สุดท้ายนายตำรวจวัยกลางคนได้ยอมแพ้ ยอมลดปืนลง
เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนว่าตู้ถงเหนียง ได้ชักปืนยิงเย่หยางกับตา แต่เขากลับไม่เป็อะไร และเป็เขานี่แหละที่ฆ่าสารวัตรสาวอย่างเืเย็น ดังนั้นมันคงเป็เื่ไม่ฉลาด หาก้าลองดีกับเขาอีกเป็ครั้งที่สอง
เย่หยางค้นตัวตู้ถงเหนียง
นอกจากกุญแจมือที่โยนให้เหวินหลิง ก็ไม่สิ่งใดติดตัว นอกจากกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ และปืนพก sig sauer p320sp ที่เหลือะุเพียง 11 นัด
การกระทำของเย่หยางดูไร้ยางอาย
ฆ่าคนเืเย็น
ค้นตัวศพและปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นโดยไม่สนใจ
“นอกจากลุง ตำรวจคนอื่นตายหมดแล้วเหรอ?” เย่หยางถามนายตำรวจคนที่เปิดประตู
เขาพยักหน้า
“พวกเราตายหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ผมคนเดียว และถ้าหากคุณ้าอาวุธผมคงต้องบอกว่าไม่มี นอกจากปืนในมือผมหนึ่งกระบอก สถานนีตำรวจแห่งนี้ก็ไม่มีอาวุธอย่างอื่น นอกจาก...กระบองที่แขวนบนผนังห้องทำงานสารวัตร”
“เก็บปืนลุงไว้เถอะ” เย่หยางไม่ใช่คนใจร้ายถึงขนาดแย่งชิงทุกสิ่ง
ที่ทำไปเมื่อครู่เป็เพราะป้องกันตัวเอง ไม่งั้นเขาคงไม่ต้องลงมือฆ่าตำรวจสาว
ได้ยินถ้อยคำดังกล่าวอู๋เฟยเบาใจลง เพราะถ้าหากเย่หยาง้าชิงปืนจากนายตำรวจผู้ช่วยชีวิต คงต้องมีปากเสียงกันสักหน่อย
เย่หยางมองถนนแยกไฟแดง
เที่ยงวันแล้วกำลังมีขนนกโปรยปรายลงมา
บรรยากาศมืดมน
เทวทูตยังเดินเตร่ทั่วทุกมุมตึก
ส่วนที่ถูกเขาฆ่าไปเมื่อครู่กลายเป็ศพ ไม่นานจึงถูกพวกเดียวกันกัดกิน เหลือเพียงกระดูกสีดำชวนน่าขนลุกกองบนพื้น
รถที่ถูกจอดทิ้งไว้มีมากเหลือเกิน หาก้าขับฝ่าดงเทวทูตเดินดินไปจากที่นี่ จำเป็ต้องเคลียร์เส้นทางเสียก่อน
โดยเฉพาะจุดนี้คือตัวเมือง รถจึงแน่นกว่า่อื่น แทบไม่มีช่องว่างพอให้ขับฝ่าออกไป
“เย่หยาง เมื่อครู่นายทำได้ไง” เมื่อเห็นว่าเย่หยางเอาแต่ยืนมองไปข้างนอก หวงหลงจึงเข้ามาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เหตุการณ์เมื่อครู่ยังตราตรึงใจ
เย่หยางสร้างบาเรียขึ้นมาป้องกันะุปืน ช่างเป็พลังที่สุดยอด จนทำให้หวงหลงไอ้บ้าเกม ลืมไปเลยว่าเพื่อนคนนี้เพิ่งฆ่าผู้หญิงสวยคนหนึ่งมา
ไม่สิ ความจริงเขาก็รู้นั่นแหละเพียงแต่เลือกที่จะเมิน เพราะเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ฉือจี้ได้ผลักอู๋เฟยและเอาตัวรอดไปคนเดียว ช่างเป็ผู้หญิงไร้ยางอายและเืเย็น ตายไปเสียได้ก็ดี
