ฉือหางหันหลังกลับและเดินออกไปข้างนอกในขณะที่ล้างมือ เขาก็ล้างหน้าไปด้วย จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปในบ้าน
หลินกู๋หยู่นั่งอยู่บนที่นั่งเดิมวางตะเกียบในมือลงบนชามตรงหน้าฉือหาง "กินข้าวกันเถอะ"
โต้ซานั่งถัดจากหลินกู๋หยู่ถือตะเกียบไว้ในมือเล็กๆ คล้ายผู้ใหญ่ ดวงตาสีดำคู่หนึ่งของเขาจับจ้องที่ตะเกียบเขาพยายามใช้กำลังขยับ แต่ตะเกียบก็ยังคงอยู่เคียงข้างกันแน่นไม่แยกออกจากกันแม้แต่น้อย
"นี่ช้อนสำหรับกิน"หลินกู๋หยู่ยิ้ม วางช้อนลงในชามโต้ซา
ภายใต้แสงเทียน ผิวของนางขาวเนียนมุมปากของนางโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม ทำให้ผู้คนไม่สามารถละสายตาไปได้
ฉือหางรีบลดศีรษะลงระงับความปั่นป่วนในใจของเขา
“ท่านแม่ ดูนี่” ดูเหมือนโต้ซาจะพบวิธีการแล้วในที่สุดเขาก็สามารถแยกตะเกียบออกได้เล็กน้อย
"เก่งมาก"
เมื่อหลินกู๋หยู่พูดจบ นางก็เห็นโต้ซาเอนตัวนอนราบไปบนโต๊ะงอบั้นท้ายขึ้นและคีบใบผัก
ในขณะที่กำลังจะอวด จู่ๆก็เห็นว่าตะเกียบทั้งสองเริ่มขยับออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆใบผักอยู่ระหว่างตะเกียบก็ร่วงลงบนโต๊ะ
เขาพยายามอย่างเต็มที่ที่จะจับตะเกียบด้วยมือเล็กๆให้แน่น แต่ดูเหมือนตะเกียบจะเป็นปฏิปักษ์ต่อเขา ตะเกียบข้างหนึ่งก็ตกลงพื้นโดยตรง
ริมฝีปากเล็กๆ มุ่ยขึ้นใบหน้าของโต้ซาเต็มไปด้วยความคับข้องใจมองไปที่หลินกู๋หยู่ด้วยดวงตาที่มัวหมองด้วยหยาดน้ำเต็มเบ้า
“เจ้ายังเด็กใช้ช้อนกินข้าวก็ได้แล้ว” หลินกู๋หยู่คีบผักลงในชามโต้ซายื่นช้อนและชามตรงหน้าโต้ซา “ตอนแม่อายุเท่าเจ้าแม่ใช้ช้อนยังไม่เป็นเลย โต้ซาของเราเก่งมากแล้ว ใช้ตะเกียบคีบผักได้แล้วด้วย”
หลายคนคิดว่าเด็กอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูดแต่หลินกู๋หยู่คิดว่าไม่ใช่
เด็กน้อยเหล่านี้ล้วนมีสัญชาตญาณโดยกำเนิดสามารถรับรู้ได้ว่ามีใครดีหรือไม่ดีต่อพวกเขา
เช่นโต้ซาเขาที่เดิมทีกำลังจะร้องไห้ที่ทำตะเกียบหลุดมือ แต่เมื่อได้ฟังนางพูดจบเขายิ้มและเริ่มตักข้าวด้วยตนเอง มือถือช้อนไว้แน่นมากยื่นช้อนเข้าปากโดยไม่พลาดทำข้าวตกหล่นแม้แต่เม็ดเดียวก่อนจะมองไปที่หลินกู๋หยู่ตาปริบๆ
"เก่งมากจริงๆ!"หลังจากที่หลินกู๋หยู่พูดจบ โต้ซาที่ได้รับคำชื่นชมก็กินข้าวอย่างมีความสุข
หลังจากทานอาหารเสร็จแล้วในขณะที่หลินกู๋หยู่กำลังจะเก็บจานชามแต่นางไม่คิดเลยว่าฉือหางจะทำนำหน้านางไปหนึ่งก้าว
"ให้ข้าทำเถอะ"ฉือหางลดศีรษะลงและพูดด้วยเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอ"เจ้าพักผ่อนสักพักเถอะ"
ในอนาคต นางทำอาหารส่วนเขาล้างจานการแบ่งงานกันทำเช่นนี้ก็ไม่เลว เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ หลินกู๋หยู่ก็ไม่พูดอะไรนางเพียงแค่พาโต้ซาไปเล่นในลานบ้าน
หลังจากที่ฉือหางล้างจานเสร็จเขาก็เช็ดโต๊ะด้วยผ้าขนหนู
