“ช่วยด้วยๆ”
“หืม” ฉันหันมองไปตามเสียงร้องตรงร้านกล้วยทอดยายสาย เห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดสวยร้องวี้ดว๊ายแล้วชี้ไปข้างถนน ในสายตาเห็นผู้ชายใส่กางเกงขาสั้นวิ่งไปไวๆ ฉันว่ามันต้องเป็โจรวิ่งราวแน่ๆ ‘ไม่ได้การล่ะ’ ฉันหันจักรยานแล้วปั่นตามผู้ชายที่วิ่งหนีทันที วึ้งๆๆๆๆ ยิ่งปั่นยิ่งใกล้ แล้วรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ดูคุ้นๆ ‘ฉันรู้จักมันค่ะ’ “ไอ้ต้อย!! หยุดนะเว้ย”
เ้าของชื่อวิ่งไปข้างหน้าแต่ยังหันกลับมามอง แฮ่กๆๆ “อิเพียว” และยังวิ่งต่อไปไม่หยุด
ทุกคนอย่าแปลกใจที่มันเรียกฉันแบบไม่สุภาพ คือไอ้ต้อยก็เหมือนไอ้ปุ่น เป็เพื่อนั้แ่สมัยเด็ก อายุเท่ากันและไอ้ต้อยมันเป็ลูกชายของร้านขายข้าวสารในตลาด เป็คนอัฐยาศัยดีและที่สำคัญคือมันไม่มีนิสัยขี้ขโมย ‘ก็แล้วมันวิ่งหนียายป้านั่นทำไมวะ’ “มึงจะวิ่งหนีทำไมวะ!!” ฉันปั่นจักรยานตามจนขาแทบจะขวิด เอาจริงๆ มันจะไปที่ไหนได้ถ้าไม่เข้าตลาด
“หนีบ้าอะไร? กูจะรีบไปเฝ้าร้านข้าวสาร” ยังวิ่งอยู่
“ก็แล้วมึงไปทำอะไรกับยายป้านั่นที่ร้านกล้วยทอด” ฉันงง
ต้อยหยุดวิ่งแล้วแล้วยืนเท้าสะเอว “ป้าอะไรวะ” แฮ่กๆๆ
“เอ้า ก็ยายป้าที่” ฉันยังตอบไม่ทันจบก็มีเสียงร้องโวยวายตามหลังมา
“นั่นไงคะ นั่นไงจับมันเลยมันลวนลามฉัน นั่นต้องเป็พรรคพวกเดียวกันแน่ๆ จับเลยคุณตำรวจ!”
'ห้ะ อะไรคือพรรคพวกนะ?' ฉันมองป้าคนนั้นในชุดกระโปรงสั้นลายลูกไม้ใส่รองเท้าส้นสูงกว่าสี่นิ้วตามด้วยตำรวจอีกสองคน ไม่ไกลกันเป็รถบีเอ็มคันสีดำแพงหูฉี่ขับมาใกล้
แฮ่กๆๆ ผู้เสียหายย้ำเสียงดัง “นี่ล่ะคะ สองคนนี้ล่ะ พวกมันต้องรู้จักกันแน่” ชี้ไปทางผู้ชายเสื้อดำ “ไอ้ขี้ยานี่มันลวนลามฉันด้วยตอนซื้อกล้วยทอด”
ไอ้ต้อยชี้หน้าตัวเองแล้วถามย้ำ “ผมน่ะเรอะลวนลามป้า!”
“ใครป้าแก” หันไปหาตำรวจ “จับมันทั้งคู่แหละค่ะ”
ฉันผู้นั่งคร่อมจักรยานเป็งงเลยค่ะ ‘อะไรคือจับทั้งคู่นะ?’ “จับใครคะป้า” ฉันว่าตอนแรกฉันกะจะไปจับคนร้ายให้ป้าแกนะ แต่ไหงกลายเป็ว่าแกมากล่าวหาว่าฉันเป็คนร้ายร่วมมือกับไอ้ต้อย ‘แล้วฉันจะปั่นจักรยานมาเพื่อ?’