“อ๋อนั่นน่ะเหรอ...” เย่หยางละสายตากลับมา มองเพื่อนสนิทและตอบเป็กันเอง
“ฉันกลายเป็ราชันลำดับ 2 แล้ว ก็อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ ว่าลำดับหนึ่งหรือสองสามารถเลือกเบี้ยหรือสร้างบาเรียได้ ก่อนหน้านี้ฉันเลือกเบี้ยเพราะมีพวกนาย แต่ตอนนี้พอเลื่อนมาถึงลำดับสอง ก็มีพลังในการสร้างบาเรียอย่างที่เห็น”
“ว้าว สุดยอดเลยเย่หยาง นายเลื่อนเป็ลำดับสองแล้ว นั่นหมายความว่าฉันจะไม่ต้องกลายเป็เบี้ยแล้วใช่ไหม?” หวงหลงดูกระตือรือร้นเป็พิเศษ และแน่นอนถ้อยคำของเขาย่อมทำให้เหวินหลิงและคนที่เหลืออยากรู้อยากเห็น
เย่หยางส่ายศีรษะ และนั่นทำให้หวงหลงมีสีหน้าผิดหวัง
“ก็อย่างที่บอก เลื่อนลำดับหนึ่งครั้งจะมีพลังให้เลือกเพียงหนึ่งอย่าง พลังที่พูดไม่เกี่ยวกับว่าราชันคนนั้นมีพลังอะไร ต่อให้เอกลักษณ์จะต่างแต่พลังในการเลื่อนลำดับยังเหมือนกันทั้งหมด สำหรับฉันลำดับแต่ละลำดับก็คงไม่ต่างจากหมากบนกระดาน ยิ่งลำดับสูงก็ยิ่งมีทหารมาก และถ้าหากฉันเป็ลำดับสาม สามารถเลือกพวกนายให้มาเป็หนึ่งในขุลพลได้ และนอกจากนั้นตัวขุนพลจะมีพลังพิเศษตามเอกลักษณ์นั้นๆ ของราชัน”
หวงหลงฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ และอู๋เฟยเองก็เช่นกัน
ถึงจะไม่ชอบในวิธีการของเย่หยางแต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว
ไม่สามารถใช้แิเดิมๆ มาตัดสินได้
เมื่อเห็นพวกเขาตั้งใจฟัง เย่หยางอธิบายต่อในขณะที่ในมือมีช็อคโกแลตหนึ่งแท่ง
“หลังจากนี้ทุกครั้งที่ฉันเลื่อนลำดับ ฉันสามารถเลือกขุนพลได้หนึ่งคน และตัวขุนพลจะมีพลังพิเศษที่เป็เอกลักษณ์ นอกจากนั้นยังมีลูกน้องใต้บังคับบัญชา 10 คน...และทุกครั้งที่ฉันเลื่อนลำดับ ขุนพลก็จะยิ่งมีลูกน้องใต้บังคับบัญชาเพิ่มขึ้น”
ถ้อยคำที่เย่หยางเอ่ยมา มันได้จุดประกายบางอย่างให้ตัวหวงหลง และคนอื่นๆ คงคิดไม่ต่างจากเขาสักเท่าไหร่
เหวินหลิงไม่มีข้อกังขาในพลัง 'เบี้ย' เธอได้เห็นอู๋เฟยและหวงหลงต่อสู้แล้ว จึงได้รู้ว่ามีความแข็งแกร่งถึงขั้นสามารถล้มเทวทูตได้ ถึงแม้จะต้องรุมมันก็เถอะนะ
ดังนั้นถ้าหากได้กลายเป็หนึ่งในขุนพล แล้วมีพลังบางอย่างเพิ่มเข้ามาล่ะ...นี่มันเหมือนกับเนื้อติดมันบนเตาถ่านหินร้อนๆ ล่อให้น้ำลายไหล หากบอกว่าไม่อยากทานคงเป็เื่โกหก
“งั้นฉันจองตำแหน่งขุนพลที่ว่า นายจะให้ฉันได้หรือเปล่า” หวงหลงถามอย่างเป็กันเอง ซึ่งแน่นอนที่กล้าถามเพราะเป็เพื่อน หากเป็เหวินหลิงคงไม่กล้า
