บทที่ 4
บทที่ 4จิลล์ปรายตาคู่สีฟ้ามองไปยังเพื่อนสาว เคอรี่เกาะกุมสมุดบันทึกไว้แน่น กระดาษที่หลุดเลื่อนตกเมื่อครู่มิได้ถูกจัดเข้าอย่างมีระเบียบ แม้ว่าจิลล์จะเข้ามาอยู่ใกล้และชวนพูดเล่นเจรจาอยู่ก็ไม่ทำให้เคอรี่คลายใจลงได้ ท่าทีของเธอยามนี้เหมือนคนที่เปราะบางและใกล้จะแตกสลายเต็มที หยาดน้ำใส ๆ เอ่อท้นอยู่ในเบ้าตาจิลล์เอื้อมมือไปจับข้อมือของเพื่อนสาวบิดขึ้นดูนาฬิกา“ตายจริง เคอรี่ ดูสิเราช้าไปมากแล้วนะ” เธอแสร้งร้องออกมา เหลือบตาขึ้นมองหน้าพี่ชายของทอดด์อย่างจะขออภัย “เราจะต้องทำข้อสอบให้เสร็จก่อนจะถึงวันจันทร์ค่ะ แล้วยังมีงานวิจัยที่จะต้องทำส่งด้วย แล้วตอนนี้เราก็ไม่มีเวลามากนัก เพราะว่าห้องสมุดใกล้จะปิดแล้วด้วย” เธอปล่อยข้อมือเคอรี่ออก จิกนิ้วลงไปบนไหล่เพื่อน หมุนร่างนั้นให้หันไปทางประตู “เธอควรจะได้พูดกับทอดด์เสียให้รู้เรื่องนะ เขาจะได้บอกให้รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะไปทานอาหารกันตอนกี่โมง ฉันดีใจจริงๆ ค่ะที่มีโอกาสได้รู้จักคุณ ฉันรู้ว่าคุณเองก็คงมีความยินดีเท่า ๆ กับเขาทั้งสองคนแล้วก็ฉันด้วย สวัสดีนะคะคุณริออดัน”ท่าทางเริงรื่นแจ่มใสของเธอได้รับการตอบรับด้วยแววตาที่แฝงความครุ่นคิดไว้ จิลล์สามารถรู้ได้ว่าดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้นมองตามหลังขณะที่เธอกับเคอรี่เดินตรงไปยังประตูตลอดเวลา พยายามตั้งสติไว้ให้มั่น ชวนเคอรี่คุยอยู่ตลอดเวลาจนเมื่อประตูปิดตามหลังลงอย่างปลอดภัยแล้ว ฝีเท้าของเธอจึงได้ชะลอลง อ้าปากสูดอากาศเย็นเยือกเข้าไปในปอดฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อ ช่างน่าแปลกอะไรเช่นนี้ จิลล์คิด เช็ดฝ่ามืออยู่กับกางเกงสีฟ้าหม่นที่สวมไว้ เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะมีผู้ชายคนใดสามารถทำให้ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวได้ อย่างที่ผู้ชายชื่อริออดันได้ทำให้เกิดขึ้น เป็นปฏิกิริยาที่ส่งผลสะท้อนถึงจิตใจมากกว่าที่เธอคิดนัก เธอเหลือบตามองไปทางเคอรี่ซึ่งยังตัวสั่นงันงกอยู่กับการปะทะคารมที่เกิดขึ้น“นั่นก็คือพี่ชายของทอดด์สินะ” จิลล์เอ่ยออกมาดังๆคำพูดของเธอราวจะปลดปล่อยเคอรี่ออกจากความกลัวอันน่าหวาดหวั่นซึ่งครอบคลุมเธอไว้จนพูดไม่ออกดวงตากลมโตเบิกโพลงลอยคว้างอยู่บนใบหน้าซีดเผือดเมื่อหันมามองเพื่อนสาว“โอ..