เช้าวันแรกของการปฏิบัติหน้าที่ในสำนักหยินหยาง ฉางเสวี่ยยืนนิ่งอยู่หน้าคันฉ่องสำริดในห้องพักที่หวงฝู่จัดเตรียมให้ นางมองเงาสะท้อนของตนเองด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ชุดอาจารย์ที่หวงฝู่จัดเตรียมให้นั้นแม้จะเป็สีขาวบริสุทธิ์ตามแบบฉบับที่นางคุ้นเคย ทว่าการออกแบบกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ผ้าไหมเนื้อละเอียดบางเบาจนแนบไปกับสัดส่วนทุกส่วนของร่างกาย โครงสร้างชุดจงใจเน้นรอยเว้าของเอวเรียวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และที่ทำให้นางต้องเม้มริมฝีปากแน่นคือชายกระโปรงที่สั้นเหนือเข่าขึ้นมาหลายนิ้ว เผยให้เห็นเรียวขาขาวผ่องท้าทายสายลม ทุกครั้งที่ขยับกาย ชายผ้าจะสะบัดไหวจนนางรู้สึกเหมือนตนเองกึ่งเปลือยเปล่าอยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่ทำให้นางใมากที่สุดคือการที่ผ้าไหมบางเฉียบนี้ทำให้รูปร่างของนางเด่นชัดจนน่าอาย หน้าอกอวบอิ่มที่เคยซ่อนอยู่ใต้ชุดหลวมๆ บัดนี้กลับโค้งเด่นเย้ายวนผ่านเนื้อผ้าที่แนบเนื้อ เอวเรียวที่มีสัดส่วนสมบูรณ์แบบดูเหมือนจะเชิญชวนให้มือใครสักคนโอบกอด และสะโพกที่มีเส้นสายอ่อนช้อยทำให้การเดินของนางดูเย้ายวนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"นี่คือวิถีแห่งที่นี่... ข้าต้องผ่านมันไปให้ได้" นางพึมพำกับตัวเอง ปรับสีหน้าให้เ็าและสงบนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ใจลึกๆ จะรู้สึกไม่ชินกับการแต่งกายแบบนี้
เมื่อนางก้าวออกจากห้องพัก แสงแดดยามเช้าที่ส่องกระทบผิวกายขาวเนียนทำให้ชุดผ้าไหมบางเฉียบเปล่งประกายระยิบระยับ ศิษย์ชายหญิงที่เดินผ่านไปมาต่างหันมามองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชม บางคนแอบกระซิบกันเบาๆ เมื่อเห็นความงามที่สูงส่งทว่าเย้ายวนใจของอาจารย์หญิงคนใหม่
ฉางเสวี่ยพยายามเดินด้วยท่าทางสง่างามเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกของผ้าไหมที่เสียดสีกับผิวพรรณทุกครั้งที่เดิน และสายตาที่จับจ้องมาจากทุกทิศทางทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นปนประหม่าอย่างแปลกๆ
ไม่ไกลจากนั้น ในหอสูงที่มองเห็นทุกมุมของสำนัก ประมุขหวงฝู่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างกว้าง สายตาของเขาติดตามการเคลื่อนไหวของฉางเสวี่ยด้วยความพึงพอใจ เขาใช้พลังจิตส่องดูทุกย่างก้าวของนาง ทุกการสะบัดของชายกระโปรง และทุกครั้งที่นางต้องปรับชุดเพราะความไม่ชิน
"สมบูรณ์แบบ..." เขากระซิบกับตัวเอง "ชุดนี้ทำให้ความงามของนางเด่นชัดขึ้นเป็สิบเท่า และที่สำคัญ... มันจะทำให้นางเริ่มคุ้นเคยกับการเป็จุดสนใจของสายตาผู้ชาย"
ภายในโถงเรียนไม้หลังใหญ่ ศิษย์ชายหญิงนับสิบนั่งเรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบ ทันทีที่ฉางเสวี่ยก้าวเข้ามา แสงแดดยามเช้าที่ส่องกระทบผิวกายขาวเนียนที่อยู่นอกร่มผ้าก็ทำให้เหล่านักศึกษาต่างตกตะลึงในความงามที่ดูสูงส่งทว่าเย้ายวนใจ
ศิษย์ชายหลายคนแอบกลืนน้ำลายเมื่อเห็นเรียวขาขาวผ่องที่เผยออกมาจากชายกระโปรงสั้น และการที่ผ้าไหมบางแนบเนื้อทำให้เห็นรูปทรงของหน้าอกอวบอิ่มได้อย่างชัดเจน ส่วนศิษย์หญิงต่างมองด้วยความอิจฉาปนชื่นชมในความงามที่ไม่มีใครเทียบได้
