บทที่ สามสิบหก
บุรุษที่โดดเด่น
เสียงดนตรีพิณจากมุมศาลากลางสวนดังคลอเบาเสียงหัวเราะพูดคุยประสานกับกลิ่นดอกเก๊กฮวยที่โปรยลมมางานเลี้ยงถูกจัดอย่างโอ่อ่ากลางสวนและริมระเบียงที่ทอดยาวหลังจากที่เจ้าภาพแยกแขกออกตามฐานะและช่วงวัยขุนนางผู้ใหญ่และเหล่าฮูหยินพากันไปยังทิศตะวันออก ส่วนเหล่าคุณชายคุณหนูวัยหนุ่มสาวก็ถูกเชิญให้ไปยังทิศเหนือเพื่อสังสรรค์กันอย่างเป็นกันเองโดยมีสวนกลางเป็นพื้นที่คั่นไว้พอเหมาะ
ฟ่านหนิงเดินเคียงมากับน้องชายฟ่านเฉิง ยังไม่พ้นวัยเด็กหนุ่มผู้เอาแต่บ่นอุบตลอดทางว่าทำไมงานเลี้ยงใหญ่ที่ร่ำลือกันจึงกลับไม่มีเรื่องให้ตื่นตาตื่นใจสักนิดการแสดงก็ไม่มีให้ดู จนเมื่อเดินผ่านกลุ่มคุณชายวัยไล่เลี่ยฟ่านเฉิงเห็นเด็กชายอายุใกล้กันกำลังหัวเราะเฮฮา จึงร้องบอกพี่สาวอย่างดีใจ “พี่เหยาจู ข้าไปอยู่กับพวกนั้นได้หรือไม่”
ฟ่านหนิงเห็นแววตาตื่นเต้นของน้องชายก็ยิ้มบางถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า “ไปเถิด แต่อย่าเล่นอะไรแผลงๆจนเกินไปเล่า” เด็กหนุ่มผงกศีรษะรับอย่างรีบเร่ง จนแทบไม่ฟังถ้อยคำสอนแล้วรีบวิ่งไปเข้ากลุ่มทันที
เมื่อแยกออกมาเพียงลำพังฟ่านหนิงก็เริ่มสอดส่ายสายตาหาผู้ร่วมแสดงทั้งห้าคนของนางในคืนนี้ บทที่นางเตรียมเอาไว้ต้องการนักแสดงให้ครบหลังมองหาไม่นานก็พบว่าทุกคนมาพร้อมหน้าไม่ว่าจะเป็นถังหลันชิงผู้สวมชุดกระโปรงไหมสีฟ้าอ่อนหานอี้เหอที่ยังคงใบหน้าเคร่งขรึมในชุดคลุมยาวสีครามเข้ม หวงซูหรงในอาภรณ์ชมพูสดใสจงป๋อซานผู้มีท่าทีสุขุมในชุดสีน้ำตาลอ่อน และจ้าวจวิ้นหยางที่ดูโดดเด่นด้วยชุดคลุมยาวปักลายเมฆทอง
ฟ่านหนิงเห็นเช่นนั้นก็คลายใจเล็กน้อย ‘ดี! มาพร้อมหน้ากัน’นางจึงเดินตรงไปนั่งกับเหล่าเพื่อนคุณหนูจากสกุลใหญ่ตามเคยเวลาที่มางานเลี้ยงก่อนที่ก้าวจะถึงเก้าอี้ข้างหวงซูหรง นางก็นึกถึงคำรายงานของจางไป๋ซินที่แวบเข้ามาบอกว่าเฟิงซวนทำภารกิจลุล่วงแล้วผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นถูกส่งเข้าสู่รถม้าของคุณชายจงโดยแนบเนียนฉะนั้นนับแต่นี้หน้าที่ต่อไปก็ตกอยู่กับนางแล้วที่จะสร้างบุพเพนี้ได้หรือไม่
ขณะที่หวงซูหรงก็สังเกตเห็นฟ่านหนิงเดินเข้ามาก็รีบยิ้มสดใสกล่าวต้อนรับเสียงนุ่มเป็นมิตรเช่นทุกครั้ง “ทำไมเจ้ามาช้าวันนี้สวนด้านเหนือคึกคักนัก”
