บทที่ 8: ตัวแทนเมือง
การประลองรอบชิงชนะเลิศของสำนักจบลงอย่างรวดเร็วจนผู้ชมแทบตั้งตัวไม่ติด เกาจิ้งได้เผ่ามาร เขาใช้แผนเดิม ส่งนักฆ่าตัวเดียวเดินเปิดพื้นที่หมอกควัน แล้วสอยฝ่ายตรงข้ามที่ละตัว เกาจิ้งก้าวลงจากแท่นจำลองสภาวะในฐานะผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งของสำนักสาขาหินคราม โดยที่เขายังไม่ได้งัดไพ่ตายหรือเคล็ดลับใดๆ ออกมาใช้เลยแม้แต่น้อย
บนลานกว้าง ผู้าุโคุมสอบมอบกล่องไม้หอมให้แก่เขา ภายในบรรจุเม็ดยาสีขาวนวลที่แผ่กลิ่นอายบริสุทธิ์เข้มข้นออกมา “นี่คือโอสถรวมปราณชั้นเลิศ รางวัลสำหรับอันดับหนึ่งของสำนัก” ผู้าุโกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “และนับจากนี้ เ้าคือตัวแทนของสำนักเราที่จะต้องไปแข่งขันกับสำนักอื่นๆ ในเมืองหินคราม” โอสถบนโลกนี้แบ่งออกเป็สี่ระดับ ได้แก่ ธรรมดา ขั้นกลาง ขั้นสูง และชั้นเลิศ ซึ่งระดับชั้นเลิศนั้นแทบจะไร้สิ่งเจือปนและหาได้ยากยิ่งในสำนักสายนอก มันคือทรัพยากรล้ำค่าที่จะช่วยปูทางให้เขาในขั้นต่อไป
การแข่งขันระดับเมืองหินครามนั้นใช้รูปแบบ ‘พบกันหมด’ ผู้เข้าแข่งขันจากทุกสำนักจะต้องประลองฝีมือกันเพื่อเก็บคะแนน ผู้ที่มีคะแนนรวมสูงสุดจึงจะคว้าตำแหน่งแชมป์ไปครอง สิ่งที่ทำให้ศึกระดับเมืองน่าตื่นเต้นไม่ใช่แค่เื่ของรางวัล แต่มันคือ ‘ระบบถ่ายทอดสด’ ที่ผู้จัดการแข่งขันนำกระจกฉายภาพขนาดใหญ่ไปติดตั้งไว้ตามจัตุรัสเมืองและสำนักต่างๆ เพื่อให้ทุกคนได้รับชมการต่อสู้พร้อมกัน
ผู้ชมที่ชื่นชอบผลงานของผู้เข้าแข่งขันคนใด สามารถส่งศิลาิญญาเพื่อบริจาคมอบเป็ของกำนัลสนับสนุนผ่านค่ายกลไปยังผู้เข้าแข่งขันได้โดยตรง (ศิลาิญญาเป็แผ่นบางขนาดเท่าเล็บนิ้วโป้ง หินิญญาต่ำคล้ายกรวดสีฟ้าใสขนาดเล็ก) ว่ากันว่าในหมู่ผู้ชมการถ่ายทอดสด มีเหล่าตัวตนระดับสูงหรือเทพผู้ฝึกตนที่เร้นกายแอบเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ หากใครทำผลงานหรือแสดงพร์ได้เข้าตา พวกเขาก็อาจจะโดเนทมณีิญญาลงมาให้ (มณีิญญาคือค่าเงินสูงสุดของแดนเซียน 1มณีเท่า100หินิญญากลาง) ซึ่งเป็โอกาสที่หาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร มณีิญญาคือหินกลมสีน้ำเงินขนาดเท่าลูกแก้ว มีพลังิญญามาก
เมื่อการแข่งขันแบบพบกันหมดเริ่มต้นขึ้น เกาจิ้งไม่ได้แสดงท่าทีดุดันหรือคิดจะใช้พลังทำลายล้างที่หวือหวาแบบคนอื่น เขากลับเน้นรูปแบบการต่อสู้ที่รัดกุม ป้องกันแ่า และคอยตั้งรับฝูงบอสไปเรื่อยๆ จนอีกฝ่ายหมดแรงหรือต้านฝูงบอสไม่ได้จนต้องยอมแพ้ไปเอง
แม้บางคนจะมองว่าน่าเบื่อ แต่สำหรับผู้ฝึกตนที่มีสายตาแหลมคม พวกเขาต่างมองเห็นการคำนวณที่แม่นยำและการควบคุมพลังที่ไร้ช่องโหว่ ทำให้เกาจิ้งได้รับยอดโดเนทสนับสนุนจากผู้ชมที่ชื่นชอบความใจเย็นและเฉียบขาดของเขาอย่างต่อเนื่อง บอสจะมาทุก20นาทีและจะเลเวลเพิ่มทุกครั้ง เกาจิ้งรอดจนถึงรอบที่5 อัพเกรดค่ายได้ถึงระดับ4 คู่แข่งคนสุดท้ายต้านฝูงบอสไม่ไหวพ่ายแพ้ไปเอง ผู้ชมถ่ายทอดสดลุ้นกันมากว่าฝ่ายไหนจะโดนทำลายฐานไปก่อน