“จับพวกแกทั้งคู่นั่นล่ะ รวมหัวกันลวนลามฉัน!!” เถียงคอเป็เอ็น
คราวนี้เป็คุณตำรวจเองที่เริ่มทำหน้าเหรอหรา แต่ด้วยความเป็หน้าที่ จึงตัดสินใจถามว่า “ไอ้ต้อย มึงไปลวนลามคุณนายเขาจริงเหรอ” (ที่รู้จักชื่อเพราะคุณตำรวจก็เป็คนแถวนี้)
ต้อยตาโต “ตลกละ ผมแค่ไปส่งข้าวร้านเฮียอ๋อแล้วรีบวิ่งกลับมาเฝ้าร้านให้พ่อ จะเอาเวลาที่ไหนไปลวนลามป้าแกได้ล่ะลุงจ่า ถามแค่นี้ใช่มะ ผมจะไปแล้วไม่มีคนอยู่ร้านพ่อกับแม่ไปงานแต่งโน่น” ต้อยหันหลังกำลังจะวิ่งต่อ แต่มันก็นึกขึ้นได้กับข้อหาบ้าบอนั้น “แล้วเื่นี้ก็ไม่เกี่ยวกับอิเพียวหรอก มันเพิ่งปั่นจักรยานมาเจอผมเมื่อกี้ ไปนะ” วิ่งจากไป
ฉันมองตำรวจสองนายและยายป้ามหาภัยก่อนจะออกตัวปั่นจักรยานหนีแต่ในขณะที่ยายป้ากำลังจะกรีดร้อง กลับมีใครสักคนมาคว้าคอเสื้อฉันไว้จากทางด้านหลัง หมับ!! “ว๊ายย” ฉันสะดุ้งจึงรีบเบรกรถแล้วหันหน้าไปมอง...จนพบกับ ‘ผู้ชายหล่อ’ มากที่สุดในสามโลก แต่ขอบอกว่าการกระทำก็ถ่อยมากค่ะ เขาลากฉันจนตัวเซ จักรยานล้มไปไม่เป็ท่าก่อนคำถามจากริมฝีปากหนานั้นจะพูดใส่ร้าย
“จะไปไหนยัยตัวแสบ สมคบกับเพื่อนลวนลามน้าฉันแล้วคิดจะกระชากกระเป๋าด้วยใช่มั้ย”
ฉันถูกผลักจนล้มไปกองกับพื้นใกล้กับลุงตำรวจ ‘วันนี้มันมีแต่เื่บ้าบออะไรวะ’ “นายทำบ้าอะไรเนี่ย แล้วอะไรคือมากล่าวหาว่าฉันคิดจะกระชากกระเป๋าน้านาย” ฉันลุกขึ้นยืนลูบแขนที่เป็รอยถลอก คาดว่าคงจะมีเืออกด้วย ก็แน่ล่ะพื้นถนนไม่ใช่หญ้านุ่มๆนี่
ผู้เสียหายหญิงแก่ทำหน้าเหมือนคิดได้ “ต้องใช่แน่ๆ แกล้งพาพวกเข้ามาลวนลามแต่จริงๆ จะกระชากกระเป๋า น้าว่าให้ตำรวจจับมันไปเลย ไอ้ผู้ชายนั่นด้วย มันคงเป็ผัวเมียกันเห็นว่าไปเฝ้าร้านอะไรในตลาดนี่ล่ะ” มองตำรวจเหมือนกดดัน “รออะไรยะ จับมันไปสิ!!”
ตำรวจยศจ่าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วบอกกับเด็กสาวลูกแม่ค้าที่เขาเห็นอยู่ทุกวันว่า “ตามลุงมาก่อนเถอะเพียว เดี๋ยวถ้าได้ภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วทุกอย่างก็จะกระจ่างเอง”
ลุงจ่าทำหน้าไม่สบายใจและแกก็ไม่ได้จับฉันใส่กุญแจแต่ผายมือบอกให้ฉันไปรอที่โรงพัก ซึ่งฉันก็พยักหน้ารับให้มันจบๆ ส่วนตำรวจอีกคนเดินเข้าไปในตลาด ฉันเข้าใจว่าคงไปตามไอ้ต้อยมารับทราบข้อกล่าวหาบ้าบอ ก็หวังว่าคุณตำรวจจะไปขอภาพจากกล้องวงจรปิดแถวนั้นมาได้ด้วยล่ะนะ ฉันเดินไปยกจักรยานขึ้นแล้วบอกกับลุงจ่าว่า “ฉันปั่นจักรยานไปนะคะ” ลุงพยักหน้าให้ฉันแต่ไอ้เปรตนั่น...ไม่!!