ฉางเสวี่ยพยายามวางตัวให้ดูน่าเกรงขาม นางกางม้วนคัมภีร์ออกและเริ่มบรรยายเนื้อหาของวันนี้ แต่ใจลึกๆ กลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างแปลกๆ เมื่อััได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาจากศิษย์ทุกคน นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่นางรู้สึกว่าตนเองเป็จุดสนใจของผู้อื่นในแบบนี้
"วันนี้เราจะเรียนเื่..." นางเริ่มต้น แต่เสียงสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหลจากศิษย์ชายหลายคน
ทว่าเนื้อหาที่ต้องสอนกลับทำให้นางต้องอึดอัดใจยิ่งกว่าชุดที่สวมใส่ เพราะมันคือ "หลักการประสานปราณหยินหยางผ่านการััทางกาย"
"การฝึกปราณในขั้นนี้... มิอาจกระทำได้เพียงลำพัง" เสียงของนางสั่นน้อยๆ ทว่ายังคงความชัดเจน "พวกเ้าต้องเรียนรู้ที่จะรับรู้ความร้อนจากผู้อื่น เพื่อนำมาปรับสมดุลกับความเย็นในตนเอง..."
ฉางเสวี่ยต้องฝืนอธิบายถึงการแลกเปลี่ยนพลังผ่านการประสานมือ การแนบชิดของแผ่นหลังเพื่อให้ปราณไหลเวียนเป็วงกลมสม่ำเสมอ ยิ่งนางอธิบายถึงความ "วาบหวาม" ที่เกิดขึ้นในขณะที่พลังทั้งสองขั้วปะทะกันว่าเป็เื่ปกติและจำเป็ นางก็ยิ่งรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว
ดวงตาคู่สวยพยายามไม่สบตากับศิษย์คนใดโดยตรง แต่นางกลับััได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาจากทุกทิศทาง นางรู้สึกเหมือนตนเองไม่ได้กำลังสอนวิชาอาคม แต่กำลังสอนเื่ที่น่าละอายอย่างบอกไม่ถูก
ศิษย์ชายคนหนึ่งยกมือขึ้น "อาจารย์ครับ หากการ 'วาบหวาม' นั้นรุนแรงเกินไป จะมีวิธีควบคุมหรือไม่ครับ?"
ฉางเสวี่ยรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นเมื่อต้องตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกทางกาย "การควบคุม... ต้องอาศัยการฝึกฝนและความเข้าใจร่างกายของตนเอง..." นางตอบด้วยเสียงที่พยายามให้ดูเป็มืออาชีพ
ศิษย์หญิงคนหนึ่งถามต่อ "แล้วหากเราไม่มีคู่ฝึก จะสามารถฝึกเพียงลำพังได้หรือไม่คะ?"
คำถามนี้ทำให้ฉางเสวี่ยนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ใบหน้าของนางแดงก่ำขึ้นทันที "การฝึกเพียงลำพัง... ก็เป็ไปได้ แต่ประสิทธิภาพจะไม่เท่ากับการมีคู่ฝึก..."
กระนั้น ด้วยความเป็มืออาชีพและการวางตัวที่ไร้ที่ติ คาบเรียนแรกก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีโดยไม่มีเหตุการณ์วุ่นวาย ศิษย์ทุกคนต่างแยกย้ายไปด้วยความเลื่อมใสในความรู้ของอาจารย์หญิงคนใหม่ แต่ก็ไม่อาจลืมภาพความงามที่เย้ายวนใจของนางได้
เมื่อโถงเรียนเริ่มเงียบเหงา ฉางเสวี่ยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก นางทรุดกายลงนั่งพักที่โต๊ะไม้ ลูบไล้ชายกระโปรงที่สั้นเต่อของตนอย่างไม่ชินมือนัก ทว่าในขณะที่นางกำลังจะจัดเก็บคัมภีร์เพื่อกลับไปพักผ่อน เงาร่างหนึ่งก็ก้าวเข้ามาในโถงอย่างเงียบเชียบ
"ท่านอาหญิง... หลานมีเื่บางประการที่ติดค้างในใจ อยากจะขอรับคำชี้แนะภาคทฤษฎีจากท่านเป็การส่วนตัวสักครู่ได้หรือไม่ครับ?"