ฟ่านหนิงตอบรับด้วยรอยยิ้มพลางทรุดนั่งลงเคียงข้างก่อนจะร่วมฟังบทสนทนาของคุณหนูทั้งหลายประหนึ่งว่าทุกเรื่องน่าสนใจหากแต่ไม่ทันคาดคิดเรื่องราวที่ถูกหยิบยกกลับทำเอาฟ่านหนิงสะดุดหูคุณหนูผู้หนึ่งเล่าด้วยแววตาเป็นประกายว่า “ได้ยินมาว่าซื่อจื่อแห่งหลินฝูโหวกำลังจะเข้ารับตำแหน่งในสำนักผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วนะตอนนี้กำลังเตรียมตัวอยู่”
คุณหนูรองอวี่ได้ยินก็รีบเอ่ยอย่างตื่นเต้นตามนิสัยที่เป็นคนสดใสกระตือรือร้น“จริงหรือ ซื่อจื่อผู้นั้นหรือ!” พริบตาเดียวสายตาของหญิงสาวทั้งสี่ห้าคนที่นั่งจับกลุ่มอยู่กลุ่มเดียวกันยกเว้นฟ่านหนิงก็พากันเหลือบไปมองจ้าวจวิ้นหยางผู้กำลังนั่งสนทนาอยู่ไกลออกไปแววตาทั้งสี่เต็มไปด้วยความชื่นชม
เสียงหนึ่งดังต่อเนื่อง “มิน่าเล่า! ซื่อจื่อถึงได้มีสง่าราศีขึ้นกว่าเดิม แต่ก่อนก็ว่ารูปงามแล้ววันนี้ยิ่งงามสง่า” สตรีผู้นั้นเอ่ยอย่างเหม่อลอยคลายชวนฝัน
อีกเสียงก็เสริมด้วยความตื่นเต้น “นั้นสิ...สำนักผู้ตรวจการแผ่นดินเชียวนะขึ้นตรงกับฮ่องเต้ผู้เดียว จะเข้ารับตำแหน่งได้ต้องมีความสามารถจริงและได้รับความไว้วางใจสูงสุดไม่ใช่เพียงแค่มีบรรดาศักดิ์ก็ทำได้”น้ำเสียงหลุดลอยนั้นสะกิดโสตฟ่านหนิงอย่างจัง
ระหว่างที่สตรีทั้งหลายกำลังพร่ำเพ้อถึงความเก่งกาจของจ้าวจวิ้นหยางและความรูปงามเป็นหนึ่งจนมีคนหนึ่งเอ่ยอย่างใจกล้าว่าถ้าได้ออกเรือนไปกับบุรุษผู้นี้ก็ไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว
ฟ่านหนิงได้ยินดังนั้นกลับขมวดคิ้วแน่นใจพลันสั่นสะท้านไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่ตื่นเต้นกับเรื่องบุรุษองอาจหรือมีโทสะที่ได้ยินเรื่องน่ารำคาญแต่เพราะเรื่องนี้ไม่เป็นไปตามชาติก่อน!‘เหตุใดจ้าวจวิ้นหยางถึงได้เข้ารับตำแหน่งเร็วเช่นนี้’ นางคิดพลางเหลือบไปมองชายหนุ่มในชุดปักลายเมฆชั่วครู่อย่างขัดใจยิ่งคิดก็ยิ่งกังวล
หากเขาเปิดตัวพร้อมเกียรติยศสูงส่งเช่นนี้ต่อหน้าถังหลันชิงแล้วเล่านางเอกตัวจริงจะยิ่งถูกแสงรัศมีแห่งความสง่างามดึงดูดหรือไม่ แล้วทำให้ถังหลันชิงเปลี่ยนใจจากหานอี้เหอขึ้นมาที่พระรองแทนฟ่านหนิงจะทำอย่างไร ‘เส้นเรื่องพังทลายพอดี ความเออระเหยของท่านมาหมดอะไรตอนนี้!’
