บทที่ 10 นี่มันโสมอายุร้อยปีนี่นา!
หลังจากเสิ่นเสี่ยวเยว่ขึ้นเขามาแล้ว เธอไม่ได้รีบร้อนไปหาโสมทันที แต่เริ่มมองหาผักป่าที่เหมาะสมจะเก็บได้ก่อน
ตอนนี้เป็เดือนกรกฎาคม เป็่ที่ผักป่าเติบโตและสามารถหาได้ง่ายในป่า เมื่อเช้านี้หลังจากที่เธอเข้าไปในครัว พบว่าในครัวสกุลสวี่มีแต่ผักกาดขาว แม้ว่าเธอจะสามารถทำให้มันอร่อยขึ้นได้ แต่ก็ไม่สามารถกินได้ทุกวัน ไม่เช่นนั้นคงต้องกินจนเบื่อแน่ ๆ
ยิ่งเดินขึ้นไปสูงเท่าไหร่อุณหภูมิก็ยิ่งต่ำลง หมอกจาง ๆ ลอยล่องอยู่ในป่า ต้นไม้ที่ยืนต้นตระหง่านเขียวขจี เป็ทัศนียภาพที่งดงามที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
เสิ่นเสี่ยวเยว่เดิน ๆ หยุด ๆ จู่ ๆ ดวงตาของเธอก็เป็ประกาย ราวกับค้นพบบางสิ่ง
เป็ผักกูดป่า!
ริมน้ำมีผักกูดป่าสีเขียวสดขึ้นอยู่หนาแน่น ดูยังอ่อนและสด ไม่มีขน แต่ละต้นตรงดิ่ง ปลายม้วนเป็วงเล็ก ๆ ทั้งอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ ในยุคหลังขายกันแพงมาก
แต่ใน่เวลานี้ ผู้คนยังไม่ค้นพบคุณค่าของมัน และยังไม่ได้ศึกษาวิธีการกินผักกูดป่า
ดังนั้น สินค้าที่จะเป็ที่้าอีกหลายสิบปีข้างหน้า ตอนนี้จึงยังไม่มีใครสนใจ
นึกถึงตอนที่เคยกินผัดผักกูดป่ากับเนื้อรมควัน และยำผักกูดป่า เสิ่นเสี่ยวเยว่ก็อยากจะถอนมาสักกำมือทำกินเดี๋ยวนี้เลย
เธอค่อย ๆ ขุดผักกูดป่าที่มีรากติดมาด้วยสองสามต้นสำหรับไปปลูกในพื้นที่มิติ จากนั้นก็หยิบเคียวมาเกี่ยวผักกูดป่าอีกหนึ่งกำใหญ่ ตั้งใจว่าจะเอากลับไปทำกินที่บ้านคืนนี้
ตอนที่กำลังจะกลับ เสิ่นเสี่ยวเยว่ มองดูผักกูดป่าที่เหลืออยู่ คิดว่าถ้าเก็บผักป่าพวกนี้ไปขาย ก็ไม่ต้องลงทุนอะไร และไม่มีความเสี่ยงด้วย
แต่แล้วเธอก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว
ผักกูดป่าเป็ผักที่ดูดน้ำมัน ครอบครัวสมัยนี้คงไม่ยอมใช้น้ำมันมากขนาดนั้นเพื่อทำอาหารจานเดียว อีกทั้งวิธีการทำก็ยุ่งยากพอสมควร ไม่เพียงแต่ต้องหักหัวหักท้าย ถ้าไม่ระวังก็จะได้รสขมฝาด สู้ผักกาดขาวที่ทำง่ายกว่าไม่ได้
ยังไงก็ทำได้แค่มาเก็บกินเองเป็ครั้งคราวก็พอ
เธอหาต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งนั่งลง หลังจากตรวจดูรอบ ๆ ให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ ก็หยิบน่องไก่ย่างออกมาจากมิติ แล้วกินคู่กับหมั่นโถวที่เตรียมมา
น่องไก่ย่างเนื้อหอมนุ่ม ไม่แห้งไม่เหนียว ยังมีไอร้อนลอยออกมา กัดคำเดียวก็ได้กลิ่นหอมของยี่หร่าเต็มปาก ขณะที่กินเนื้อที่ไม่ได้กินมานาน เสิ่นเสี่ยวเยว่รู้สึกดีใจนับครั้งไม่ถ้วนที่มีมิติเก็บของที่สะดวกแบบนี้ ของที่เก็บไว้ในนั้นไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ไม่เน่าเสีย