หลังจากทำงานเหล่านี้เสร็จแล้วฉือหางก็วางมือบนหน้าอกของเขาอย่างประหม่าสายตาของเขาก็จับจ้องที่คนสองคนในลานบ้าน
ท้องฟ้ามืดลงเรื่อยๆ
"พี่ฉือหาง" หลินกู๋หยู่นั่งอยู่บนพื้นและกำลังคุยกับโต้ซา จากนั้นก็เอ่ยพูดว่า"พี่ฉือหางไปต้มน้ำร้อน อีกสักพักให้ลูกอาบน้ำ จะได้ให้เขาเข้านอน"
ในยุคนี้ไม่มีอะไรสนุกๆ ให้เล่น การนอนตั้งแต่หัวค่ำและตื่นเช้าทำรู้สึกสดชื่นคิดๆ ดูแล้ว ความจริงแล้วการทำงานและพักผ่อนเช่นนี้ค่อนข้างดีต่อร่างกาย
"ก็ได้"ฉือหางวางมือลง เดินตรงไปที่บ่อน้ำ ตักน้ำมาสองถังแล้วถือเข้าไป
หลังจากอาบน้ำแล้วปล่อยให้โต้ซานั่งเล่นคนเดียวอยู่ในกล่องไม้หลินกู๋หยู่ก็ลุกไปอาบน้ำ
น้ำในหม้อเหลือไม่มากดังนั้นจึงต้มเพิ่มอีกเล็กน้อย เมื่อมองไปที่ฉือหาง นางก็พูดว่า"คราวนี้ได้เงินมากถึงเพียงนี้ จะดีหรือไม่ถ้าเราจะซื้อกระดานไม้พวกเราจะนอนด้วยกันสองคนเช่นนี้ตลอดไม่ได้"
ฉือหางยืนอยู่ข้างๆ หลินกู๋หยู่โดยเอามือปิดที่หน้าอก เมื่อเขาได้ยินคำพูดของหลินกู๋หยู่หัวใจของเขาก็เย็นเยียบราวกับว่าโดนน้ำเย็นราดลงบนศีรษะ
ฉือหางเงียบเป็นเวลานาน ก่อนที่เขาจะรวบรวมพลังความกล้าอีกครั้ง"ข้าคิดคำนวณแล้ว ด้วยเงินจำนวนมากถึงเพียงนี้สามารถสร้างบ้านหลังใหม่ได้"
“สร้างบ้านหรือ?” หลินกู๋หยู่มองฉือหางที่อยู่ข้างๆ อย่างสงสัยหลังจากคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่องนี้ สิ่งที่เขาพูดก็ถูก บ้านนี้มีแค่ห้องเดียวทั้งต้องนอนและทำอาหารในนั้นด้วย
"อืม"ฉือหางคิดอยู่ครู่หนึ่ง "สร้างบ้านให้ใหญ่ขึ้นกว่านี้มีห้องเพิ่มอีกสองสามห้อง แล้วค่อยเสริมเติมเครื่องเรือนอย่างอื่นเข้าไป"
ถูกต้องแล้วถึงเวลานั้นนางจะได้นอนในห้องคนเดียว
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้หลินกู๋หยู่ก็พูดเห็นด้วยว่า "เจ้าพูดถูก"
“ข้าไม่รู้ว่าเงินเหล่านี้จะเพียงพอหรือไม่?” ฉือหางพูดอย่างลำบากใจ “เดิมทีข้าอยากจะเก็บเงินมากกว่านี้เพื่อสร้างบ้านให้เหมือนกับบ้านของท่านป้าหวัง”
บ้านของตระกูลหวังสร้างด้วยอิฐสีน้ำเงินและกระเบื้องสีแดงพื้นปูด้วยคอนกรีตสีเขียว ล้างด้วยน้ำทุกวัน แล้วกวาดด้วยไม้กวาดพื้นก็สะอาดเอี่ยมแล้ว
“ใช่ข้าควรจะเก็บเงินให้ได้มากกว่านี้เจ้าเคยถามหรือไม่ว่าบ้านสกุลหวังต้องใช้เงินจำนวนเท่าไร?” หลินกู๋หยู่ก้มลงและเติมฟืนลงในเตาเพิ่มเล็กน้อย
“ข้าไม่เคยถามแต่ได้ยินคนอื่นพูดกันว่าใช้เงินราวหนึ่งร้อยตำลึงเงิน” ฉือหางพูดอย่างลังเล
"ถ้าเช่นนั้นรอให้เก็บเงินได้มากพอถึงเวลานั้นเราจะสร้างบ้านก่อน" หลินกู๋หยู่พูดสีหน้าของนางหยุดชะงักชั่วคราวพลางหันกลับไปมองที่เตียง
เดิมทีนางต้องการหาไม้กระดานมาทำเป็นเตียงแต่เวลานี้ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว
ในห้องมีกล่องขนาดใหญ่สองกล่องซึ่งใช้พื้นที่ไปมากแล้ว ไม่มีที่สำหรับวางเตียงไม้เพิ่มแล้ว
