จางเฮ่อที่ถูกตบจนกระเด็นออกไปได้แต่เอามือกุมใบหน้า ตระหนกใจนไม่กล้าเอ่ยปาก
ชายชุดเขียวรีบก้าวออกมาไกล่เกลี่ยสถานการณ์พลางกล่าวว่า
“ใต้เท้า เื่นี้จะโทษคุณชายทั้งหมดก็ไม่ได้ คนของสำนักหกประตูวางแผนมานานแล้ว ยากจะป้องกันได้จริงๆ ขอรับ”
เกาฉางรุ่ยค่อยๆ ระงับอารมณ์ ถลึงตาใส่จางเฮ่ออย่างแรงคราหนึ่ง ก่อนจะหันไปจ้องมองร่างของกวนซานเสวี่ย
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งการชายชุดเขียวว่า
“จูจื้อ เ้าไปแจ้งสำนักหกประตู ให้พวกเขามารับตัวนางไปจัดการ เื่ในวันนี้ให้เลิกรากันไปเพียงเท่านี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จูจื้อก็แสดงสีหน้าสงสัย ลังเลใจพลางเอ่ยถามว่า
“ใต้เท้า เื่นี้จะปล่อยให้จบไปง่ายๆ เช่นนี้หรือขอรับ?”
“ไม่จบแล้วจะทำอย่างไรได้? องค์ชายเจ็ดยังอยู่ในคุกหลวง ยามนี้กรมคลังไร้ผู้กุมบังเหียน ท่านเสนาบดีเองก็ทำได้เพียงพยุงตัวอย่างยากลำบากภายใต้การแก่งแย่งชิงดีของเหล่าองค์ชายเ่าั้”
เกาฉางรุ่ยทอดถอนใจ ใบหน้าปรากฏร่องรอยความเหนื่อยล้าอย่างลึกซึ้ง พลางกล่าวว่า
“ทุกอย่างต้องรอให้เื่ขององค์ชายเจ็ดยุติลงเสียก่อน ในสถานการณ์เช่นนี้ การเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้วนไม่ใช่การตัดสินใจที่ชาญฉลาด”
พูดพลางเขาก็มองไปยังจูจื้อ ยื่นมือออกไปตบบ่าอีกฝ่าย
“พวกเราต้องเดินหมากแต่ละก้าวอย่างระมัดระวัง มิเช่นนั้นหากก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว ย่อมต้องตกลงสู่หุบเหวที่มิอาจหวนกลับมาได้อีก”
“จำไว้ ต่อไปไม่ว่าจะทำสิ่งใดต้องรอบคอบให้มาก ไปเถอะ”
เมื่อได้ยินคำสั่ง จูจื้อพยักหน้ารับ ไม่ได้กล่าวอะไรอีก แล้วหมุนตัวจากไป
เกาฉางรุ่ยเองก็ไม่ได้อยู่นาน ก้าวเดินออกไปนอกห้องทันที
ทว่าในยามที่เดินผ่านจางเฮ่อ เขากลับถีบอีกฝ่ายเข้าอย่างแรงทีหนึ่ง
“ยังไม่ไสหัวไปอีก!”
“ท่านลุงข้าผิดไปแล้ว ต่อไปข้าไม่กล้าพูดจาซี้ซั้วอีกแล้วขอรับ”
จางเฮ่อหดหัวร้องลั่น วิ่งหนีออกไปอย่างทุลักทุเล
ทว่า ในพริบตาที่เขาหันหน้ากลับไป บนใบหน้ากลับปรากฏแววตาอำมหิตที่ซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด
……
ที่ทำการใหญ่สำนักหกประตูตั้งอยู่บนเส้นแกนกลางของถนนจูเชว่ ประตูใหญ่เปิดออกสามทาง มีบานประตูรวมทั้งสิ้นหกบาน
ขื่อประตูสีแดงชาดอันสูงตระหง่าน บานประตูหล่อด้วยทองแดงโบราณ เบื้องหน้าประตูมีสิงโตหินตั้งตระหง่านดูน่าเกรงขาม ทุกสิ่งล้วนแผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งความเคร่งขรึมและกร้าวแกร่ง
ราษฎรทุกคนที่เดินผ่านหน้าประตู ต่างก็ถูกรัศมีข่มขวัญจนต้องเกรงบารมีและหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้
สำนักหกประตูในฐานะหนึ่งในสามหน่วยงานหลักของต้าหลีที่ขึ้นตรงต่อจักรพรรดิหยวนอู่ นอกเหนือจากการปราบปรามโจรผู้ร้ายและสืบสวนคดีอาญาแล้ว หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการควบคุมดูแลกิจการของสำนักยุทธ์ในยุทธภพทั่วทุกสารทิศ
สิ่งนี้เองที่ทำให้สำนักแห่งนี้มีฐานะสำคัญยิ่ง ทั้งในราชสำนักและในยุทธภพ
ถึงขั้นที่มีผู้สอดรู้สอดเห็นในยุทธภพเปรียบเปรยสำนักหกประตูว่าเป็สำนักใหญ่อันดับที่ห้า ต่อจากสี่สำนักใหญ่แห่งยุทธภพ...