กัดหมั่นโถวหนึ่งคำ กัดเนื้อหนึ่งคำ ช่างอร่อยเหลือเกิน
หลังจากกินอิ่มแล้ว เสิ่นเสี่ยวเยว่ตั้งใจไปล้างหน้าบ้วนปากที่ริมน้ำ เพื่อไม่ให้คนอื่นได้กลิ่นเนื้อที่ติดตัวเธอ
เธอหยิบโสมอายุร้อยปีคุณภาพดีสองรากจากพื้นที่มิติใส่ไว้ในไหดิน จากนั้นเสิ่นเสี่ยวเยว่ก็เดินเล่นอีกสักพัก แล้วจึงเดินลงเขาไป
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เย่ซู่ซู่ได้ประกาศเื่การพนันขันต่อไปจนทั่วแล้ว ั้แ่คนแก่อายุเจ็ดสิบแปดสิบปี ไปจนถึงเด็กอายุสามสี่ขวบ ต่างก็รู้ว่าสะใภ้คนใหม่ของสกุลสวี่กำลังจะขึ้นเขาไปขุดโสม
สวี่หนิงจิ้งเพิ่งส่งหญ้าหมูเสร็จได้ยินเื่นี้ จึงรีบวิ่งเหยาะ ๆ ไปที่ทุ่งนาทันที
"พ่อ แม่ พี่ชาย!"
สวี่หนิงจิ้งวิ่งมาถึงทุ่งนา หอบแฮ่ก ๆ พลางะโเรียก
ซุนหลานอยู่ใกล้ที่สุด เงยหน้าขึ้นมาเห็นลูกสาวมีท่าทางตื่นตระหนก จึงถามด้วยความเป็ห่วง "เกิดอะไรขึ้นหรือ ทำไมรีบร้อนแบบนี้?"
"แย่แล้วแม่!"
สวี่หนิงจิ้งรีบวิ่งไปลากคุณพ่อสวี่และสวี่หนิ่งอันมาด้วย รอจนทุกคนมาพร้อมหน้าแล้วจึงกระซิบเล่าเื่การพนันระหว่างเสิ่นเสี่ยวเยว่กับเย่ซู่ซู่ให้ทุกคนฟัง
"อะไรนะ นี่มันไร้เหตุผลเกินไปแล้ว!" ซุนหลานอุทานด้วยความไม่อยากเชื่อ
สวี่หนิงจิ้งร้อนใจจนน้ำตาจะไหล "เย่ซู่ซู่กับจางเว่ยเจี๋ยทำเกินไปแล้ว ดูก็รู้ว่า้าทำให้พี่สะใภ้ขายหน้า"
เื่เมื่อวานก็ทำให้เธอไม่พอใจคนทั้งสองอยู่แล้ว วันนี้ความประทับใจยิ่งดิ่งลงเหวไปอีก
เธอกัดฟันคิดว่า ต่อไปถ้าคนสองคนนี้จะมาที่บ้านของเธออีก เธอจะต้องเอาไม้กวาดไล่ตีพวกเขาออกไปให้ได้
คุณพ่อสวี่พูดกับลูกชายด้วยความกังวล "เย่ซู่ซู่คนนี้ทำไมชอบก่อเื่นัก เสี่ยวเยว่ก็เหมือนกัน เห็นชัด ๆ ว่าเป็กับดักแท้ ๆ ทำไมถึงได้โง่เดินเข้าไปติดกับ ตอนนี้จะจัดการยังไงดี?"
แต่สวี่หนิ่งอันถูกคำว่า 'ขอหย่า' ครอบงำจิตใจไปแล้ว จึงได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร
เขาคิดอย่างขมขื่น เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่อยากแต่งงานกับเขาขนาดนั้นเลยหรือ ถึงขั้นต้องหาโอกาสหนีไป แม้แต่หน้าตาก็ไม่คิดจะรักษา
ใช่
สวี่หนิงอันรู้สึกว่านี่เป็กลอุบายของเสิ่นเสี่ยวเยว่ ทำเื่ให้ใหญ่โต พวกเขาก็คงต้องปล่อยเธอไป
พ่อสวี่มองดูท่าทางโง่งมของลูกชาย ยิ่งทำให้โมโหจนแทบะเิ
ไฟกำลังจะไหม้คิ้วอยู่แล้ว*[1] ยังมาทำท่าสบายใจเฉิบแบบนี้อีก!