แต่หลังจากคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยวิธีการทำเงินของฉือหางใช้เวลาไม่นานพวกนางก็จะสามารถเปลี่ยนบ้านหลังใหม่ได้แล้ว
น้ำกำลังเดือดปุดๆหลินกู๋หยู่เหลือบมองฉือหางที่อยู่ข้างๆ "พี่ฉือหางพี่ไปช่วยข้าเอาถังน้ำสองถังมาที่นี่ ข้าจะอาบน้ำก่อน วันหลังก็อาบด้วยน้ำร้อนด้วยอย่าใช้แต่น้ำเย็นตลอด อากาศทุกวันนี้เริ่มเย็นแล้ว"
ในตอนกลางวันไม่หนาวจริงๆแต่การใส่เสื้อผ้าบางๆ ยืนอยู่ข้างนอกในตอนกลางคืนนั้นหนาวมาก
"อืม"ฉือหางรีบเดินออกไปข้างนอกด้วยความว่องไว
เมื่อก่อนเขาจะอาบน้ำเมื่อรู้สึกคันทั้งตัวเท่านั้นทว่าตั้งแต่หลินกู๋หยู่มาที่นี่ เขาก็อาบน้ำวันละครั้งและนอนหลับอย่างสดชื่นบนเตียงทุกคืน ถ้าเขาได้มีอะไรกับนาง แค่คิดเขาก็มีความสุขแล้ว
เดิมทีฉือหางเป็นคนขยันขันแข็งมือข้างหนึ่งถือถังน้ำเดินตรงเข้าไปในบ้าน
ถังวางอยู่ข้างเตาในขณะที่ฉือหางยืดตัวขึ้น เขาก็เอื้อมมือไปแตะที่เอวของตัวเอง
ถึงเอวจะหายปวดแล้วแต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวันนี้เขาทำงานหนักเกินไปหรือไม่คิดไม่ถึงว่าเขาจะรู้สึกปวดเล็กน้อย
หลินกู๋หยู่เติมน้ำลงในหม้อเอียงศีรษะมองดูการเคลื่อนไหวของฉือหาง แววตาของนางฉายแววความกังวลอย่างเห็นได้ชัด"ปวดเอวใช่หรือไม่?"
"ไม่เป็นไรแล้ว"ฉือหางเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม ทว่ามือยังคงนวดเอวอยู่สองครั้ง
“เช่นนั้นถ้าพี่ขึ้นไปบนเตียงข้าจะนวดให้”
“เจ้าสาม เจ้าสาม!” ทันใดนั้น เสียงแหลมๆ ก็ดังมาจากข้างนอก บานประตูถูกทุบจนสั่นสะเทือน
หลินกู๋หยู่วางกระบวยไว้ด้านข้างอย่างเงียบๆและเดินตามฉือหางออกไป
ฉือหางเดินไปที่ด้านข้างของประตูใหญ่ ทันทีที่ยื่นมือออกไปปลดกลอนประตูก็ถูกผลักเปิด ถ้าฉือหางไม่ถอยออกไปเร็วกว่านี้ ใบหน้าของเขาคงจะโดนประตูกระแทก
“ท่านแม่” ฉือหางเรียกเบาๆ และลดศีรษะลง
“ท่านแม่” หลินกู๋หยู่ยืนข้างฉือหางและเรียกด้วยเช่นกัน
วันนี้โจวซื่อดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษเมื่อเห็นท่าทางเชื่อฟังของฉือหาง นางก็รู้สึกพอใจอย่างมาก"ข้าได้ยินมาว่าวันนี้เจ้าไปขายหมาป่าในเมือง?"
หลายคนต่างก็เห็นว่าฉือหางได้แบกหมาป่ากลับมาจากภูเขาและฉือหางก็ไม่ใช่คนพูดปด ดังนั้น เขาจึงพยักหน้า "ใช่"
"เงินอยู่ไหนหรือ?" โจวซื่อมองไปที่ฉือหางด้วยดวงตาเป็นประกายระยิบระยับยื่นมือออกไปตรงหน้าฉือหาง
ฉือหางเงยหน้าขึ้นมองโจวซื่อ พูดไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่ง"ท่านแม่?"
ท่านแม่ของเขายังขอเงินอีกทำไมพวกเขาแยกครอบครัวกันแล้วไม่ใช่หรือ?
“ข้าเป็นแม่ของเจ้าเงินที่เจ้าหามาได้ ควรให้ข้าเก็บเงินไว้ไม่ใช่หรือ?” โจวซื่อมองท่าทีของฉือหางแล้วก็เริ่มโมโหถามอย่างเย็นชาว่า “เจ้าหมายความว่าอย่างไรหรือ?”