อาการหน้านิ่วคิ้วขมวดก็ฟ่านหนิงถูกหวงซูหรงที่นั่งข้างๆหันมาเห็นพอดี สีหน้าเครียดขรึมเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นหวงซูหรงจึงถามเสียงแผ่วเบา “เป็นอะไรหรือ? ทำไมดูหน้าตาขึงขังนัก”
ฟ่านหนิงถูกทักก็ออกจากความคิดรีบส่ายหน้า ตอบปัดเสียงเรียบ “เปล่า ข้าเพียงสงสัยว่าข่าวนี้จริงแท้เพียงใด”
หวงซูหรงเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนตอบ “ก็น่าจะแปดเก้าส่วนกระมังเรื่องนี้ได้ยินจากคุณหนูลู่ก็นับว่าน่าเชื่อถือ” จากนั้นนางยังหันถามกลับ“หรือว่าเจ้าสนใจขึ้นมาแล้ว?”
ฟ่านหนิงหัวเราะหึเบาๆ ส่ายหน้าแล้วกระซิบให้ได้ยินกันสองคน “ไม่ดีกว่า ข้าว่าเขายังไม่เอาไหนอยู่ดี รอดูไปก่อนดีกว่า” ถ้อยคำยังไม่ทันขาด ฟ่านหนิงก็เอียงหน้าเสริมต่อเสียงแผ่ว “แต่เวลานี้ก็ยังมีคุณชายอีกหลายคนที่ไม่ต้องรอดูอนาคต ดูอย่างคุณชายหานแม้จะเสียดายที่เขาลั่นวาจาไว้จนคนรู้ทั้งเมืองว่าจะไม่แต่งงานจนกว่าจะจับคนร้ายที่สังหารมารดาได้” คำปฏิญาณนี้ทำให้หานอี้เหอที่เข้าวัยควรแต่งภรรยาแล้วทั้งมีอนาคตการงานที่รุ่งเรืองถึงยังไม่แต่งงานจนทุกวันนี้
และด้วยคำพูดนั้น หวงซูหรงฟังแล้วจึงหันไปทางหานอี้เหอตามธรรมชาติเวลาที่กล่าวถึงเช่นที่ว่าเอ่ยถึงใครก็ชอบที่จะหันไปมองบุรุษสูงใหญ่ในชุดคลุมเข้มที่กำลังสนทนากับกลุ่มคุณชายอีกมุมหนึ่งสายตาหญิงสาวฉายความสงสารปนชื่นชม แต่ก่อนที่นางจะถอนสายตากลับพลันเหลือบไปเห็นจงป๋อซานที่นั่งเยื้องอยู่ไม่ไกลจากหานอี้เหอ
เพียงชั่วพริบตา ทั้งสองสบตากันหวงซูหรงตกใจเพราะไม่คาดคิดจึงรีบหลบตาทันที แต่แก้มกลับขึ้นสีแดงจางโดยไม่รู้ตัว
มีแต่ฟ่านหนิงที่เห็นอากัปกิริยานั้นแต่นางก็ไม่เอ่ยอันใดเพราะทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่นางตั้งใจให้เกิดขึ้นนางรู้ดีว่าจงป๋อซานลอบมองหวงซูหรงมาหลายครั้งแล้วผลคงมาจากผ้าเช็ดหน้าบุพเพฯที่จู่ๆ ลอยเข้ามาในรถม้าคุณชายจง ใบเช็ดหน้าที่สู้อุตสาห์แอบเก็บมาแล้วไปยื่นเข้าปากเสือให้เองจงป๋อซานก็น่าจะจำได้ว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเป็นของใคร