"อย่ายืนเป็คนโง่กันอยู่เลย รีบไปดูเร็วเข้า" ซุนหลานไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแล้ว คว้าจอบวิ่งไปทางูเา
ครอบครัวสวี่รีบวิ่งตามไป
เส้นทางเล็ก ๆ ขึ้นูเาในหมู่บ้าน พอถึง่บ่ายก็เต็มไปด้วยผู้คน บางคนยืน บางคนนั่ง มีทั้งคนมามุงดูเื่สนุก คนมาดูเื่ตลก และคนที่มาเพื่อความบันเทิงล้วน ๆ
"เสิ่นเสี่ยวเยว่ เธอกลับมาแล้ว!"
ฝูงชนเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนจะะเิเสียงดังราวกับน้ำหยดลงในกระทะที่มีน้ำมันร้อน
"ไม่จริงใช่ไหม เธอกล้ากลับมาจริง ๆ เหรอ ฉันนึกว่าเธอจะหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่กล้าลงเขาซะอีก"
"พวกนายว่าเธอจะขุดโสมได้ไหม?"
"เป็ไปไม่ได้หรอก แค่เธอเอารากโสมกลับมาได้สักเส้นก็บุญแล้ว"
"ทำเื่ใหญ่โตขนาดนี้ ทำให้บรรพบุรุษสกุลสวี่ขายหน้าหมดแล้ว!"
"ใช่ แต่ว่าสะใภ้สกุลสวี่คนนี้หน้าตาไม่เลวเลยนะ ไม่รู้ว่าเดี๋ยวจะร้องไห้น้ำตานองหรือเปล่า?"
"ถ้าเป็อย่างนั้นคงได้ดูละครสนุกแน่ ๆ "
...
เสี่ยวเยว่มองเห็นกลุ่มคนที่ยืนรวมตัวกันอยู่ริมถนนแต่ไกล ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าพวกเขามาเพื่อรอดูเธอเป็ตัวตลก
"พี่เสิ่นคะ คนในหมู่บ้านอยากมาดูโสมที่พี่ขุดได้ พี่คงไม่โกรธใช่ไหมคะ?"
เย่ซูซูยืนเชิดหน้าอยู่กลางถนน ท่าทางภาคภูมิใจราวกับไก่ตัวผู้ที่ชนะศึก
จางเว่ยเจี๋ยรีบพูดต่อทันที "มีคนอยู่ตั้งเยอะขนาดนี้ เธออย่าคิดจะเบี้ยวล่ะ"
เสี่ยวเยว่ยังคงรักษาท่าทางสงบนิ่ง "ฉันไม่มีทางเบี้ยวหรอก แต่พวกคุณนั่นแหละ อย่าลืมส่งเนื้อไปที่บ้านสกุลสวี่ล่ะ"
"ฮ่า ๆ "
คนรอบข้างต่างหัวเราะงอหาย ราวกับได้ยินเื่ตลกสุดขีด ไม่มีใครเชื่อคำพูดของเสี่ยวเยว่เลยสักนิด
สาวน้อยที่ดูเหมือนนักเรียนคนหนึ่งเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี "พี่สะใภ้บ้านสวี่คะ ถ้าไม่มีก็บอกว่าไม่มีเถอะค่ะ ไม่จำเป็ต้องฝืนแบบนี้หรอก"
มีป้าคนหนึ่งที่ไม่ชอบขี้หน้าสกุลสวี่มาแต่ไหนแต่ไร พูดเยาะเย้ยว่า "บางคนนี่นะ ชอบคุยโม้โอ้อวด แต่ทำอะไรไม่เป็เลย คุยไว้เสียใหญ่โต สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง! ผู้หญิงที่ทำให้บรรพบุรุษขายหน้าแบบนี้ น่าจะบีบคอให้ตายั้แ่เกิดมา!"
"ยายบ้า!" ซุนหลานแหวกฝูงชนออกมา มายืนอยู่ตรงหน้าเสิ่นเสี่ยวเยว่ ชี้หน้าป้าคนนั้นด่าว่า "มันเื่อะไรของแกด้วยย่ะ เหลียงจาวตี้ ปากเน่า ๆ ชอบแต่ทำร้ายลูกสาวคนอื่น สมแล้วที่ชาตินี้ไม่มีลูกชายสักคน!"