จิลล์ เขาไม่ต้องการให้ฉันแต่งงานกับทอดด์” หางเสียงของเธอราวคนที่ใกล้จะเสียสติ ความฝันถึงความรักอันสมบูรณ์ได้กลับกลายเป็นฝันร้ายไปแล้ว “ก่อนที่เธอจะออกมาน่ะเขาบอกฉันว่า ถ้าฉันรักทอดด์จริง จะต้องไม่ยอมรับคำขอแต่งงานของเขา เขามีเหตุผลว่า ทอดด์ยังเรียนไม่จบยังไม่มีงานทำ เพราะฉะนั้นฉันก็ไม่ควรจะเอาภาระความเป็นภรรยาไปให้เขาแบกไว้”“รู้สึกว่าจะไร้สาระมากไปหน่อย” จิลล์พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ยักไหล่แทนคำอธิบายว่าริออดันไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกมาด้วยซ้ำ “มีผู้หญิงตั้งเยอะแยะไปที่ส่งเสียสามีจนเรียนจบมหาวิทยาลัย ทอดด์ก็ไม่ได้เป็นบุคคลพิเศษอะไรที่เธอจะทำยังงั้นกับเขาไม่ได้นี่”“ทอดด์เขาเป็นริออดันนะ” เคอรี่พูดเสียงเบา และฉันก็สามารถบอกได้จากสายตาของริออดันเลยว่าเขามองเห็นว่าฉันไม่เหมาะสมที่จะเป็นภรรยาของทอดด์” เธออึ้งไปเป็นครู่ “เธอรู้ไหมว่าฉันไม่เคยได้ยินทอดด์เรียกชื่อเขาเลย ถ้าไม่เรียกว่าพี่ชายก็เรียกว่าริออดัน”จิลล์หันหลังกลับไปมองและเห็นริออดันกำลังเดินออกมาจากตัวอาคาร“เราเดินตัดสนามหญ้ากันดีกว่า” เธอฉวยข้อศอกเพื่อนไว้รั้งให้เดินลงจากบาทวิถี “บอกตรง ๆ ว่าฉันไม่ได้ห่วงหรอกเรื่องที่ว่าพี่ชายของทอดด์เขาจะคิดว่าเธอเป็นภรรยาที่เหมาะสมสำหรับน้องชายเขาหรือเปล่า มันสำคัญที่ความคิดของทอดด์ต่างหาก เขาจะต้องคิดแล้วว่าเธอน่ะเหมาะสมที่สุดไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มาขอเธอแต่งงานด้วยหรอก”“แต่ฉันเป็นคนสร้างเรื่องให้เขาต้องทำอย่างนั้นเอง ฉันทำให้เขาคิดว่าฉันกำลังจะไปจากมอนตาน่าตลอดฤดูร้อนปีนี้ และเราจะไม่ได้พบกันอีกจนกว่าวิทยาลัยจะเปิด ฉันไม่ควรทำอย่างนั้นเลยจริง ๆ” น้ำเสียงของเคอรี่อ่อนโรย รู้สึกเหมือนตัวเองได้ประกอบอาชญากรรมอันร้ายแรงลงไป“ก็มันแปลกตรงไหนล่ะว่าทอดด์เขาจะขอเธอแต่งงานตอนนี้หรือปีหน้าน่ะ? หรือเธอคิดว่าเขาจะต้องรอเวลาไปอีก 3 หรือ 4 ปี จนกว่าจะได้รับปริญญาแล้วก็มีงานรอมืออยู่? ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว เธอคิดว่าริออดันเขาถึงคิดว่าเธอเหมาะสมอย่างนั้นหรือ ฉันคิดว่าเวลาน่ะมันเปลี่ยนความคิดของเขาได้นะ”สายลมระปอยผมให้ปรกเสี้ยวหน้าด้านข้างและจิลล์ก็รวบมันกลับไปไว้ข้างหลัง ข้อแนะนำที่เธอให้กับเคอรี่อาจจะไม่ยุติธรรมนัก แต่จิลล์จะไม่ยอมเสียเวลาให้ตัวเองเกิดความคิดละอายใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไปแล้วและจะไม่ยอมให้เคอรี่รู้สึกเช่นนั้นด้วย“เธอคิดว่าทอดด์รู้หรือเปล่าว่าเวลานี้พี่ชายของเขาเข้ามาอยู่ในเมืองแล้ว?” จิลล์ถามอย่างใช้ความคิดจิลล์กำลังไม่ชอบความคิดที่กำลังเกิดขึ้นในใจ เพราะเธอกำลังคิดว่ามันอาจจะเป็นไปได้ที่ทอดด์จะต้องคิดทบทวนเรื่องการขอแต่งงานกับเคอรี่อีกครั้ง