไม่ต้องรีบร้อนประสบความสำเร็จบ้างละ

            เด็กชายมองบัณฑิตหนุ่มเอ่ยอย่างเข้าอกเข้าใจผู้อื่นว่า “ท่านไม่ต้องห่วง กระบี่ของท่านอาไป่หรงเสร็จเมื่อใดกระบี่ของท่านย่อมตามมา ขงจื้อกล่าวไว้ไม่ใช่หรือว่า บัณฑิตรู้คุณธรรมคนต่ำรู้ผลประโยชน์ ท่านเป็นบัณฑิตผู้เที่ยงตรงข้าหวังว่าท่านจะไม่ให้ผลประโยชน์มาบดบังความถูกต้อง อีกอย่าง...ข้าไม่ใช่คุณชายอะไรท่านเรียกชื่อข้าเฉยๆ ก็ได้”

            เฉินเจียหลางยิ้มค้างกำลังจะแก้ต่างให้ตนเอง ซือเฟิงหลงก็หันไปตื่นเต้นกับภาพตรงหน้าแล้ว

            ยามนี้เรือยันต์ได้พาทั้งคู่มาถึงชายขอบของภูเขาตงซานฉีแล้วยอดเขาหลักสูงตระหง่านราวกับเสาค้ำฟ้า มีเขาบริวารล้อมรอบราวกับค่ายกลกักดาราน้ำตกจากเขาสูงทิ้งตัวลงสู่ทะเลสาบกลางหุบเขา เหนือป่าใหญ่คือหมู่เมฆลอยต่ำมีนกกระเรียนโบยบินประหนึ่งแดนเซียน

            เรือยันต์หยุดนิ่งลอยค้างยู่บนอากาศทำให้มองเห็นทิวทัศน์ตระการตาได้กว้างไกล ยามนั้นเสียงของเฉินเจียหลางก็ดังขึ้น

            “ถึงแล้ว...ที่นี่คือสถานศึกษาม่ออู๋หยาแห่งเขาตงซานฉี”

            ซือเฟิงหลงมองภาพตรงหน้าตาเป็นประกายทัศนียภาพที่เห็นนั้นงดงาม ไม่ขาดกลิ่นอายสูงส่งลี้ลับตระการตาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดสถานศึกษาแห่งนี้จึงเป็นความไฝ่ฝันของทุกคน

            เฉินเจียหลางบังคับเรือยันต์ร่อนลงที่เชิงเขาหลังเก็บเรือยันต์แล้วจึงส่งคืนให้ซือเฟิงหลงด้วยท่าทางอิดออด

            ซือเฟิงหลงเห็นท่าทางของเขาแล้วจึงเอ่ยอย่างใจกว้าง“ท่านจะเก็บไว้ก็ได้ ถึงอย่างไรตอนนี้ข้าก็ยังใช้งานไม่ได้พลังปราณของข้าไม่เพียงพอให้บังคับมันเดินทางระยะไกลเมื่อระดับขั้นของข้าสูงขึ้นสิ่งที่ข้าอยากขี่ก็ไม่เรือยันต์แล้ว แต่เป็นกระบี่”

            เฉินเจียหลางอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะพลางกล่าวอย่างเบิกบานว่า “เช่นนั้นข้าขอรับไว้แล้วแน่นอนว่าข้าจะไม่รับของผู้อื่นมาโดยไม่ตอบแทนกลับคืนถือว่าข้าติดค้างเจ้าเรื่องหนึ่งก็แล้วกัน”

            ซือเฟิงหลงพยักหน้า ทั้งคู่ค่อยๆเดินขึ้นเขาไปอย่างช้าๆ เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็มีหมอกขาวกลุ่มหนึ่งฟุ้งกระจายขึ้นมาจากความว่างเปล่าเฉินเจียหลางรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงยื่นมือออกไปหวังจะคว้าตัวซือเฟิงหลงไว้แล้วพาถอยกลับแต่เขากลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า

            “ซือเฟิงหลง!”

            เขาร้องเรียกด้วยความตกใจก่อนจะรีบโคจรลมปราณตรวจสอบรอบกาย ก็สัมผัสถึงตัวเด็กชายไม่ได้แม้แต่น้อยในใจพลันตื่นตระหนก เตรียมจะสงสัญญาณขอความช่วยเหลื่อ เสียงพูดของคนผู้หนึ่งพลันดังขึ้น

            “อย่าตื่นเต้นไปเจ้าไม่ได้ถูกศัตรูที่ไหนโจมตีเสียหน่อย ที่นี่คืออาณาเขตของสถานศึกษา ผู้ใดจะกล้า!”