ฉือหางหันศีรษะไปมองหลินกู๋หยู่จากนั้นดวงตาของเขาก็จับจ้องที่ใบหน้าของโจวซื่อ "แต่... แต่ว่าพวกเราแยกครอบครัวกันแล้ว"
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนซื่อเช่นฉือหางจะพูดถ้อยคำนี้
ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็รู้ว่าฉือหางเป็นคนเช่นไรใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนที่ไม่ชอบพูด และทำสิ่งต่างๆอย่างขยันขันแข็งมาโดยตลอด
สมาชิกในตระกูลใหญ่เช่นสกุลฉือทั้งยังมีคนหนึ่งที่ยังเรียนหนังสืออยู่ส่วนใหญ่ก็ได้รับเงินจุนเจือจากการทำงานของฉือหาง
“แยกครอบครัวกันแล้วข้าก็ไม่ใช่แม่ของเจ้าอีกต่อไปแล้วใช่หรือไม่?” โจวซื่อกริ้วโกรธทันควันเมื่อได้ยินคำพูดของฉือหาง นางก็แผดเสียงดังขึ้นทันที “หรือเจ้าไม่ใช่คนที่ข้าเลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะจนโตทำไมเจ้าถึงได้เนรคุณเช่นนี้?”
ดวงตาของฉือหางแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเนื่องด้วยความวิตกกังวลเขาไม่รู้ว่าจะอธิบายเป็นคำพูดว่าอย่างไร เห็นได้ชัดว่าสิ่งต่างๆไม่ใช่อย่างที่โจวซื่อกล่าวหาเช่นนั้น
“ข้าทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูเจ้าแต่นี่คือวิธีที่เจ้าตอบแทนข้างั้นหรือ อีกายังรู้วิธีที่จะป้อนอาหารให้แม่ของมันข้าไม่ได้ขอให้เจ้าป้อนอาหารให้ข้า เจ้าดูสิ่งที่เจ้าทำสิ?”
“ทำไมหรือตอนนี้เจ้าโตเป็นผู้ใหญ่ แต่งงานกับภรรยาแล้วก็เห็นคนนอกดีกว่าคนในแล้วใช่หรือไม่?”
“ภรรยาเจ้าสกุลอะไรนางสกุลหลิน นางไม่ใช่คนจากสกุลฉือของเรา แต่เจ้ากลับเชื่อฟังนางทุกวันเจ้าโง่หรืออย่างไร!”
เมื่อพูดดังนั้นโจวซื่อก็เหลือบมองหลินกู๋หยู่ที่ยืนอยู่ด้านข้างฉือหาง น้ำเสียงของนางแหลมสูง
เดิมหลินกู๋หยู่ไม่ต้องการที่จะมีส่วนร่วมในเรื่องระหว่างพวกเขาสองคนแต่เมื่อได้ยินสิ่งที่โจวซื่อพูด นางก็ไม่พอใจเล็กน้อย
ฉือหางปากหนักไม่ค่อยพูด เขาพูดไม่เก่งแต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะทนกลืนความโกรธของนาง
"ท่านแม่ท่านก็สกุลฉือเหมือนกันหรือ?"หลินกู๋หยู่มองโจวซื่อด้วยสีหน้าหมดคำพูด ก่อนที่จะพูดว่า"หรือท่านหมายความว่าหลายปีมานี้ท่านยังคงเป็นคนในครอบครัวของพ่อแม่ของท่านงั้นหรือ?"
ใบหน้าของโจวซื่อเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินและขาวซีดชี้นิ้วมือไปที่หลินกู๋หยู่ พูดด้วยความโกรธว่า "เจ้าเป็นคนสุรุ่ยสุร่ายอย่ามาพูดพล่ามที่นี่ ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเจ้ามีของดีอะไรเจ้าก็มักจะนำมันกลับไปที่บ้านแม่ของเจ้า”
“ท่านแม่ กู๋หยู่ไม่ได้ทำ” ฉือหางอดไม่ได้ที่จะปกป้องหลินกู๋หยู่ว่า “นางไม่เคย…”
ใบหน้าของโจวซื่อมืดลงในทันทีนางร้องออกมาด้วยเสียงแหลมคม "นางทำหรือไม่ เจ้ารู้ดีงั้นหรือ?"
"ข้า..."ฉือหางกำลังจะพูด แต่เขารู้สึกว่าแขนของเขาถูกดึง เมื่อหันกลับมาเห็นหลินกู๋หยู่ส่ายศีรษะฉือหางงุนงงอยู่หลายส่วน
ดวงตาของโจวซื่อเบิกกว้าง เอื้อมมือไปแตะขมับแสร้งทำเป็นปวดศีรษะร่างกายของนางเซราวกับจะล้มลง