เพียงปล่อยให้เหตุการณ์เล็กๆ เหล่านี้ก่อความใกล้ชิดขึ้นย่อมกลายเป็นตามที่นางวางหมากไว้ในเร็ววัน
ส่วนหวงซูหรงเองไม่รู้เลยว่าตนตกอยู่ในสายตาของคุณชายผู้นั้นมาพักใหญ่ทั้งไม่รู้ว่าถูกจัดฉากโดยฟ่านหนิงนางจึงหันกลับมาซักถามฟ่านหนิงด้วยเสียงแผ่วคล้ายเกรงผู้อื่นได้ยิน “แล้วคุณชายจงเล่า ไม่เห็นมีใครพูดถึงบ้าง”
“อ้อ...” ฟ่านหนิงพยักหน้าตอบด้วยน้ำเสียงเรียบกระซิบกระซาบรู้กันสองคน“คุณชายจงหรือ ข้าก็ว่าเขาก็รูปงานนัก หรือจ้าว่าเขาไม่หล่อเหลาหรือ” นางเอ่ยต่อช่วยเพิ่มฟืนในกองไฟให้ลุกโชน “ว่าไป หน้าที่การงานก็ดี ตระกูลก็เก่าแก่ อืม...จงป๋อซานก็นับว่าพอใช้ได้” โชคดีที่เบื้องหลังจงป๋อซานมีสกุลที่ดีนางจึงพอสามารถหาเรื่องให้ยกยอได้ยิ่งรูปลักษณ์ที่เป็นคุณชายผู้ดียิ้มง่ายเจ้าคารมที่บุรุษคนนี้ใช้เป็นอาวุธร้ายย่ามใจสตรียิ่งต้องหยิบยกมาเสนอ
คำบอกเล่าของฟ่านหนิงที่แม้แต่จะใช้คำว่า ‘พอใช้ได้’กลับทำให้หัวใจหวงซูหรงเต้นระรัว เพราะนางรู้ดีว่าคุณหนูใหญ่ฟ่านผู้นี้ไม่เคยเอ่ยชมผู้ใดพร่ำเพรื่อหากพูดว่พอใช้ได้ย่อมหมายถึงมีคุณค่ามาก
หวงซูหรงจึงอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้งครานี้เองไม่คิดว่าจงป๋อซานจะพยักหน้าเบาๆ ตอบรับกลับมา ราวกับรับรู้ความคิดนางอย่างไรอย่างนั้นหญิงสาวพลันหน้าแดงเรื่อราวกับดอกท้อผลิบานยามเช้าแล้วหลบสายตา
บรรยากาศรอบข้างที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงดนตรีแต่หัวใจของหวงซูหรงกลับดังระรัวเสียยิ่งกว่ากลองใหญ่ในพิธีขณะที่ฟ่านหนิงเพียงแสร้งก้มลงจิบชา คลี่ยิ้มบางราวกับทุกอย่างเป็นเพียงเหตุบังเอิญทั้งที่แท้จริงนางล้วนเป็นผู้ชักใย ‘เลือกสามีก็ต้องเลือกให้ดีเจ้าเคยพูดเองไม่ใช่หรือ?’