หลิวอวี้ ก้าวเข้ามาพร้อมกับม้วนคัมภีร์ในมือ ใบหน้าของเขาสงบนิ่งทว่าแววตาดูครุ่นคิดอย่างหนัก เป็การปรากฏตัวที่ทำให้ฉางเสวี่ยต้องดึงมาดอาจารย์กลับมาสวมไว้อีกครั้ง
หลิวอวี้เป็ศิษย์ชายที่มีใบหน้าหล่อเหลาและท่าทางสุภาพเรียบร้อย เขาเป็ลูกชายของศิษย์คนหนึ่งของฉางเสวี่ยในอดีต จึงนับเป็หลานห่างๆ ของนาง แม้จะอายุห่างกันไม่มากนัก แต่ด้วยสายเืและความเคารพที่มีต่อกัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขามีความพิเศษกว่าศิษย์คนอื่นๆ
สิ่งที่ฉางเสวี่ยไม่รู้คือ หลิวอวี้เป็หนึ่งในหมากสำคัญที่ประมุขหวงฝู่จงใจเก็บไว้ เขาเลี้ยงดูและฝึกฝนหลิวอวี้มาอย่างดีเพื่อให้เป็สะพานเชื่อมระหว่างฉางเสวี่ยกับสำนัก การที่หลิวอวี้เป็ทั้งศิษย์และหลานห่างๆ ทำให้เขาเป็คนที่ฉางเสวี่ยไว้วางใจและยากที่จะปฏิเสธ
"หลิวอวี้..." ฉางเสวี่ยเอ่ยชื่อด้วยความอบอุ่น "เ้าเป็หลานที่ดีของอา มีอะไรสงสัยก็ถามมาได้เสมอ"
ฉางเสวี่ยเงยหน้าขึ้นมองหลานชาย นางพยายามปรับลมหายใจให้เป็ปกติ แม้จะยังรู้สึกประหม่ากับชุดที่สั้นเต่ออยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของหลิวอวี้ ความเป็อาจารย์ในตัวก็ข่มความอายไว้ได้
"ว่ามาสิ หลิวอวี้ เ้าติดขัดตรงไหนในบทเรียนเมื่อครู่รึ?"
หลิวอวี้คลี่ม้วนคัมภีร์ลงบนโต๊ะไม้ ชี้ไปยังภาพวาดเส้นชีพจรที่ซับซ้อน "ในคัมภีร์กล่าวถึงการ 'ประคองปราณเหมันต์ผ่านจุดเสินเต้า' เพื่อไปหล่อเลี้ยงหัวใจ แต่หลานสงสัยว่า หากเราส่งแรงสั่นะเืของปราณผิดจังหวะเพียงนิด มันมิใช่เป็การแช่แข็งเส้นเืรอบหัวใจไปเลยหรือครับ? หลานพยายามลองโคจรดูเมื่อครู่ แต่กลับรู้สึกว่าตำแหน่งของจุดนั้นมันลึกซึ้งเกินกว่าที่นิ้วมือจะคลำหาได้พบจากภายนอก"
ฉางเสวี่ยพยักหน้าอย่างชื่นชม "เ้าช่างสังเกตนัก จุดเสินเต้าคือจุดชี้เป็ชี้ตาย หากส่งปราณทื่อๆ เข้าไปย่อมเป็อันตราย แต่หากใช้การ 'สั่นะเื' ที่ถูกจังหวะ มันจะกลายเป็การกระตุ้นพลังชีวิต"
"นั่นแหละครับที่หลานกังวล..." หลิวอวี้ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด แววตาเต็มไปด้วยความฉงน "คำว่า 'สั่นะเืที่ถูกจังหวะ' นั้น ในภาคทฤษฎีเขียนไว้สั้นนัก หลานเกรงว่าหากหลานไปฝึกเองที่เรือนแล้ววางตำแหน่งนิ้วผิด หรือกะแรงสั่นไม่ได้ หลานอาจจะทำร้ายตัวเองได้... ท่านอาพอจะช่วยสาธิต 'น้ำหนัก' ที่ถูกต้องให้หลานเห็นภาพได้ไหมครับ?"
