บทที่ 39
เวลา 06.00 น. ณ ห้องครัวภายในร้านอาหารของหลงเฟย“เป็นยังไง อาการดีขึ้นรึยังล่ะ?” หลงเฟยหันไปถามเด็กน้อยที่นั่งอยู่ด้านข้าง“ดีขึ้นแล้วขอรับนายท่าน ทานข้าวต้มร้อนๆ นี่ช่วยได้เยอะเลยขอรับ” แวนหันมาตอบเจ้านายของเขา แล้วเด็กน้อยก็ทานข้าวต้มใส่ไข่ต่อไปอย่างเอร็ดอร่อย“แหมๆ แวนนี่เจ้าทานอะไรก็อร่อยไปหมดเลยนะ ถ้าเมื่อคืนเจ้าไม่ละเมอขึ้นมากินข้าวสารแข็งๆพวกนั้น ตอนนี้คงได้ทานสุดยอดข้าวเหนียวหมูปิ้งแสนอร่อยนี่แน่ๆ” วินเซนต์พูดแซวเล่นกับเด็กน้อย“แต่ข้าวต้มที่นายท่านทำให้ทานนี่อร่อยจริงๆนะ ท่านวินเซนต์ ส่วนหมูปิ้งนั้นข้าเคยทานแล้ว และมันจะมีให้ข้าทานทุกๆวันแน่นอน เพราะร้านเราขายหมูปิ้งไงล่ะขอรับ” เด็กน้อยตอบวินเซนต์กลับไปอย่างใสซื่อ“ใช่ซิ!!! ข้าเพิ่งได้ทานหมูปิ้งเลิศรสนี้เป็นครั้งแรกนี่ เชอะ! ข้าทานต่อดีกว่า โอ้!!! สิ่งนี้ดุจดังอาหารที่พระเจ้าประทานมาให้ข้า วินเซนต์ศิลปินผู้ต่ำต้อยเลยทีเดียว” วินเซนต์ตอบกลับเด็กน้อยงอนๆ ที่ไม่รับมุขของเขา แล้วหันมาสนใจอาหารตรงหน้าพร้อมกับพรรณนาอยู่คนเดียว“ฮะๆ แวนรีบทานข้าวให้เสร็จเถอะ แล้วไปช่วยแม่เขาขายของนะ” หลงเฟยแอบขำวินเซนต์เล็กน้อย แล้วบอกกับแวนด้วยความเอ็นดู ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าม้าวิ่งมาตามถนน พร้อมกับเสียงตะโกนป่าวประกาศเสียงดัง“เกิดเหตุฉุกเฉินๆ มอนสเตอร์โจมตีเมืองขอให้ประชาชนกลับเข้าที่พักอาศัย ทหารแห่งเมืองแอนวีนทุกนายรีบไปรายงานตัวที่สังกัดของตนทันที เกิดเหตุฉุกเฉินๆ มอนสเตอร์โจมตีเมืองขอให้ประชาชนกลับเข้าที่พักอาศัย ทหารแห่งเมืองแอนวีนทุกนายรีบไปรายงานตัวที่สังกัดของตนทันที” ชาวบ้านชาวเมืองต่างตกใจในเสียงประกาศของทหาร แต่ยิ่งทำให้ชาวบ้านยังชุมนุมพูดคุยกันมากขึ้น ในส่วนของย่านการค้าที่อยู่บริเวณตัวเมืองชั้นกลางนั้น ไม่อาจเห็นการเคลื่อนไหวของทหารรอบกำแพงเมืองได้ ทำให้ชาวบ้านแถวนี้ดูไม่มีรีบร้อนอะไร ต่างจากคนที่อยู่ตัวเมืองชั้นนอกที่กำลังวุ่นวายเก็บข้าวของเข้าบ้านกันใหญ่ ซึ่งหลงเฟยก็กำลังสั่งงานเหล่าลูกน้องอย่างเร่งด่วน “คุณแอนฝากเรื่องอาหารด้วยนะครับ คุณเควินกับแวนก็ฝากดูลูกค้า(ซึ่งน่าจะน้อยมากๆ) และแจกอาหารให้ชาวบ้านด้วยนะครับ ส่วนพี่วินเซนต์ฝากร้านกับดูเรื่องของที่ให้ทำไว้ด้วยนะครับ ไม่รู้ว่าผมจะได้กลับบ้านกี่โมง เอาล่ะผมไปก่อนนะครับ” หลงเฟยกล่าวออกมาขณะตรวจสอบของในย่ามให้เรียบร้อย“โชคดีนะขอรับ/เจ้าค่ะ” เควิน แอน และแวน กล่าวอวยพรเจ้านาย“ไว้ใจพี่ได้เลย ระวังตัวด้วยล่ะ” วินเซนต์กล่าว “แก๊ง แก๊ง แก๊ง แก๊ง” เสียงระฆังก้องกังวานไปทั่วเมืองขณะที่หลงเฟยกำลังวิ่งออกจากบ้านไปทางค่ายทหาร เสียงของระฆังโบสถ์หลายแห่งก็ดังขึ้นพร้อมๆกัน นั่นเป็นเสียงสัญญาณเตือนภัยจากทางการให้ประชาชนกลับเข้าที่พักอาศัยให้เรียบร้อย รวมทั้งเป็นการเรียกรวมพลทหารอีกด้วย หลงเฟยกำลังวิ่งอยู่บนถนนฝ่าฝูงชนมากมายในย่านการค้า ซึ่งกำลังเร่งรีบเก็บของกลับบ้าน ชายหนุ่มพยายามหลบไปตามตรอกซอกซอย เพื่อเป็นทางลัดไปยังค่ายทหารด้านท้ายเมือง ที่ตั้งอยู่ติดกับภูเขาหินสูงชันอันเป็นปราการธรรมชาติของเมืองด้านทิศตะวันตก ขณะที่หลงเฟยกำลังวิ่ง และเห็นประตูค่ายอยู่รำไร ก็มีเสียงเรียกเขามาจากด้านหลัง“เฟย เดี๋ยวก่อน!” มิเชลที่วิ่งมา เรียกให้หลงเฟยหยุด“อ้ะ! พี่มิเชลว่ายังไงครับ”“เจ้าจะเข้าประจำการทั้งทีก็ต้องมีอาวุธคู่กาย รับนี่ไปสิ” มิเชลยื่นมีดสั้นพร้อมฝักทำจากหนังเก่าๆให้ชายหนุ่ม“มีดเหรอครับ ขอบคุณมากนะครับ แล้วพี่เอาของมาให้ผมเวลานี้ไม่เป็นอะไรเหรอครับ” หลงเฟยรับมีดไว้แล้วถามกลับมิเชล“ฮะๆ ไม่เป็นอะไรหรอก ข้าได้รับคำสั่งจากหัวหน้าป้อมให้มารับฟังคำสั่งที่นี่เพื่อกลับไปรายงาน ส่วนมีดที่ให้เจ้าไปเป็นของที่ลีมูนฝากมาน่ะ อย่าลืมไปขอบคุณเขาด้วยล่ะ ข้าไปก่อนนะ ระวังตัวด้วย” มิเชลหลังจากมอบของให้หลงเฟยเสร็จ ก็รีบวิ่งนำหน้าชายหนุ่มเข้าไปในค่ายทันที ซึ่งหลงเฟยก็วิ่งตามเข้าไปติดๆ แต่เขาแยกตัวไปอีกทางเพื่อตามหากลุ่มทหารใหม่ ทหารหลายนายต่างวิ่งวุ่น แต่หลงเฟยก็หากลุ่มของเขาได้ไม่ยาก เพราะทหารใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงการฝึกยังไม่มีเครื่องแบบ การแต่งกายก็เหมือนชาวบ้านทั่วไป ซึ่งคนที่แต่งตัวแปลกกว่าใครทั้งเมืองก็คงจะเป็นตัวของหลงเฟยเองนั่นแหละ ที่ใส่เสื้อยืดแขนยาวสีดำกับกางเกงยีนส์ และรองเท้าบู๊ท พร้อมสะพายย่าม “ผมหลงเฟย