หลังจากที่ฟ่านหนิงจัดการหมากแรกจนเป็นไปตามที่วางไว้นางก็มิได้ใจร้อน แต่รอคอยให้ฉากใหญ่ในค่ำคืนนี้เริ่มต้นขึ้นรอจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปพักใหญ่ แสงไฟตะเกียงน้ำมันก็ถูกจุดขึ้นทั่วเรือนสว่างไสวแข่งกับแสงจันทร์ที่ลอยเด่นเหนือศีรษะ บรรยากาศเย็นย่ำของงานเลี้ยงอาหารค่ำจึงได้เริ่มต้นขึ้นเจ้าภาพจัดให้เหล่าแขกทั้งหลายเคลื่อนเข้าสู่โถงด้านในที่ตระการตาด้วยผ้าแพรสีแดงทองห้อยระย้ากลิ่นอาหารชั้นเลิศลอยมาแตะจมูกชวนเรียกน้ำย่อยให้ผู้คนที่มาร่วมงาน
ฟ่านหนิงเดินจูงมือหวงซูหรงเคียงไปด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่ออกว่าแท้จริงคิดสิ่งใดนางจงใจชะลอฝีเท้าให้ทันท่วงทีกับที่จงป๋อซานกำลังเลี้ยวมาจากอีกทางสายตาของหวงซูหรงชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดสีน้ำตาลอ่อนของคุณชายตระกูลจงเดินเข้ามาใกล้ส่วนฟ่านหนิงกลับยกมุมปากบางขึ้น ราวกับผู้กำกับการแสดงที่มั่นใจในละครบทต่อไป
แต่ก่อนที่ทั้งหมดจะก้าวพ้นระเบียงไม้สลักไปยังโถงใหญ่กลับเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เบื้องหน้ามีผู้คนออกันแน่นจนไม่สามารถเดินต่อไปได้เสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นเพียงครู่เดียว ก่อนที่เสียงสตรีผู้หนึ่งจะร้องลั่นจนทุกสายตาต้องหันไปมอง
“นี่อะไร! เกิดอะไรขึ้นกับเหม่าอี้ของข้า!” เสียงโวยวายแหลมสูงทำให้ผู้คนที่กำลังหัวเราะสนทนาพากันชะงักบ้างก็ยกคิ้วด้วยความสงสัยบ้างก็มองหน้ากันอย่างงงงวยว่าใครกันที่สร้างเรื่องกลางงานเลี้ยงเช่นนี้
ทว่าฟ่านหนิงเพียงยกพัดในมือตบเบาๆ บนฝ่ามือนางรู้ว่าเวลานี้อากาศไม่ร้อนแล้ว แต่ที่พกมาเพราะกลัวจะหลุดสีหน้าอะไรออกไปจึงเตรียมมาเพื่อใช้พลางใบหน้าโดยเฉพาะ จากนั้นจึงหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาเย็นสงบแต่ในใจกลับนึก ‘ฉากหลักเปิดม่านแล้วสินะ’
เบื้องหน้าปรากฏร่างของคุณหนูสามเซียวหลานสาวคนเล็กของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลใหญ่เจ้าภาพงานนี้นางสวมชุดกระโปรงแพรสีเขียวอ่อนปักลายผีเสื้อ ดวงหน้างามแต่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาแขนทั้งสองอุ้มสุนัขพันธุ์เล็กขนฟูไว้แนบอก พลางร่ำไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน
“เหม่าอี้ไม่นะ เจ้าอย่าทิ้งข้าไปนะ!”เสียงคร่ำครวญแหลมแสบหูสะท้อนก้องกลางโถงระเบียง
ผู้คนรอบข้างที่ยังไม่เข้าใจต่างชะเง้อมองเห็นชัดว่าเจ้าสุนัขตัวโปรดของคุณหนูสามเซียวแน่นิ่งไร้การขยับ จึงพากันซุบซิบเบาๆว่าเหตุใดเรื่องเช่นนี้ถึงเกิดขึ้นได้ในงานเลี้ยงใหญ่
คุณหนูสามเซียวพลันชี้นิ้วไปยังสาวใช้ร่างผอมในชุดผ้าแพรสีอ่อนที่ยืนหน้าซีดอยู่ด้านข้างเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยโทสะ “เจ้า! เจ้าทำเหม่าอี้ของข้าเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรข้าเพิ่งฝากเจ้าให้พาเหม่าอี้ไปที่ห้องชั่วครู่พอกลับมาก็เซื่องซึมไม่ทันไรก็กลายเป็นศพเช่นนี้!”