ในขณะนี้ ที่หน้าประตูใหญ่ที่ทำการใหญ่สำนักหกประตู จี้เฟยอวิ๋นะโลงจากหลังม้า ก้าวเดินเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
มือปราบที่เข้าเวรประจำวันตรงประตูต่างพากันทำความเคารพ ส่วนโจวชวน กัวหนิงเอ๋อร์ และพวกทั้งสามคน ต่างรีบก้าวเท้าตามหลังเขาไปอย่างติดๆ
เมื่อเข้ามาถึงภายในที่ทำการใหญ่ โจวชวนผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมเ็าก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“หัวหน้า เื่นี้ข้าทำพังเอง ข้ายินดีรับโทษทัณฑ์ทุกประการขอรับ”
จี้เฟยอวิ๋นก้าวเดินผ่านลานหน้าของที่ทำการโดยไม่หันมองซ้ายขวา เขาโบกมือพลางกล่าวว่า
“เื่นี้มิอาจโทษพวกเ้า หากไม่ใช่เพราะปัจจัยจากกวนซานเสวี่ย พวกเ้าก็คงทำงานสำเร็จไปแล้ว”
ในระหว่างที่สนทนา จี้เฟยอวิ๋นได้เดินเข้าไปในโถงทำงานของที่ทำการ และนั่งลงที่โต๊ะทำงานตัวหนึ่ง
เขาจรดพู่กันเขียนจดหมายอย่างรวดเร็วฉบับหนึ่ง แล้วยื่นให้กัวหนิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะ พร้อมสั่งว่า
“หนิงเอ๋อร์ อีกสักครู่เ้านำจดหมายฉบับนี้ไปมอบให้พ่อบ้านหลินที่จวนองค์ชายห้า”
จากนั้น เขาก็กวาดสายตามองคนทั้งสามที่อยู่ตรงหน้า แล้วกล่าวว่า
“หลังจากเื่ในวันนี้ เกาฉางรุ่ยผู้นั้นย่อมต้องระแวดระวังตัวมากขึ้น ต่อจากนี้ไปอย่าได้เสียเวลากับเขาชั่วคราว”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ จี้เฟยอวิ๋นก็ทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองโจวชวนแล้วเอ่ยว่า
“เ้าช่วยไปสะกดรอยตามคนผู้หนึ่งให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”
“หัวหน้าบอกมาได้เลยขอรับ ว่าเป็ใคร?”
โจวชวนรีบถามทันที เขาเชี่ยวชาญด้านอาวุธลับและวิชาตัวเบา เื่การสะกดรอยตามนั้นนับว่าเป็มือหนึ่งมาโดยตลอด
ในสำนักหกประตูเขามีฉายาว่า “ขาเตะดาวตก” การที่จี้เฟยอวิ๋นให้เขาไปสะกดรอยตามคน ย่อมเป็การแสดงว่าเห็นคุณค่าในฝีมือนี้ และโจวชวนเองก็หวังจะใช้โอกาสนี้ทำความดีไถ่โทษ
“วันนี้เ้าคงได้เห็นชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายชางอิ๋นเยว่แล้ว คนที่ข้าจะให้เ้าสะกดรอยตามก็คือเขานั่นแหละ”
จี้เฟยอวิ๋นกล่าวช้าๆ ส่วนโจวชวนชะงักไปเล็กน้อย คล้ายจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องไปสะกดรอยตามคนแปลกหน้าที่ดูไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย
จี้เฟยอวิ๋นมองออกถึงความสับสนของเขา จึงงอนิ้วเคาะโต๊ะแล้วกล่าวว่า
“จากประสบการณ์หลายปีในสำนักหกประตูของข้า รู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา ไม่ว่ายามเผชิญหน้ากับกวนซานเสวี่ยหรือข้า เขากลับแสดงท่าทีที่สงบนิ่งจนเกินไป”
“ข้าสงสัยว่าเขาอาจไม่ได้มีเพียงวรยุทธ์ที่ไม่ธรรมดาเท่านั้น แต่ยังน่าจะวิชาตัวเบาที่ลึกล้ำยิ่งนัก”
พูดจบ จี้เฟยอวิ๋นก็ส่ายหน้าพลางหัวเราะออกมา
“จะว่าไป ที่ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อเห็นแก่พี่ฟู่ด้วย คนผู้นี้มีที่มาไม่ชัดเจนจู่ๆ ก็ปรากฏตัวข้างกายชางอิ๋นเยว่ แถมยังมีหน้าตาก็หล่อเหลาถึงเพียงนั้น ย่อมต้องระวังไว้บ้าง!”