“ฉันจะไม่ยอมให้เธอหนีแน่ๆ ปั่นนำไปเลยฉันจะขับรถตาม”
ไอ้คนรวยที่ฉันไม่รู้จักนี่มันจะอะไรนักหนานะ “เออ!!” ถ้ามันจะเจอเื่ไม่ดีสุดๆแบบนี้ ฉันไม่ปั่นตามไอ้ต้อยมาหรอกไอ้ตัวซวย ฉันออกแรงถีบรถไปข้างหน้าเรื่อยๆ นำหน้ารถบีเอ็มสีดำคันหรูที่บีบแตรเร่งไล่หลัง สองฟากถนนคงมองฉันราวกับเป็ศูนย์รวมแห่งจักรวาลทั้งๆ ที่ความจริงพวกเขาบนรถนั่นก็ทำเพราะสะใจที่เห็นฉันถูกมอง เอาจริงๆ คนรวยพวกนี้คิดว่าถ้าจับฉันแล้ว พวกเขาจะได้เงินกี่บาทเหรอ ก็เห็นอยู่ว่าฉันก็แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่มีเงินอะไร แล้วมันเอาเหตุผลงี่เง่าแบบไหนมาหาเื่กันวะ ปั่นไปสิบกว่านาทีฉันก็จอดรถตรงหน้าสถานีตำรวจในอำเภอแล้วเดินหายเข้าไปด้านใน มาถึงตรงนี้แล้วพวกเขาคงไม่คิดว่าฉันจะหนีล่ะมั้งนะ
“เข้ามานั่งสิ”
ลุงจ่าที่ขี่มอเตอร์ไซค์มาถึงก่อน เดินนำฉันไปนั่งตรงโต๊ะที่เขาใช้ลงบันทึกประจำวัน ฉันทำหน้ามุ่ยแล้วบ่น “หนูว่าสองน้าหลานนั่นคงเป็โรคจิตแหงๆ”
ตำรวจยศจ่าหัวเราะ “ฮ่าๆๆ ก็ว่าไป เอาเถอะถ้าเพียวกับไอ้ต้อยไม่ได้ทำ ยังไงก็รอด” ก่อนจะพยักหน้าไปทางประตูเมื่อเห็นคู่กรณีทั้งสองเดินมาด้านหลัง พร้อมกับเเปรยเสียงดัง
“แสบมากนะ หลบเข้ามาก่อนไม่รอฉัน ฉันอุตส่าห์เดินวนไปตามหาเธอรอบโรงพัก” คนเป็หลานชี้หน้า
น้าผู้เสียหายว่าตาม “คงดีใจสินะ ที่หลานฉันเดินตามหาเธอ เชอะ! อย่าคิดว่าหลานฉันจะสนใจอะไร เธอมันแค่คนร้าย”
:( ‘มันอะไรวะน่ะ’ ถ้าไม่นับเื่อายุ ฉันก็อยากจะยืมปืนของลุงจ่ามาตบกะโหลกสองคนนี้จริงๆ นี่พวกเขาคิดว่าตัวเองเป็ผู้จัดละครเหรอ ใครต่อใครถึงจะต้องทำอย่างที่ตัวเองคิด ‘โตมายังไงกันวะเนี่ย’ “เฮ้อ” ฉันลุกขึ้นยืนแล้วบอกลุงจ่าว่า “ระหว่างรอไอ้ต้อย หนูขอออกไปโทรศัพท์หาแม่ก่อนนะคะ”
“ไปเถอะ” ลุงจ่าอนุญาต
ฉันพยักหน้าให้ลุงแล้วเดินผ่านสองน้าหลานออกไปด้านนอก บรรยากาศตอนบ่ายสองโมงแดดแรงเป็บ้า ไม่รู้ว่าป่านนี้พ่อจะขับรถไปส่งแม่รึยัง ใจจริงวันนี้ฉันกะจะไปขายของกับท่านแท้ๆ เลย ฉันล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วต่อสายทันที ตรู๊ดๆๆ
ติ่ด “ฮัลโหลเพียว”
“แม่คะ เพียวอยู่โรงพัก”
"..."