
บรรยากาศหลังการปิดการประชุมบอร์ดบริหารยังคงอบอวลไปด้วยความอึดอัดที่แผ่กระจายไปทั่วทางเดินชั้นผู้บริหาร คณะกรรมการาุโต่างพากันทยอยเดินออกจากห้องประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทุกคนตระหนักดีว่าการกลับมาอย่างกะทันหันของ ‘ธีรัช อัครโภคิน’ ไม่ใช่แค่การแวะมาเยี่ยมเยียนธรรมดา แต่คือการเข้ามาทวงอำนาจและเขย่าโครงสร้างการบริหารที่ถูกปล่อยปละละเลยมานานกว่าสิบสองปี
ธีรัชก้าวเดินอย่างสง่างามไปตามโถงทางเดินปูพรมหนานุ่ม แผ่นหลังกว้างตรงตระหง่านสะท้อนความสุขุมและน่าเกรงขาม ทว่าก่อนที่เขาจะเดินถึงลิฟต์ส่วนตัว เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนเป็จังหวะกระแทกกระทั้นก็ดังตามหลังมาอย่างเร่งร้อน
“ธีรัช! หยุดคุยกับฉันเดี๋ยวนี้!”
เสียงแหลมสูงทรงอำนาจที่คุ้นเคยทำให้ธีรัชหยุดฝีเท้า ชายหนุ่มใหญ่ค่อยๆ หันกลับมามองอย่างใจเย็น
หญิงวัย 46 ปี ในชุดเดรสผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มคัตติ้งเนี้ยบ ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงเพื่อปกปิดริ้วรอยแห่งวัย ทว่าแววตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดระแวง... เธอคือ **‘พิมพ์มาดา รัตนเวชช์’** อดีตภรรยาที่หย่าขาดกับเขาไปเมื่อสิบสองปีก่อนจนต้องเปลี่ยนกลับไปใช้นามสกุลเดิมตามกฎหมาย และเป็มารดาแท้ๆ ของคณิน
“มีธุระอะไร พิมพ์มาดา” ธีรัชเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความอบอุ่นหรือความผูกพันใดๆ หลงเหลือ
“นายคิดจะทำอะไรกันแน่!” พิมพ์มาดาก้าวเข้ามายืนประจันหน้า ดวงตาสีเข้มจ้องมองอดีตสามีอย่างเอาเื่ “นายทิ้งบริษัท ทิ้งลูกชายไปเสวยสุขที่สิงคโปร์ตั้งสิบสองปี จู่ๆ วันนี้โผล่หัวกลับมาแล้วมาล้มโต๊ะประชุมของคณินต่อหน้าบอร์ด นาย้าจะฉีกหน้าลูกชายตัวเองหรือไง!”
ธีรัชยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น สายตาคมกริบมองทะลุเข้าไปในดวงตาของอดีตภรรยาจนเธอเริ่มรู้สึกหนาวสะท้าน
“ผมไม่ได้ฉีกหน้าลูก... แต่ผมกำลัง ‘สอน’ ให้เขารู้จักคำว่าความเสี่ยงในโลกของความเป็จริง” ธีรัชกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “การเอาอนาคตของบริษัทที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้าน ไปผูกไว้กับความสัมพันธ์ส่วนตัวและการแต่งงานที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง มันไม่ใช่การบริหารงาน แต่เป็ความเขลาของเด็กที่ยังไม่ประสีประสา”
“นายไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนคณิน!” พิมพ์มาดาขึ้นเสียงจนเลขาหน้าห้องต้องรีบก้มหน้าหลบสายตา “โครงการ River Crown เป็ผลงานชิ้นโบแดงที่คณินกับฉันเหนื่อยยากปลุกปั้นขึ้นมาเพื่อพยุงฐานะการเงินของบริษัท ตระกูลวัฒนากูลเขามีที่ดินริมน้ำมูลค่ามหาศาล และรินลดาก็รักคณินมาก งานแต่งงานจะจัดขึ้นในอีกไม่ถึงสามเดือนนี้แน่นอน ทุกอย่างมันกำลังจะสมบูรณ์แบบ แต่นายกลับเข้ามาจุ้นจ้าน!”