เมื่อได้ยินดังนั้น กัวหนิงเอ๋อร์ก็ปิดปากหัวเราะเบาๆ พลางมองจี้เฟยอวิ๋นแล้วกล่าวว่า
“หัวหน้ากับมือปราบฟู่ช่างมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งดุจพี่น้องจริงๆ นะเ้าคะ ทว่า คนที่เก่งกาจและยอดเยี่ยมเช่นมือปราบฟู่นั้น หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ข้าคิดว่ามือปราบชางย่อมรู้ดีว่าควรเลือกอย่างไร”
“หวังว่าจะเป็เช่นนั้น หวังว่านางจะไม่ทำตัวโง่เขลา”
จี้เฟยอวิ๋นหรี่ตาลงโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะโบกมือพลางกล่าวว่า
“เอาละ พวกเ้าไปทำงานเถอะ”
เมื่อรับคำสั่ง โจวชวนและกัวหนิงเอ๋อร์ก็ขานรับ แล้วหมุนตัวเดินออกจากโถงไป
เหลือเพียงชายร่างั์เฉาพัวที่เกาศีรษะพลางเอ่ยถามขึ้นเองว่า
“หัวหน้า มีงานอะไรจะมอบหมายให้ข้าบ้างไหมขอรับ?”
จี้เฟยอวิ๋นลุกขึ้นจากหลังโต๊ะทำงาน สายตาค่อยๆ เปลี่ยนเป็เฉียบคมพลางกล่าวว่า
“ย่อมต้องมี และไม่ใช่เื่เล็กด้วย อีกสักครู่เ้าตามข้าไปที่หอจี๋กวงสักรอบ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเฉาพัวก็ปรากฏแววประหลาดใจทันที
“หรือว่าหอจี๋กวงจะเกิดเื่ขึ้น?”
พูดพลางเขาก็ส่ายหน้าไปมาด้วยความฉงน
“แต่ที่นั่นมีองครักษ์เทียนจิ่นคุ้มกันอยู่ การป้องกันทั้งภายในภายนอกเข้มงวดกวดขัน ตามหลักแล้วไม่น่าจะเป็ไปได้”
จี้เฟยอวิ๋นแค่นยิ้มเ็า ขณะเดินออกไปนอกโถงก็เอ่ยขึ้นว่า
“เมื่อคืนเพียงคืนเดียว ภายในหอจี๋กวงกลับมีคนตายกะทันหันถึงห้าคน ทางด้านองครักษ์เทียนจิ่นหาเหตุผลไม่พบ จึงส่งเื่มาให้สำนักหกประตูจัดการ”
“เดิมทีท่านยอดมือปราบ้าให้พี่ฟู่ไปจัดการด้วยตนเอง แต่เขากำลังสืบสวนคดีอื่นอยู่จนปลีกตัวไม่ได้ เื่นี้จึงตกมาอยู่ที่ข้า”
ทันทีที่ได้ยิน เฉาพัวก็รีบตามไป สายตาไหววูบพลางกล่าวว่า
“ยามนี้เกือบทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็จับตามองหอจี๋กวง หากหัวหน้าสามารถคลี่คลายคดีนี้ได้ ไม่เพียงแต่จะเป็ความดีความชอบครั้งใหญ่ แต่อนาคตคงได้ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองหลวงเป็แน่!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในดวงตาของจี้เฟยอวิ๋นก็ประกายแสงวาบขึ้นมา แต่เขาก็รีบส่ายหน้าพลางกล่าวว่า
“องครักษ์เทียนจิ่นไม่ใช่พวกไร้น้ำยา คดีที่แม้แต่พวกเขายังจัดการไม่ได้ เื่นี้คงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน”
ใน่จังหวะที่จี้เฟยอวิ๋นกำลังสนทนา ทั้งสองก็ได้เดินมาถึงลานกว้างของที่ทำการแล้ว
ทว่าในวินาทีถัดมา จี้เฟยอวิ๋นพลันหยุดชะงัก แล้วมองไปยังประตูใหญ่
เห็นเพียงมือปราบสองนายกำลังแบกแคร่หามก้าวเข้ามาอย่างรีบร้อน และคนที่นอนอยู่บนแคร่นั้นกลับเป็กวนซานเสวี่ย