            “เจี่ยงฉง!” เฉินเจียหลางพูดรอดไรฟัน จ้องอีกฝ่ายด้วยดวงตาเย็นเยียบ

            เขาเคยถูกคนผู้นี้ยั่วโทสะมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่มีครั้งใด ที่รู้สึกโมโหจนอยากตัดสินแพ้ชนะกับอีกฝ่ายให้รู้ดีชั่วเท่านี้มาก่อน

            เจี่ยงฉงจุ๊ปาก ตาเป็นประกาย “ดียิ่งนัก! ข้ากับเจ้าประลองกันหลายครั้ง ไม่มีครั้งใดที่เจ้าจะมีจิตสังหารเช่นนี้หากไม่ใช่เพราะวันนี้คือการทดสอบศิษย์ใหม่ ข้าคงขอประลองกับเจ้าไปแล้ว”

            เฉินเจียหลางหรี่ตาถาม “หมายความอย่างไร?”

            เจี่ยงฉงกอดอกเชิดหน้ากล่าวอย่างดูแคลน“เจ้าคิดว่าข้าเป็นหลิ่วเอ้อร์หรงคนที่สองหรือไรหลังจากการแข่งประดิษฐ์อักษรวันนั้น ข้าเองก็ประทับใจในตัวเด็กคนนั้นไม่น้อยจึงกลับมาที่สถานศึกษาโม้เรื่องเขาไว้มากทีเดียวหวังว่าอาจารย์ของข้าจะอยากรับเขาเป็นศิษย์ ตัดหน้าเจ้าอย่างไรล่ะ”

            จู่ๆจิตสังหารของเฉินเจียหลางก็พุ่งทยาน ทำให้ลมที่พัดเฉื่อยรอบกายคมราวกับใบมีดน่ากลัวยิ่งกว่าเมื่อครู่นี้เสียอีก

            เจี่ยงฉงรับรู้ได้ในทันทีเขาเลิกคิ้วหันมาพูดกลั้วหัวเราะ “เจ้าจะโทษข้าไม่ได้หรอกนะต้องโทษที่อาจารย์ใหญ่ดันมาได้ยินคำพูดของข้าพอดี ทำให้มีการประชุมปรมาจารย์ยอดเขาถึงได้เกิดการทดสอบครั้งนี้ขึ้น ในหมอกนี้ก็คือค่ายกลของปรมาจารย์เหลยต่อให้อยากช่วยก็จนใจที่ไม่อาจบุกฝ่าเข้าไปได้”

            เฉินเจียหลางมองหมอกขาวหนาทึบด้วยสีหน้าซับซ้อนความตั้งใจของเขาคือ พาซือเฟิงหลงมาพบอาจารย์ของตน ให้ท่านทดสอบด้วยตัวเองด้วยศักยภาพซ่อนเร้นของเด็กคนนั้น อาจารย์จะต้องรับเขาเป็นศิษย์อย่างแน่นอน

            ยามนี้กลับกลายเป็นว่าเขาต้องถูกอาจารย์ใหญ่ทดสอบซ้ำยังเป็นการทดสอบโดยปรมาจารย์หลายท่านอีกด้วย

            “เหตุใดเจ้าถึงได้ปากมากเช่นนี้เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าเขาเป็นเพียงเด็กอายุเก้าขวบคนหนึ่งที่ยังไม่เคยเรียนสี่ศิลป์[1]อย่างแท้จริงได้อ่านตำรามาเพียงไม่กี่เล่มเท่านั้น หากอาจารย์ทั้งหลายทดสอบเขาด้วยหัวข้อยากๆจะทำเช่นไร”

            เจี่ยงฉงปัดปลายนิ้วที่ชี้ปลายจมูกลงก่อนจะพูดอย่างสง่าผ่าเผย“ข้าโม้เรื่องของเขาไว้มากก็จริง แต่ก็ไม่ได้เติมกิ่งเติมใบ[2]แม้แต่น้อยสิ่งที่เขาทำไม่ได้ข้าได้บอกออกไปทั้งหมด การทดสอบนี้ย่อมจะไม่ทดสอบในสิ่งที่เขาทำไม่เป็นอย่างแน่นอนเจ้าอยู่เฉยๆ รอชมไปเงียบๆ เสียเถอะ ข้าจะขึ้นไปดูการทดสอบบนยอดเขาก่อนละ”

    พูดจบเจี่ยงฉงก็ทะยานลมจากไปเฉินเจียหลางสะบัดชายแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด ก่อนจะรีบตามไป



    [1] ศิลปะทั้งสี่ที่บัณฑิตจีนโบราณต้องศึกษา มีพิณ หมาก อักษร ภาพวาด

    [2] เติมกิ่ง เติมใบ เปรียบกับการต่อเติมเสริมเรื่องจนเกินจริงคล้ายสำนวนไทยที่ว่า ใส่สีตีไข่