และในที่สุด เมื่อการประลองรอบสุดท้ายจบลง เกาจิ้งก็กวาดคะแนนรวมเป็อันดับหนึ่งอย่างงดงาม! รางวัลที่เขาได้รับคือหินิญญา200 และ ‘โอสถทะลวงนภา’ ซึ่งเป็โอสถล้ำค่าที่มีสรรพคุณในการยกระดับการบ่มเพาะและขยายเส้นชีพจรสำหรับผู้ฝึกตนหลอมปราณขั้นกลางขึ้นไป ยอดบริจาคที่ได้รับจากผู้ชมสูงถึง1240ศิลาิญญา
หลังจบงานประลอง ชายชราในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์และหญิงสาวชุดขาวขอบสีฟ้าก็เข้ามาขวางหน้าเกาจิ้ง ทั้งสองแผ่กลิ่นอายพลังที่ลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึง
“ถังเกาจิ้ง พวกเราคือผู้ตรวจการจากสำนักหลัก” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความน่าเกรงขาม “พวกเราเฝ้าดูความสามารถของเ้ามาพักหนึ่งแล้ว รากิญญาธาตุว่างเปล่าของเ้าไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่ใครคิด การควบคุมที่ไร้ที่ติของเ้าเหมาะสมกับวิชาของสำนักหลักเป็อย่างยิ่ง... หลังจากจบศึกรายการโลกใบเล็กหน้าใหม่ประจำปีแล้ว เ้าจงตามพวกเรากลับไปฝึกฝนที่สำนักหลักเสียเถิด”
เกาจิ้งเลิกคิ้วเล็กน้อย ท่าทีของเขาไม่ได้ตื่นเต้นดีใจอย่างที่ศิษย์คนอื่นควรจะเป็ เขากลับถอนหายใจและทำทีเป็บ่ายเบี่ยง
“ขอผู้าุโโปรดเมตตา ข้าน้อยเพิ่งลงหลักปักฐานที่นี่ แปลงสมุนไพรของข้ากำลังงอกงาม กิจการรับส่งของก็กำลังทำกำไร หากต้องทิ้งทุกอย่างไปเริ่มใหม่ที่สำนักหลัก ข้าเกรงว่าจะขาดแคลนทรัพยากรในการบ่มเพาะเอาได้น่ะขอรับ”
ชายชราหัวเราะเบาๆ เมื่อมองทะลุเจตนาของเด็กหนุ่ม “เ้าเด็กเ้าเล่ห์... ไม่ต้องมาทำเป็บ่นขัดสนกับข้า หากเ้าตกลงไปสำนักหลัก ข้าจะให้เบี้ยหวัดเ้าเป็หินิญญาระดับกลางเดือนละ5ก้อน สิทธิ์ในการรับโอสถระดับสูงกับสมุนไพรที่เ้าจะใช้ทุกเดือน และสิทธิ์เข้าหอตำราระดับปฐีโดยไม่ต้องใช้แต้มผลงาน... เท่านี้พอจะชดเชยกิจการเล็กๆ ของเ้าได้หรือไม่?”
*1หินระดับกลางเท่ากับ100หินิญญาขั้นต่ำ ตอนนี้เขาได้เดือนละ10หินิญญาขั้นต่ำ*
เกาจิ้งคำนวนในหัวเสร็จก็คุกเข่าลงทันที
“ศิษย์คารวะอาจารย์! ข้าจะเริ่มเก็บสัมภาระเดี๋ยวนี้เลย!” เกาจิ้งตอบรับเสียงดังฟังชัดโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ทำให้หญิงสาวชุดสีขาวมีขอบสีฟ้าถึงกับหลุดขำออกมากับความหน้าเงินของเขา
“ไม่รีบ ๆ ผู้าุโหรงซูซินจะเป็อาจารย์ของเ้า อีกสองวันค่อยไปกัน” ผู้เฒ่าชุดขาวกล่าว
“เกาจิ้งคารวะอาจารย์” “ดีมาก ดี ๆ เป็คนร่าเริงดี กลับเขาโอสถเมื่อไหร่ค่อยรับรางวัลจากข้า” ผู้าุโซูซินบอกเก้าจิ้ง พอได้ยินคำว่ารางวัลเขาก็ยิ้มหน้าบานแบบเก็บอาการไม่อยู่ออกมาเลยทีเดียว (^___^)
ตกดึกคืนนั้น เกาจิ้งนั่งอยู่บนเตียงและหยิบ ‘โอสถทะลวงนภา’ ขึ้นมากลืนลงไป พลังบริสุทธิ์ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจร แต่แทนที่เขาจะทะลวงผ่านระดับต่อไปได้ทันที เขากลับพบว่าขีดจำกัดของตนเองหนาแน่นขึ้น แถมโอสถนี้ก็แรงมาก เขาต้องใช้เวลาซึมซับอยู่หลายชั่วโมง “หลังจากหลอมปราณขั้น 5 ไปแล้ว การใช้ทรัพยากรเพื่อเลื่อนขั้นมันยากขึ้นเป็เท่าตัวเลยหรือนี่...แต่ก็รู้สึกว่ารากฐานจะแน่นขึ้นมานิดหน่อยนะ”