ธีรัชหรี่ตามองท่าทางร้อนรนที่ผิดปกติของพิมพ์มาดา ประสบการณ์ในแวดวงการเงินระดับสากลบอกเขาได้ทันทีว่า อดีตภรรยาของเขากำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่เื้ัโครงการนี้
“คุณดูร้อนรนเป็พิเศษนะ พิมพ์มาดา...” ธีรัชก้าวเข้าไปใกล้เธอหนึ่งก้าว กลิ่นน้ำหอมไม้โอ๊คผสมใบยาสูบอันเข้มข้นแผ่เข้ากดดัน “ทำไมถึงอยากให้คณินรีบแต่งงานและดึงที่ดินของบ้านวัฒนากูลเข้ามานักล่ะ? หรือว่า... ตัวเลขงบดุลและหนี้สินนอกระบบที่คุณแอบก่อไว้เมื่อสามปีก่อน มันกำลังจะะเิจนต้องหาที่ดินผืนนี้มาช่วยฟอกและค้ำประกันเงินกู้?”
“ธี...ธีรัช! นายพูดบ้าอะไรของนาย!”
พิมพ์มาดาหน้าซีดเผือด ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีสดสั่นระริก เธอพยายามสะกดความตื่นตระหนก แต่แววตาที่หลุกหลิกไม่อาจหลุดรอดสายตาพญาเสืออย่างธีรัชไปได้
“ผมให้เวลาฝ่ายตรวจสอบบัญชีสามวัน... เอกสารทุกฉบับ ใบเสร็จทุกใบ และการทำธุรกรรมย้อนหลังทั้งหมดของบริษัท จะต้องมาวางอยู่บนโต๊ะทำงานของผม” ธีรัชกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดที่ทรงอำนาจจนไม่มีใครกล้าปฏิเสธ “และถ้าผมพบว่าคุณเอาชื่อเสียงบริษัทหรือเอาอนาคตของคณินไปเป็เครื่องมือล้างหนี้เน่าของคุณ... คุณคงรู้ดีนะพิมพ์มาดา ว่าผมจะจัดการอย่างไร”
“ธีรัช!” พิมพ์มาดากรีดร้องเรียกชื่อเขาด้วยความเจ็บแค้น
ทว่าธีรัชไม่ได้สนใจจะฟังคำแก้ตัวใดๆ อีก เขาหมุนตัวก้าวเดินตรงไปยังห้องทำงานของฝ่ายบริหาร ทิ้งให้อดีตภรรยายืนกัดฟันแน่นด้วยความหวาดกลัวที่กำลังคืบคลานเข้ามากัดกินหัวใจ
---
ณ ห้องทำงานของกรรมการผู้จัดการ (MD)
ห้องทำงานขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยโทนสีเข้มดูทันสมัยและหรูหรา ธีรัชเปิดประตูเดินเข้ามาภายในห้องอย่างเงียบเชียบ เขารู้ว่าคณินยังคงนั่งเคลียร์งานอยู่ที่ห้องประชุมชั้นล่างกับทีมการตลาด ธีรัชจึงถือโอกาสนี้เข้ามาเพื่อตรวจดูบรรยากาศและเอกสารการทำงานของลูกชาย
ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมสไตล์สปอร์ตของคนรุ่นใหม่ ธีรัชกวาดสายตามองไปรอบๆ ผนังห้องเต็มไปด้วยใบประกาศนียบัตร ภาพถ่ายการเปิดตัวโครงการต่างๆ และรางวัลนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่ที่คณินได้รับ
ชายหนุ่มใหญ่ก้าวเดินช้าๆ ตรงไปยังโต๊ะทำงานไม้สั่งทำพิเศษตัวใหญ่ ธีรัชทอดสายตามองกองเอกสารและแบบแปลนสถาปัตยกรรมของโครงการ River Crown ที่กางอยู่บนโต๊ะ
ทว่า... สิ่งที่ดึงดูดสายตาอันคมกริบของธีรัชให้หยุดชะงักลง ไม่ใช่ตัวเลขมูลค่าโครงการหรือแปลนอาคารหรู...