สาวใช้คนนั้นหน้าถอดสีทันทีก่อนจะทรุดคุกเข่าลงกระแทกพื้นไม้เสียงดัง ก้มหน้ากระแทกศีรษะซ้ำๆ น้ำเสียงสั่นรัว“บ่าว... บ่าวไม่รู้จริงๆ เจ้าค่ะตอนพาเหม่าอี้ไปที่ห้องก็ยังดีอยู่ทุกประการพอกลับไปรับตัวอีกครั้งก็เห็นนอนซึมเสียแล้วเจ้าค่ะ บ่าวไม่รู้เลยจริงๆ!”
เสียงขอความเมตตานั้นไม่ได้ทำให้คุณหนูสามเซียวคลายโทสะดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยน้ำตาและความคั่งแค้น นางกรีดร้องสั่งการทันที “คนผู้นี้ทำให้เหม่าอี้ของข้าตาย นำตัวไปโบยเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้นเหล่าบ่าวไพร่ที่ยืนรอคำสั่งก็กรูกันเข้ามาจับตัวสาวใช้ผู้นั้นสร้างความตกใจให้เหล่าคุณชายคุณหนูที่ยืนขวางอยู่หน้าออกจนถึงกับเงียบเสียงลงในพริบตาความคึกคักหายไป เหลือเพียงความตึงเครียดปกคลุมอยู่ในอากาศ
บางคนกระซิบกระซาบว่า “โอ้โห นี้งานเลี้ยงรื่นเริงมิใช่หรือถึงกับมีเรื่องจะโบยบ่าวตรงนี้เลยหรือ”บางคนเพียงเบือนหน้าหลีกเลี่ยงไม่อยากเข้าไปข้องเกี่ยว
ฟ่านหนิงยืนมองอยู่ด้านหลัง ยังสงบนิ่งไม่ตื่นตกใจไปกับเรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันและไม่มีสิ่งใดเหนือความเข้าใจนางเลยสักนิดเพียงรอให้ใครคนหนึ่งยื่นมือทำตัวเป็นแม่พระ จากนั้นนางถึงจะออกไปผสมโรงด้วย
ขณะนั้นเองหวงซูหรงที่ถูกจูงมือมากับฟ่านหนิงถึงกับปล่อยมือนางยกขึ้นปิดปากอย่างคาดไม่ถึงแววตาเต็มไปด้วยความตกใจ “เหตุใดต้องรุนแรงเช่นนี้ด้วยเรื่องสุนัขตัวหนึ่งแท้ๆ” นางกล่าวให้ฟ่านหนิงได้ยิน
ฟ่านหนิงกลับส่ายหน้า “มันอาจจะมิใช่เพียงเรื่องของสุนัขก็เป็นได้”
ด้านจงป๋อซานที่เดินมาทางเดียวกันก็ชะงักหยุด ได้ยินเสียงแผ่วสั่นๆของหวงซูหรงดังเข้ามาในโสตก็อดไม่ได้จะทำตามสัญชาตญาณภายใน “คุณหนูหวงอย่ามองเลยหากจะกระทบกระเทือนจิตใจ”
ฟ่านหนิงแอบหันไปมองด้านนอกเพื่อกลอกตาไม่คิดว่าจงป๋อซานจะรุกรวดเร็วขนาดนี้ ‘เฮ่อ...สมแล้วที่ข้าเลือกให้เจ้าทั้งสองคู่กัน’
ขณะเดียวกันเหล่าคุณหนูคุณชายบางคนก็คล้ายจะก้าวออกมาทำทีจะห้ามปรามแต่เมื่อเห็นโทสะของคุณหนูสามเซียวที่กำลังร่ำไห้แทบขาดใจก็ล้วนลังเลมิกล้าขัดตรงๆสถานการณ์จึงกลายเป็นเหมือนฉากหนึ่งที่เต็มไปด้วยสายตานับสิบคู่จับจ้องมองดูเท่านั้น
ขณะที่บ่าวผู้โชคร้ายถูกชายฉกรรจ์สองคนจับแขนลากออกไปด้านนอกท่ามกลางแสงคบไฟและสายตาของผู้คนที่ต่างจับจ้องด้วยความตื่นตระหนกและเวทนาสาวใช้คนนั้นตัวสั่นระริก สีหน้าซีดเผือดจนไร้เลือดแม้จะพยายามเอ่ยร้องขอความเมตตาแต่เสียงของนางกลับถูกเสียงร่ำไห้โศกเศร้าของคุณหนูสามเซียวกลบไปหมด