เย่หยางเผยรอยยิ้มหน่อยนึง “ได้สิ แต่นายต้องถามอู๋เฟยด้วยนะ ว่าหมอนี่จะยอมหรือเปล่า”
“ฉันไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะถึงยังไงหวงหลงก็เก่งกว่าฉัน ไว้รอให้เขาได้เป็ขุนพลเมื่อไหร่ ค่อยถึงตาฉันก็แล้วกัน” อู๋เฟยไม่กล้าเข้าไปแย่งตำแหน่งที่ถูกจับจอง
ไม่ว่าจะมองแง่มุมไหน ทั้งการตัดสินใจและการต่อสู้ เขาไม่สามารถเทียบชั้นได้กับหวงหลง
“ฉันมีคำถาม” ในระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังคุยกัน เป่ยเจียวที่เงียบมาโดยตลอดยกมือขึ้น
“ว่ามาสิ”
ความจริงเย่หยางไม่ชอบให้ใครเข้ามาขัด โดยเฉพาะตอนคุยกับเพื่อน แต่พอเห็นว่าเป็ใครเขาจึงผ่อนคลายลง
“หลังจากที่ราชันเย่เลื่อนลำดับ พวกเราจะมีพละกำลังเพิ่มขึ้นมากไหม”
เป็คำถามที่ดี และนอกจากเธอเหวินหลิงก็อยากรู้เช่นกัน
เย่หยางตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “เพิ่มสิ ทุกการเลื่อนลำดับของราชันเบี้ยจะเลื่อนลำดับตามไปด้วย แต่ตัวเบี้ยไม่สามารถเลื่อนลำดับได้เอง การฆ่าเทวทูต 2 ตนของเบี้ยเท่ากับการฆ่าของราชัน 1 ตน นั่นเท่ากับว่า หากฉัน้าเลื่อนเป็ราชันลำดับ 3 ต้องฆ่าเทวทูตด้วยตัวเอง 150 ตน แต่ถ้าหากให้เบี้ยฆ่าให้ โดยที่ราชันอย่างฉันนั่งเฉยๆ จำนวนมันก็ออกจะ...”
ใช่จำนวนมันออกจะมากเกินไป งานนี้ถ้าหากราชันขี้ขลาด ก็พาเบี้ยตายไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
อีกอย่างที่เย่หยางไม่ได้บอก จำนวนที่เขาเพิ่งพูดไปนั้นน้อยกว่าราชันคนอื่นที่้าเลื่อนลำดับ สาเหตุเพราะเอกลักษณ์พลังมืด
“ขอบคุณสำหรับคำตอบ”
“ไม่มีปัญหา แล้วจะถามอะไรอีกหรือเปล่า”
“เอ่อ...มงกุฎสีดำที่อยู่บนศีรษะคุณ ตอนนี้มันหายไปไหนแล้วคะ”
มงกุฎ...ใช่แล้วมงกุฎราชัน ถ้าหากเป่ยเจียวไม่ถามพวกเขาคงจะไม่สังเกตว่าตอนนี้บนศีรษะของเย่หยางว่างเปล่า
“นี่เหรอ....” ชายหนุ่มจับศีรษะว่างเปล่า ก่อนจะอมยิ้มมุมปาก
“ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ควบคุมพลัง ปิดบังตัวตนเท่านั้นเอง ถ้าหากฉันอยากให้มงกุฎปรากฏออกมาก็ได้ แต่มันคงทำให้คนอื่นหวาดกลัว เธอคงไม่อยากให้พวกเขารู้สึกแย่และหวาดระแวงไปกว่านี้หรอกใช่ไหม”
เป่ยเจียวเหลือบมองผู้รอดชีวิตในสถานนีตำรวจ ต้องลอบพยักหน้าเห็นด้วยช้าๆ
ครั้งแรกที่เธอเห็นเย่หยางมีมงกุฎก็ใกลัวเหมือนกัน แล้วถ้าหากเปลี่ยนเป็พวกเขา คงไม่โชคดีอย่างเธอที่รอดชีวิต ดังนั้นการปกปิดเนี่ยแหละดีที่สุด