มารายงานตัวครับคุณมาร์” หลงเฟยแจ้งกับนายทะเบียนเจ้าเก่าที่ยืนอยู่หน้าแถวของกลุ่มทหารใหม่“มาเร็วดีนี่เจ้าน่ะ ไปนั่งรอในแถวกับคนอื่นก่อนยังขาดอีกเป็นร้อยคนเลย” นายทะเบียนแจ้งกับชายหนุ่ม แล้วหลงเฟยก็เดินไปยังกลุ่มทหารใหม่ที่นั่งเรียงเป็นแถวอยู่กับพื้น เขากวาดสายตามองคร่าวๆ ก็เห็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาทั้งชายหญิงหลายคน และแทบทุกคนก็ทักทายหลงเฟยอย่างเป็นกันเอง “หลงเฟยมานั่งข้างข้าตรงนี้สิ” ชายหนุ่มผมยุ่งๆ อายุประมาณ 20 ปีโบกมือเรียกเขา หลงเฟยจึงเดินไปนั่งตรงนั้น“นายมาเร็วเหมือนกันนะ บ้านอยู่แถวนี้เหรอ” หลงเฟยถามชายผู้ที่เรียกเขามา“พ่อข้าเป็นทหารสังกัดค่ายนี้ ข้าพอจะรู้เรื่องการระดมพลตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เอ่อ! ข้าชื่อโทมัสนะ” ชายหนุ่มโทมัสบอกชื่อ พร้อมเกาหัวแก้เขินนิดหน่อย“ผมชื่อหลงเฟย ยินดีที่ได้รู้จัก” หลงเฟยแนะนำตัวกลับตามมารยาท ชายหนุ่มรู้อยู่แล้วว่าตัวเองเป็นคนดังในเมืองนี้ มีคนรู้จักเขามากมาย แต่เขากลับรู้จักเพียงไม่กี่คนเท่านั้น“เจ้านี่เป็นพ่อค้าที่สุภาพ และถ่อมตน อย่างที่ใครๆเขาก็พูดกันจริงๆด้วย พ่อของข้าเคยซื้อข้าวเหนียวไก่ทอดมาให้ลองชิม มันอร่อยมาก ตั้งแต่เกิดมาข้ายังไม่เคยกินอะไรแบบนี้มาก่อนเลย แต่ข้าที่ต้องมาฝึกซ้อมทั้งวันก็ไม่มีโอกาสได้กินอีกเลย โครกกกกกกก” โทมัสทำหน้าเศร้า แล้วท้องก็ร้องออกมา“เอิ่ม...เมื่อเช้าไม่ได้ทานข้าวมาเหรอ ฮะๆ” หลงเฟย และคนรอบข้างต่างก็หัวเราะออกมาจากเสียงท้องร้องของโทมัส นั่นทำให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงไปมาก พวกเขาคุยกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งคุณมาร์นายทะเบียนก็ไม่ได้ว่าอะไร นั่นก็เพราะสิ่งที่เหล่าทหารใหม่จะเจอหลังจากนี้ เป็นเรื่องที่ไม่อาจหัวเราะได้อีก ทหารใหม่ในแถวเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลงเฟยสังเกตเห็นว่าทั้งหมดมีมากกว่าตอนที่เขาฝึกซ้อมถึงสองเท่า และเขาไม่คุ้นหน้าคุ้นตาคนพวกนี้เลย หลงเฟยคุยกับโทมัสอีกสักพัก หัวหน้าผู้ฝึกสอน และผู้ช่วยฯก็เดินมาที่หน้าแถวของพวกเขา เมื่อกวาดสายตามองทหารใหม่หนึ่งรอบ ผู้ช่วยฯก็เริ่มการจัดระเบียบทันที“ทั้งหมด แถว ตรง!”