แต่มันคือ **‘กรอบรูปไม้สีเงิน’** ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นข้างคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
ในรูปถ่ายนั้น... คือภาพของคณินในชุดสูททักซิโด้สีดำ ยืนยิ้มอย่างภาคภูมิใจเคียงข้างหญิงสาวคนหนึ่งในงานกาล่าดินเนอร์ระดับไฮเอนด์
หญิงสาวในรูปสวมชุดราตรีเกาะอกสีน้ำเงินครามขับเน้นผิวขาวผ่องดุจหิมะ รูปร่างสูงโปร่งสมส่วน อกอิ่มสะโพกผาย เอวคอดกิ่ว ใบหน้ารูปไข่สวยคมซ่อนความอ่อนหวาน รอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อนั้นดูสง่างามและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล
ธีรัชยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ดวงตาสีดำสนิทเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง!
*‘ผู้หญิงคนนี้...’*
หัวใจของชายวัย 46 ปีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วน เต้นกระตุกรัวแรงขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม!
ใบหน้านี้... ผิวขาวเนียนละเอียดนี้... รูปร่างที่เย้ายวนนี้...
มันคือใบหน้าและเรือนร่างของ ‘ผู้หญิงขี้ใจน้อย’ ที่นั่งดื่มวิสกี้กับเขาที่เคาน์เตอร์บาร์ในคืนฝนตก! ผู้หญิงที่ก้าวเซเข้ามาในห้องเพนต์เฮาส์ของเขา และนอนครางกระเส่าใต้ร่างเขาตลอดทั้งค่ำคืนจนถึงรุ่งเช้า!
“ไม่จริงน่า...” ธีรัชพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
สายตาคมกริบเลื่อนลงไปเพ่งมองที่ใบหูของหญิงสาวในรูปถ่ายอย่างละเอียด...
บนติ่งหูขาวสะอาดของเธอ... ประดับด้วย **‘ต่างหูมุกแท้ทรงหยดน้ำ’** ล้อมด้วยแพลทินัมดีไซน์เกลียวคลื่นอันเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัว
มือหนาของธีรัชที่กำลังสั่นระริกเล็กน้อย เลื่อนล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน เขาหยิบต่างหูมุกแท้ที่เก็บได้จากหมอนบนเตียงนอนเมื่อเช้าขึ้นมา...
ธีรัชยกต่างหูมุกในมือขึ้นมาทาบเทียบกับภาพถ่ายตรงหน้า...
ดีไซน์... ขนาด... ความแวววาวของไข่มุกเซาท์ซี... และลวดลายตัวเรือนแพลทินัม...
**เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว! ไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่มิลลิเมตรเดียว!**
ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวฟาดลงกลางใจของพญาเสือใหญ่อย่างรุนแรงราวกับสายฟ้าฟาด!
*‘ริน... รินลดา วัฒนากูล...’*
*‘ผู้หญิงที่ฉันกอด... ผู้หญิงที่ฉันฟัดจนตัวสั่นและฉีดน้ำรักเข้าไปในร่องกายของเธอจนชุ่มฉ่ำ... คือ “คู่หมั้น” ของลูกชายฉันเองงั้นเหรอ!’*
*‘เธอคือผู้หญิงที่คณินกำลังจะแต่งงานด้วยในอีกไม่ถึงเก้าสิบวันข้างหน้า!’*
ความทรงจำจากคืนอันเร่าร้อนย้อนกลับเข้ามาในหัวของธีรัชราวกับพายุคลั่ง รอยเล็บที่ข่วนบนแผงอกของเขา เสียงครางหวานเรียกชื่อ *“คุณธีรัชขา...”* ความคับแน่นของร่องรักที่ตอดรัดลำเอ็นของเขาจนแทบคลั่ง และภาพเรือนร่างขาวผ่องที่แอ่นสะโพกรับแรงกระแทกของเขาอย่างลืมตัว...
ทุกัั... เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่จะต้องมาเรียกเขาว่า ‘พ่อสามี’!
ธีรัชยืนกำต่างหูมุกในมือแน่นจนข้อกระดูกปูดโปน ลมหายใจของเขาเริ่มหนักหน่วงและร้อนผ่าว ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามาจนตีกันวุ่นวาย ทั้งความช็อก ความรู้สึกผิดศีลธรรมอันลึกซึ้ง...
แต่ทว่า... ลึกลงไปในสัญชาตญาณดิบของพญาเสือวัย 46 ปี กลับมีความรู้สึก ‘หวงแหน’ และ ‘ความใคร่’ ที่ลุกโชนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง!
เขาััเธอมาแล้วทุกตารางนิ้ว เขารู้ว่าร่างกายของเธออ่อนไหวตรงไหน เขารู้ว่าทำอย่างไรเธอถึงจะกรีดร้องด้วยความเสียวซ่านจนสติหลุดลอย... สิ่งที่คณินไม่เคยรู้ และไม่มีวันรู้ดีไปกว่าเขา!
*แกร๊ก...*
เสียงปลดล็อกลูกบิดประตูดังขึ้นเบาๆ ธีรัชรีบเก็บต่างหูมุกกลับเข้ากระเป๋าเสื้อสูทอย่างรวดเร็วและปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยและสุขุมตามเดิม
ประตูห้องเปิดออก พร้อมกับร่างของ ‘คณิน’ ที่เดินถือแฟ้มงานเข้ามา ชายหนุ่มรุ่นลูกชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นพ่อของเขายืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน
“พ่อ... พ่อเข้ามาทำอะไรในห้องทำงานของผมครับ?” คณินถามด้วยน้ำเสียงระแวง พลางก้าวเข้ามาวางแฟ้มลงบนโต๊ะ
ธีรัชค่อยๆ หันกลับมามองลูกชาย ั์ตาสีดำสนิทดูลึกล้ำและเยือกเย็นจนน่ากลัว
“ผมแค่แวะเข้ามาดู... ว่าลูกชายของผมทำงานเป็อย่างไรบ้าง” ธีรัชเอ่ยเสียงเรียบ สายตาเหลือบมองกรอบรูปบนโต๊ะอีกครั้ง
คณินมองตามสายตาของพ่อ เมื่อเห็นว่าธีรัชกำลังมองรูปคู่ของเขากับรินลดา ความภาคภูมิใจและรอยยิ้มของผู้ชนะก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาของคณินทันที
“พ่อกำลังดูรูป ‘ริน’ อยู่เหรอครับ?” คณินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอวดดีปนภูมิใจ “สวยใช่ไหมล่ะครับพ่อ... เธอคือ รินลดา วัฒนากูล ว่าที่เ้าสาวของผม เธอทั้งสวย ทั้งเก่ง ชาติตระกูลดี และที่สำคัญ... เธอรักผมมาก เธอพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อสร้างอนาคตไปกับผม”
คำพูดของคณินเปรียบเสมือนใบมีดที่กรีดเฉือนลงบนความเงียบงัน ธีรัชยืนฟังนิ่งๆ ทว่าสายตากลับจับจ้องใบหน้าของลูกชายด้วยแววตาที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เด็กหนุ่มวัย 25 ปีจะเข้าใจ
*‘เธอรักแก... แต่เมื่อคืน เธอครางเรียกชื่อพ่อของแกอยู่บนเตียงทั้งคืน คณิน...’* ธีรัชคิดในใจอย่างขมขื่นปนสะใจในสัญชาตญาณดิบ
“พ่อรู้ไหมครับ ตอนแรกผมก็กังวลว่าพ่อจะไม่ยอมกลับมาจากสิงคโปร์เพื่อมาร่วมงานแต่งงานของเรา” คณินกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มกว้าง “แต่วันนี้พ่อกลับมาแล้ว... พอดีเลยครับ วันอาทิตย์นี้ ผมนัดรินให้มาทานข้าวมื้อค่ำที่บ้านเรา”
คณินสบตาพ่ออย่างมุ่งมั่นและท้าทาย
“ผมอยากให้พ่อได้เจอเธอ... พ่อจะได้เห็นกับตาตัวเองเสียที ว่า ‘ว่าที่ลูกสะใภ้’ ของพ่อ... เธอคู่ควรและเพียบพร้อมสำหรับตระกูลอัครโภคินมากแค่ไหน!”
คำเชื้อเชิญสู่มื้อค่ำดังก้องอยู่ในโสตประสาทของธีรัช
พญาเสือวัย 46 ปี ค่อยๆ คลี่ยิ้มมุมปากออกมาอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม แววตาคมกริบวาววับไปด้วยเปลวไฟแห่งความท้าทายและความลับที่กำลังจะะเิขึ้น
“วันอาทิตย์นี้งั้นเหรอ...” ธีรัชทวนคำด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความนัยอันตราย “ได้สิ คณิน... พ่อเองก็ ‘อยากเจอ’ ว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้ใจจะขาดอยู่เหมือนกัน!”