จนกระทั่งเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมา “ช้าก่อนคุณหนูสามเซียว” และตรงนั้นเองที่ฟ่านหนิงรู้ว่าก็ใกล้จะถึงเวลาของนางแล้วเช่นกันท่ามกลางความเงียบงันชั่วครู่หนึ่งร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้นถังหลันชิงยกชายกระโปรงเล็กน้อยขณะก้าวออกจากกลุ่มสตรี ดวงหน้าขาวนวลงามสะคราญสงบเสงี่ยมแต่แฝงความเด็ดเดี่ยวนางยกมือประสานเบาๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “คุณหนูสามเซียวระงับโทสะก่อนเถิด”
น้ำเสียงนั้นไม่ดังนักทว่ากลับชัดเจนพอจะทำให้ผู้คนรอบข้างต่างหันมามองสตรีทั้งงานมีนางเพียงคนเดียวที่กล้าเอ่ยขัดความโกรธเกรี้ยวของคุณหนูสามเซียวได้
คุณหนูสามเซียวที่กำลังร่ำไห้สะอึกสะอื้น ดวงตาแดงก่ำจากหยาดน้ำตาหันหน้าขึ้นมา สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจและเคียดแค้นปะปนกัน “จะให้ข้าสงบได้อย่างไรเล่า! เหม่าอี้ตายไปแล้ว!” เสียงสั่นเครือแต่ยังแฝงความเด็ดขาด
ถังหลันชิงยกมือบางขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากโค้งแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนแต่แฝงความจริงจัง“คุณหนูสาม เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการสืบสวนหาความจริงหากเราด่วนลงโทษย่อมไม่ถูกต้องนัก อีกทั้งเวลานี้เรายังอยู่ในงานเลี้ยงหากก่อความวุ่นวายในงานมงคลฮูหยินผู้เฒ่าจะยิ่งไม่เหมาะสม”
คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นที่รดลงบนกองไฟ แม้ไม่ดับทันทีแต่ก็ทำให้ไฟที่ลุกโชนแผ่วลงแขกเหรื่อหลายคนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วย กระซิบกระซาบสนทนากันเบาๆว่าที่ถังหลันชิงกล่าวก็มิใช่เรื่องผิด
ทว่าใบหน้าของคุณหนูสามเซียวยังเปี่ยมด้วยความโกรธแค้นที่มีต่อคนที่นางคิดวาทำให้เหม่าอี้ตายนางก้าวออกมาสองก้าว กระโปรงแพรสีชมพูอ่อนคลี่สะบัดไปตามแรงขยับเส้นผมถักเป็นมวยสูงประดับปิ่นหยกสั่นระรัว น้ำตายังคงไหลพรากนางสะอื้นฮักพลางเอ่ยเสียงดัง “ต่อให้เจ้าว่ามาเช่นไรข้าก็ไม่อาจทำใจปล่อยผ่านได้!เหม่าอี้ไม่ใช่เพียงสุนัขเขาเป็นเหมือนเพื่อนสนิทคู่ใจของข้า!ข้าเลี้ยงดูเหม่าอี้มาแต่เล็กแล้วบัดนี้กลับตายไปเช่นนี้!หากไม่มีผู้รับผิดชอบข้าจะยอมได้อย่างไร!”