เย่หยางไม่ได้พูดอะไรหลังจากนั้น เนื่องจากในอนาคตมีการลอบสังหารราชันหลายครั้งหลายครา พวกเขาจึงได้ทำการซ่อนมงกุฎราชัน นอกจากตอนที่ใช้พลังเท่านั้นมันถึงจะปรากฏ หากเป็ยามปกติมันจะกลับเข้าไปในร่างกาย
แต่ถึงอย่างนั้นการควบคุมมงกุฎไม่ใช่ว่าใครก็สามารถทำได้
ในตอนแรกของการเสด็จเยือน นอกจากเย่หยางแล้วคงไม่มีคนอื่น
“ขอถามหน่อยสิ เื่ที่เธอพูดถึงคืออะไร เบี้ยหรือราชันคืออะไร ทำไมพวกเธอถึงได้มีความแข็งแกร่ง ถึงขนาดสามารถต่อสู้กับอสูรกายตัวสีดำได้”
ถึงคนอื่นจะสงสัยในสิ่งที่พวกเขาคุยกัน แต่คงไม่มีใครกล้าถาม ดังนั้นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในสถานีตำรวจอย่างชายวัยกลางคน เ้าของปืนพกสั้น จึงมีความกล้าแล้วถามตรงๆ
อู๋เฟยมองหน้าเย่หยาง เมื่อเห็นว่าเขาพยักหน้าจึงเริ่มเล่ารายละเอียดให้ตำรวจวัยกลางคนฟัง
จากการสนทนา ทำให้รู้ว่าแท้จริงเขาชื่อ ฝูเฉียว เป็นายตำรวจชั้นผู้น้อยทำงานในสถานีตำรวจเล็กๆ เมืองฉางหลง
หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าจากปากอู๋เฟย แม้หลายคนจะสงสัยในตัวเย่หยางแต่คงไม่มีใครกล้าเข้าไปพิสูจน์ เพราะจากหลักฐานที่เห็น แม้แต่ปืนยังไม่สามารถคร่าชีวิตเขาได้ มันย่อมบ่งบอกว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา
นายตำรวจฝูเฉียวพยักหน้าเงียบๆ พลางมองเย่หยางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
“เห้ยดูนี่สิ สัญญาณโทรศัพท์กลับมาใช้ได้แล้ว และดูเหมือนข่าวช่องดังกำลังประกาศบางอย่าง มาดูสิพวกเรา”
ในระหว่างที่บรรยากาศในสถานีตำรวจตกอยู่ในความเงียบ เด็กนักเรียนคนหนึ่งที่นั่งเล่นโทรศัพท์มือถือได้ส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ
ใครหลายคนเริ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
บ้างติดต่อหาคนรัก
บ้างติดต่อหาพ่อแม่
บ้างโทรหาตำรวจ
เย่หยางเองก็เป็หนึ่งในคนที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วกดไปหาครอบครัว ที่นานครั้งจะได้โทรกลับไปสักที
เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองพื้นที่ห่างไกล เย่หยางจึงไม่รีบร้อนที่จะไปช่วยเหลือ เพียงบอกให้หลบอยู่แต่ในบ้าน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็เป็แบบนี้ และมันทำให้พวกเขารอดชีวิต เย่หยางจึงไม่อยากทำให้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลง จึงเลือกใช้คำพูดเดิม