ท่าทางของเธอเหมือนแม่นกอินทรีที่กำลังปกป้องลูกน้อย
"แก..." ป้าคนนั้นโดนจี้จุดอ่อน โกรธจนชี้หน้าซุนหลานพูดไม่ออก
ในตอนนี้คนในบ้านสกุลสวี่ก็มาถึงกันหมดแล้ว พวกเขาทั้งหมดยืนอยู่ข้างเสิ่นเสี่ยวเยว่ เหมือนเป็การประกาศว่าพวกเขาสนับสนุนใครโดยไม่ต้องเอ่ยออกมา
สวี่หนิงอันเดินเข้าไปจับมือเสิ่นเสี่ยวเยว่ทันที
เหมือนว่าเขากำลังสนับสนุน และก็เหมือนเป็การรั้งตัวเธอไว้
เย่ซู่ซู่เห็นว่าแม้แต่คนในสกุลสวี่ก็มากันหมดแล้ว ก็ยิ่งรีบร้อนอยากให้ทุกคนได้เห็นความอัปยศของเสิ่นเสี่ยวเยว่
"พี่เสิ่น ในเมื่อตอนนี้ทุกคนมากันพร้อมหน้าแล้ว เอาโสมของคุณออกมาให้ทุกคนดูหน่อยสิคะ" เสียงเร่งเร้าดังขึ้น
ตอนนี้เองจางเว่ยเจี๋ยก็พาชายวัยกลางคนคนหนึ่งมาด้วย เขาพูดอย่างประจบประแจงว่า "ลุงครับ ลุงเป็คนที่เก่งที่สุดในหมู่บ้านเื่การหาโสม มาช่วยดูโสมของผู้หญิงคนนี้หน่อยครับ"
จ้าวอ้ายกั๋วชำเลืองมองไปทางเสิ่นเสี่ยวเยว่ พูดอย่างดูแคลนว่า "แม้แต่ฉันที่ขุดโสมมาสามสิบกว่าปียังไม่กล้ารับปากว่าจะขุดโสมได้ภายในวันเดียว แล้วเด็กผู้หญิงคนนี้จะเป็ไปได้ยังไง"
"แล้วถ้าพี่สะใภ้ของฉันเก่งกว่าคุณล่ะคะ?" สวี่หนิงจิ้งโต้กลับอย่างไม่มั่นใจนัก
"ฮึ ไม่รู้จักประมาณตัว" จ้าวอ้ายกั๋วพูดอย่างหยิ่งผยอง
เสิ่นเสี่ยวเยว่ลูบหัวน้องสามีเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม พร้อมส่งสัญญาณว่าไม่ต้องพูดอะไร
เธอวางตะกร้าที่สะพายไว้บนไหล่ลง มองตรงไปที่จ้าวอ้ายกั๋วแล้วถามว่า "ถ้าฉันมีจริง ๆ ล่ะ คุณจะทำยังไง?"
ั้แ่ต้นจนจบ น้ำเสียงและสีหน้าของเธอยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม ไม่มีแม้แต่ท่าทางประหม่า กระทั่งคิ้วยังไม่ขยับ แต่ทุกการกระทำของเธอแฝงไปด้วยความมั่นใจ
จ้าวอ้ายกั๋วพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจ "ถ้าเธอขุดได้จริง ๆ ไม่ว่าคุณภาพจะเป็ยังไง ฉันรับประกันว่าจะช่วยขายให้ได้ในราคาดี"
คำพูดนี้ตรงใจเสิ่นเสี่ยวเยว่พอดี "งั้นก็ตกลงตามนี้ค่ะ"
จางเว่ยเจี๋ยรอไม่ไหวแล้ว เขาเปิดผ้าลายดอกไม้ออกแล้วหยิบไหดินเผาขึ้นมาเปิด "พูดอะไรมากมายไปก็เปล่าประโยชน์ ในไหคงไม่มีอะไร..."
คำพูดที่เหลือ เขาพูดไม่ออกแล้ว
เพราะพอเปิดโถออก ก็เห็นโสมสองรากที่มีรากงอกเต็มที่นอนนิ่งอยู่ข้างใน
จ้าวอ้ายกั๋วที่ชะโงกเข้าไปดูใกล้ ๆ ด้วยถึงกับะโด้วยความใ
"นี่...มันโสมร้อยปีนี่นา!!"
[1] ไฟไหม้คิ้ว (火烧眉毛) เป็สำนวนจีน หมายถึง สถานการณ์เร่งด่วน, ฉุกเฉิน หรือวิกฤติ