น้ำเสียงของนางสะท้อนก้องไปทั่วระเบียงงานเลี้ยงทำให้บรรยากาศกดดันหนักอึ้งไปทั่ว แขกหลายคนเม้มปากเงียบไม่กล้าเอ่ยคำใด
ถังหลันชิงยังคงยืนสงบอยู่ตรงนั้น ดวงตาเรียวยาวฉายแววเมตตาเสียงนุ่มนวลกล่าวต่อ“ข้าทราบเจ้าค่ะ ว่าความผูกพันระหว่างคุณหนูสามกับเหม่าอี้มิใช่เพียงผู้เลี้ยงกับสุนัขธรรมดาๆแต่ว่าความตายจะต้องมีเหตุ และต้องมีที่มา หากลงโทษผู้ใดโดยไม่รู้ความจริงมิใช่จะยิ่งทำให้ตายไปโดยไร้ความยุติธรรมหรือ”
คำพูดนี้ทำให้หลายคนรอบข้างเริ่มซุบซิบอีกครั้ง บางคนพยักหน้าหงึกๆอย่างเห็นพ้องว่าเป็นถ้อยคำที่สมเหตุสมผล
อีกฝ่ายกัดฟันเอ่ยตอบเสียงสั่นเครือ “แม้จะต้องสืบหาความจริงแต่บ่าวผู้นี้ก็มีความผิดแน่นอน!หากนางดูแลเหม่าอี้ให้ดีกว่านี้เหตุอันใดจะเกิดขึ้นได้!”
บ่าวผู้โชคร้ายที่ถูกจับไว้ ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยน้ำตาร่างสั่นงันงก เอ่ยร้องเสียงแหบแห้ง “คุณหนู แต่บ่าวมิได้...” แต่ยังไม่ทันกล่าวจบก็ถูกกระชากแขนจนเซถลา
ถังหลันชิงมองเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วสูดลมหายใจลึกนางก้าวมาข้างหน้าอีกหลายก้าว ยกมือห้ามชายฉกรรจ์ที่กำลังจะลากบ่าวคนนั้นออกไป “รอก่อนเถิด หากเชื่อว่าความจริงต้องกระจ่างวันพรุ่งนี้เราสามารถเรียกคนมาตรวจสอบ หาต้นสายปลายเหตุให้ถ้วนถี่เสียก่อน ก็ได้มิใช่หรือเจ้าคะ”
รอบด้านเงียบลงไปชั่วขณะ คุณหนูสามเซียวยกสองมือขึ้นปาดน้ำตาหัวใจเต็มไปด้วยความเสียใจที่เกินห้ามได้ แต่เมื่อได้ฟังคำกล่าวของถังหลันชิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าความร้อนรุ่มในใจเริ่มแผ่วเบาลงทีละน้อย นางกัดริมฝีปากแน่น หลุบตาลงน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ยังเต็มไปด้วยความโศกเศร้า “แต่..แต่ข้าไม่อาจรอได้ เหม่าอี้จากไปแล้วข้าจะอยู่อย่างไรได้โดยไม่รู้ว่าใครเป็นต้นเหตุ ข้าต้องการรู้ตอนนี้”
“นั้นสิ...ไหนๆคุณหนูถังก็เริ่มแล้ว เช่นนั้นไม่ทำเพื่อเหม่าอี้และบ่าวผู้นั้นให้เต็มที่ จะส่งพระก็ส่งให้ถึงนิพพาน[1]มิใช่หรือ”ฟ่านหนิงกล่าวพลางก้าวออกมาจากฝูงชน หันมองถังหลันชิงอย่างท้าทาย
[1] จะส่งพระก็ส่งให้ถึงนิพพาน (หมายถึงการทำสิ่งใดก็ตามเมื่อเริ่มทำแล้วก็ควรทำให้สำเร็จลุล่วง)