ฉางเสวี่ยลังเล นางมองไปรอบๆ โถงเรียนที่เริ่มไร้ผู้คน ก่อนจะถอนหายใจ "ก็ได้... มานั่งตรงนี้ อาจะส่งปราณผ่านร่างเ้า ให้เ้าจำความรู้สึกนั้นไว้"
นางวางฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของหลิวอวี้ ส่งปราณเหมันต์ที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้เข้าไป หลิวอวี้หลับตาลงนิ่งสงบ ซึมซับการสั่นะเืนั้นอยู่ครู่ใหญ่ จนกระทั่งเขาลืมตาขึ้นและหันกลับมามองนางด้วยสายตาที่ดูสับสน
"หลานพอจะััได้ถึงความเย็น... แต่หลานกลับไม่รู้ว่าแรงที่ส่งมาจากท่านอา มันต้อง 'ลึก' ลงไปกี่ส่วนถึงจะถึงจุดที่ปลอดภัย" หลิวอวี้เอ่ยเสียงแ่ ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ฉางเสวี่ยใจกระตุก "เพื่อความปลอดภัยของหลานในวันหน้า... ขอให้หลานได้ลองส่งปราณแบบเดียวกันนี้กลับไปยังจุดเดียวกันบนร่างกายของท่านอาได้หรือไม่ครับ? ท่านอาจะได้เป็ผู้ตรวจสอบเองว่า น้ำหนักที่หลานเข้าใจนั้น มันตื้นหรือลึกเกินไป"
ฉางเสวี่ยชะงัก ใบหน้าขาวนวลขึ้นสีจัดทันที "หลิวอวี้! นี่มัน... มันไม่เหมาะ อาเป็อาจารย์ และอาเป็หญิง..."
"หลานทราบดีครับท่านอาหญิง และหลานก็ละอายใจที่ต้องขอเช่นนี้" หลิวอวี้ประสานมือแน่น ก้มหน้าลงดูน่าเวทนา "แต่ในสำนักนี้มีเพียงท่านอาที่เป็สายเืเดียวกันและบรรลุวิชานี้ หากหลานทำผิดพลาดจนชีพจรพังทลาย หลานจะเหลือใครให้พึ่งพาอีก... หลานขอสาบานด้วยเกียรติว่าจะไม่มีเจตนาลามกแม้เพียงนิด หลานเพียงอยากแน่ใจในวิชาเท่านั้น"
ฉางเสวี่ยจ้องมองแผ่นหลังที่สั่นเทาน้อยๆ ของหลานชาย นางเห็นความตั้งใจจริงและความกังวลผ่านท่าทางนั้น ใจหนึ่งก็รู้ว่าไม่ควร แต่อีกใจหนึ่ง ความห่วงใยในฐานะญาติผู้ใหญ่ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวก็ชนะทุกสิ่ง
"ก็ได้..." นางเอ่ยเสียงเบาจนแทบเป็เสียงกระซิบ "แต่อย่าให้เกินเลยกว่าการตรวจชีพจร"
นางค่อยๆ หันหลังให้หลานชาย ใจเต้นระทึกจนแทบจะหลุดออกมาข้างนอก ชุดที่สั้นและบางทำให้ความรู้สึกยามที่หลิวอวี้ค่อยๆ วางมือลงบนกลางแผ่นหลังนั้นรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า
ทันทีที่ฝ่ามืออุ่นๆ ของชายหนุ่มััลงบนผ้าไหมบางเฉียบที่กั้นผิวเนื้อของนางไว้ ฉางเสวี่ยถึงกับตัวสั่นเทิ้ม ความร้อนจากมือเขาดูเหมือนจะซึมผ่านผ้าเข้ามาแผดเผาผิวของนางในทันที
"ท่านอาครับ... ผ้าไหมนี่มันลื่นเกินไป หลานััไม่ถูกว่ากระดูกสันหลังข้อที่้านั้นอยู่ตรงไหนกันแน่" หลิวอวี้เอ่ยเสียงพร่าข้างใบหูนาง "มันทำให้หลานระบุจุด 'เสินเต้า' ไม่ชัดเจนเลยครับ..."