และอาจจะอ้างความเห็นชอบของพี่ชายเป็นข้อแก้ตัวกับเคอรี่ก็ได้“ฉันมีความรู้สึกว่าริออดันตรงมาพบฉันเลยโดยที่ไม่ได้พูดเรื่องนี้กับทอดด์ นอกจากเมื่อเช้านี้ที่พูดกันทางโทรศัพท์เท่านั้น” เคอรี่ตอบจิลล์ภาวนาด้วยความโล่งใจ มันอาจจะมีอะไรบางอย่างในตัวทอดด์ที่ไม่เข้ากับนิสัยของเธออยู่ แต่เธอก็เชื่อว่าความรู้สึกที่เขาแสดงออกต่อเคอรี่นั้นเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจและตรงไปตรงมา“พอเราไปถึงห้องสมุดแล้วนะ” จิลล์สูดลมหายใจลึก...บอกแผนการต่อสู้ที่คิดอยู่ในใจออกมาดัง ๆ “ฉันคิดว่าเธอควรจะโทรศัพท์ไปหาทอดด์ แล้วก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้เขาฟังเสีย”“ไม่ละ” เคอรี่สั่นศีรษะปฏิเสธทันที เรือนผมทรงบ๊อบสีน้ำตาลเข้มกวัดไกวอยู่กับนวลแก้ม“ไม่รึ?” จิลล์เบิกตาโพลงด้วยความแปลกใจอย่างเหลือเชื่อ ชะงักเท้าที่กำลังก้าวเดินหันไปมองหน้าเพื่อนสาวทันที “ทำไมล่ะ ก็..เขาเป็นคู่หมั้นของเธอนะ”“ฉันไม่ต้องการสร้างความยุ่งยากให้เกิดขึ้นระหว่างทอดด์กับพี่ชายของเขา เรายังหมั้นกันได้ไม่ถึงวันด้วยซ้ำ ฉันไม่อยากจะวิ่งไปหาเขาเพียงเพราะฉันอาจจะเข้าใจผิดไปในตัวริออดันก็ได้” เคอรี่พูดอย่างให้เหตุผลแต่จิลล์ก็ยังข้องใจอยู่ว่ามันเป็นเพราะความมีเหตุผลอย่างที่พูดมาซึ่งทำให้เคอรี่ยังลังเลใจที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ทอดด์ฟัง หรือว่าจะเป็นเพราะความหวาดหวั่นว่าทอดด์จะเปลี่ยนใจคล้อยตามความคิดเห็นของพี่ชายกันแน่“แล้วเรื่องอาหารค่ำคืนพรุ่งนี้ล่ะ?” จิลล์ถามเสียงเบา“ทอดด์..ทอดด์เขาบอกว่าจะโทรมาบอกฉันพรุ่งนี้เช้าอีกที ฉันจะถามเขาดูว่าเรา 4 คนควรจะพบกันเวลาไหนดี” น้ำเสียงสั่น ๆ ของเคอรี่บอกให้รู้ว่าข้อโต้แย้งที่เธอยกขึ้นมาอ้างในตอนแรกนั้นไม่อาจจะเปลี่ยนใจให้หายหวาดหวั่นได้ เคอรี่เองก็ไม่แน่ใจในปฏิกิริยาของทอดด์ในยามนี้ จึงใคร่จะเลื่อนเวลาออกไปอีกสักชั่วระยะหนึ่งก่อนจิลล์อยากจะเร่งเร้าแกมบังคับให้เคอรี่โทรศัพท์ไปหาทอดด์โดยเร็วที่สุดแต่เธอก็ระงับความคิดนั้นไว้ เพราะรู้ว่าเวลานี้เพื่อนสนิทของเธอกำลังเกิดความเสียใจที่สร้างสถานการณ์จนกระทั่งทอดด์ต้องขอแต่งงานขึ้นจิลล์บอกตัวเองว่า เธอควรจะเฉยไว้ก่อน เตรียมตัวไว้ให้พร้อมที่จะเก็บชิ้นส่วนที่ถูกทำลายลงหรืออย่างน้อยถ้าโชคดีก็คอยรับร่างเคอรี่ไว้ให้ทันก่อนที่จะทันล้มลง“ระหว่างตอนนี้กับคืนพรุ่งนี้” จิลล์พูดด้วยสุ้มเสียงเฉยเมย “ทำไมเธอไม่เล่าเรื่องพี่ชายของทอดด์เท่าที่รู้ให้ฉันฟังบ้างล่ะ”