เขาตั้งสมาธิสอบถามกับระบบ หน้าต่างสีฟ้าปรากฏขึ้นพร้อมกับคำอธิบายที่ทำให้เขาเข้าใจโลกของการฝึกตนมากขึ้น ระบบอธิบายว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง พลังปราณเพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะทะลวงขีดจำกัด ผู้ฝึกตนจำเป็ต้องเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ‘เต๋า’ หรือ สัจธรรมแห่งจักรวาล สิ่งสำคัญที่ต้องสร้างคือ ‘ใจแห่งเต๋า’ ซึ่งหมายถึงจิตที่ตั้งมั่นต่อเส้นทางที่ตนเองเลือกเดิน หากใจแห่งเต๋าไม่มั่นคง เมื่อเผชิญอุปสรรคก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘มารในใจ’ มันคือปมในจิตใจหรือความหวาดกลัวที่คอยขัดขวางการฝึกฝน และอาจทำให้ธาตุไฟเข้าแทรก
ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่มักจะค้นพบเต๋าจากธาตุและวิชาที่ฝึกฝน เช่น คนธาตุไฟอาจมีเต๋าแห่งการทำลายล้าง แต่สำหรับเกาจิ้ง เขามี ‘ธาตุิญญากับธาตุว่างเปล่า’ ที่ไร้รูปแบบ นั่นหมายความว่าเต๋าของเขาจะเป็อะไรก็ได้
“เต๋าก็คือเส้นทางการศึกษาสินะ เส้นทางของฉัน...” เกาจิ้งครุ่นคิด “โลกนี้มันอันตรายเกินไป คนเก่งๆ ตายเพราะความเย่อหยิ่งมานักต่อนัก เป้าหมายของฉันไม่ใช่การเป็ที่หนึ่ง แต่เป็การมีชีวิตรอด ไม่ต้องเก่งแบบกวนอู หรือฉลาดเท่าขงเบ้ง ผู้รอดคนสุดท้ายคือสุมาอี้” เกาจิ้งเลือกเส้นทางที่จะเดินในวันข้างหน้าแล้ว หลังจากที่มาที่นี่เกือบครึ่งปี เขาก็รู้ชะตาแล้วว่าต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกนาน กว่าภารกิจจะสำเร็จ เขาพยายามปรับระบบให้คล้ายเกมก็เพื่อให้ตัวเองรู้สึกสนุกขึ้นมาสักเล็กน้อยก็ยังดี
เมื่อคิดได้ดังนั้น ปัญหาต่อไปคือการหาวิชาใหม่ เคล็ดวิชาลมปราณพื้นฐานที่เขาฝึก่แรกนั้นรองรับการฝึกฝนได้ถึงแค่ขั้น 4 เท่านั้น ตอนนี้เขาพึ่งพาทรัพยากรเพื่อดันตัวเองขึ้นมา เขาจำเป็ต้องไปหอตำราเพื่อเลือกวิชาที่สูงขึ้นและสอดคล้องกับเต๋าแห่งการเอาชีวิตรอดของเขา
เช้าวันรุ่งขึ้น เกาจิ้งมุ่งหน้าไปยังหอตำรา เขามองข้ามคัมภีร์สายโจมตีที่รุนแรงหรือวิชาทำลายล้างไปจนหมด สิ่งที่เขาตามหาคือวิชาป้องกัน วิชาตัวเบาที่เน้นการหลบหนี และวิชาซ่อนเร้นที่สามารถพรางกลิ่นอายลบตัวตนให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม
“แชทสแกนหาคัมภีร์ให้หน่อยได้มั้ย?” เกาจิ้งถามระบบ
[ไม่ได้! ไม่มีระบบช่วยสแกน แต่ถ้าเ้าใช้เนตริญญา ก็พอจะช่วยเลือกวิชาที่เ้า้าให้ได้]
เกาจิ้งเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าระบบตอบตรงๆ หรือกวนตีนเขา =_=” เขาเปิดใช้เนตริญญา
“หนีรอดคือยอดคน ไม่ตายก็หาเงินใหม่ได้” เกาจิ้งมองม้วนคัมภีร์ในมือด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ วิชากันตายเหล่านี้แหละคือรากฐานที่เหมาะกับธาตุว่างเปล่าของเขาที่สุด ก่อนจะเตรียมตัวก้าวเข้าสู่สมรภูมิใหญ่ในรายการโลกใบเล็กหน้าใหม่ประจำปี
จบตอน