ปราบกบฏสกุลเหยียนได้สำเร็จชายแดนก็สามารถปราบปรามทัพสกุลหม่าได้สำเร็จยามนี้ความร่วมมือของทัพหลวงของแคว้นต้าเป่ยถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการที่จะสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้นได้อย่างแท้จริงเพียงแต่สิ่งที่ทำให้ซ่งเหวินจิ้งรู้สึกหนักใจก็คือการกระทำของเหยียนกุ้ยเหรินต่างหาก
“เหวินจิ้ง เหยียนกุ้ยเหรินตายแล้วนางวางยาพิษตนเองและน้องสิบเอ็ดก่อนที่จะตายนางบอกกับข้าว่าอีกไม่นานเสด็จพ่อก็จะต้องสิ้นพระชนม์ตามนางและน้องสิบเอ็ดอย่างแน่นอนเพราะน้ำแกงบำรุงที่นางถวายเสด็จพ่อมีตัวยาที่สามารถทำลายพระวรกายของเสด็จพ่อได้”องค์ชายรองหลี่เสวียนตรัสกับซ่งเหวินจิ้งด้วยสีพระพักตร์อันอึมครึมเมื่อครู่นี้เหยียนกุ้ยเหรินขอพบองค์ชายรองพวกเขาก็ต่างพากันคิดว่าเหยียนกุ้ยเหรินจะขอต่อรองเพื่อลดโทษให้แก่ตนเองและองค์ชายสิบแปดที่ในยามนี้น่าจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างชัดแจ้งนักว่าตนเองได้ถูกมารดาและสกุลเดิมของมารดาทำให้กลายเป็นกบฏให้โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวแต่พวกเขากลับคิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วเหยียนกุ้ยเหรินจะเลือกหนทางตายเพื่อหนีความผิดแถมยังเลือกหนทางสายนี้ให้แก่องค์ชายสิบแปดอีกด้วย
“อย่าพึ่งร้อนพระทัยไปเลยรอบพระวรกายของฝ่าบาทมีการอารักขาอย่างเข้มงวดไม่มีทางที่ฝ่าบาทจะทรงเสวยน้ำแกงบำรุงเข้าไปโดยที่ไม่ได้มีการตรวจสอบตัวยา”เมื่อซ่งเหวินจิ้งเอ่ยเช่นนี้องค์ชายรองก็ทรงส่ายพระพักตร์แล้วตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
“เจ้าไม่เข้าใจเสด็จพ่อทรงโปรดแหยีนกุ้ยเหรินผู้นี้มากความไว้วางพระทัยก็มีมากกว่าที่พวกเราจะคาดเดาได้ยามนี้ที่เสด็จพ่อทรงประชวรอยู่ข้าเกรงว่าจะอาจจะเป็นผลมาจากน้ำแกงบำรุงของเหยียนกุ้ยเหรินก็ได้”เมื่อองค์ชายรองทรงตรัสเช่นนี้ซ่งเหวินจิ้งจึงได้พยักหน้า
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้องค์ชายรองเสด็จกลับวังไปตรวจสอบเรื่องนี้ก่อนเถิดส่วนทางนี้กระหม่อมจะจัดการสะสางทุกอย่างให้เรียบร้อยเอง”เมื่อซ่งเหวินจิ้งเอ่ยเช่นนี้องค์ชายรองจึงได้รีบเสด็จกลับวังพร้อมด้วยคนของเขาส่วนซ่งเหวินจิ้งก็ยังคงรั้งอยู่บริเวณฐานที่มั่นนอกเมืองเพื่อปราบปรามทัพกบฏที่เหลืออีกทั้งยังตั้งใจรวบรวมกองทัพทั้งทิศอุดรและประจิมเคลื่อนทัพไปใกล้เมืองที่เป็นฐานที่มั่นของทัพทิศบูรพาของฉินอ๋องเพราะถ้าหากเรื่องที่หลี่เฟยหลงฮ่องเต้ถูกวางยาเป็นความจริงเขาก็จำต้องป้องกันคนของฉินอ๋องเอาไว้ส่วนสกุลหยางนั้นซ่งเหวินจิ้งเชื่อว่าท่านอดีตเสนาบดีมีความคิดที่ลึกล้ำกว่านั้นไม่มีทางเอาทัพสกุลหยางที่ซุกซ่อนเอาไว้ออกหน้ามาประจันกับทัพใหญ่ทั้งสองทัพนี้แน่
ในขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองยังตึงเครียดสีหน้าของซ่งเหวินจิ้งก็เคร่งเครียดยิ่งกว่าบ้านเมืองยังไม่สงบเช่นนี้ย่อมหมายความว่าคงอีกนานกว่าที่เขาจะได้กลับไปหาโม่ชิงเยว่แล้วลูกทั้งสองยิ่งยามนี้อาการประชวรของฝ่าบาทมีจุดที่น่าสงสัยเช่นนี้เขาก็ยิ่งรู้สึกเป็นห่วงคนในเมืองหลวงมากยิ่งขึ้น
“สั่งการลงไปเพิ่มการคุ้มกันจวนให้แน่นหนาแล้วแจ้งฮูหยินให้รู้สถานการณ์ภายในวังด้วยนางจะได้ระมัดระวังตนเอง” ซ่งเหวินจิ้งเอ่ยกำชับกับจ้าวหรงด้วยสีหน้าตึงเครียดหากหลี่เฟยหลงฮ่องเต้ทรงประชวรหนักจนถึงขั้นสิ้นพระชนม์บรรดาองค์ชายจะต้องรีบคว้าโอกาสนี้ก่อความวุ่นวายยามนี้ทหารในมือของเขามีมากที่สุดหากสามารถควบคุมเขาได้ก็ย่อมจะมีโอกาสที่จะได้ครอบครองราชย์บัลลังก์และจุดอ่อนเดียวที่สามารถใช้ควบคุมเขาได้ยามนี้ที่ทุกคนคิดออกก็มีเพียงครอบครัวของเขาเพียงเท่านั้น
ทางด้านจวนโหวโม่ชิงเยว่ยังคงใช้ชีวิตตามปกติข่าวการปราบปรามทัพกบฏได้สำเร็จทำให้จิตใจของคนในจวนพลันผ่อนคลายความตึงเครียดลงได้แต่ถึงกระนั้นโม่ชิงเยว่ก็ยังไม่กล้าหย่อนยานการระมัดระวังตัวของตนเองยิ่งพอจ้าวหรงกลับมาแจ้งให้ระมัดระวังความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นภายในวังและอาจจะส่งให้นางและลูกๆมีอันตรายโม่ชิงเยว่ก็ยิ่งระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้นนอกจากจะสั่งให้คนปิดร้านโม่เซียงแล้วนางยังสั่งกำชับคนเอาไว้ว่านางไม่สะดวกที่จะรับแขกและสั่งให้คนปิดประตูจวนและคอยคุ้มกันจวนอย่างแน่นหนา
แต่ถึงแม้ว่าจะระมัดระวังตัวมากเพียงใดแต่ก็ยังมีคนกล้าบุกเข้ามาได้จนถึงบริเวณลานเรือน เพียงแต่รอบกายนางและลูกๆล้วนเต็มไปด้วยยอดฝีมือ โม่ชิงเยว่กับชุ่ยเหมยจึงไม่ได้สำแดงฝีมือเลยมีแค่เพียงตอนสอบปากคำเพียงเท่านั้นที่โม่ชิงเยว่ขอลงมือด้วยตนเอง
“จ้าวรุ่ย นี่คือยาตัวใหม่ เจ้าลองใช้ซิ”โม่ชิงเยว่เอ่ยพลางจ้องมองบุรุษสี่คนที่ถูกจับกุมเอาไว้ด้วยสายตาเย็นชาจ้าวรุ่ยถือขวดยาไปหาจ้าวหรงที่รออยู่แล้วเขาตวัดดาบกรีดเนื้อหนังของนักฆ่าเหล่านั้นอย่างเลือดเย็นแล้วโรยยาของโม่ชิงเยว่ลงไปเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเสียงสบถด่าที่ดังลั่นไม่ได้ทำให้โม่ชิงเยว่หวั่นไหวเลยสักนิดนางจ้องมองคนเหล่านั้นแล้วจึงได้ยื่นขวดยาในมือให้ผู้คุ้มกันอีกคนแล้วบอกให้เขานำยาขวดนั้นไปกรอกปากคนที่กล้าด่านางผู้คุ้มกันก็ทำตามที่นางออกคำสั่ง ยามที่นักฆ่าถูกกรอกยาลงไปแล้วดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดสีหน้าและแววตาของโม่ชิงเยว่ก็ยังเย็นชาอยู่เช่นเดิม
“บอกมา! เป็นผู้ใดส่งพวกเจ้ามาอย่าได้คิดฆ่าตัวตายเชียวเพราะข้ารู้จักหมอเทวดาผู้หนึ่งต่อให้พวกเจ้าก้าวเท้าเข้าประตูผีไปแล้วเขาก็มีความสามารถที่จะดึงพวกเจ้าขึ้นมาจากปากประตูผีได้แต่หลังจากนั้นรับรองว่าความทรมานของพวกเจ้าในยามนี้จะเทียบไม่ได้กับสิ่งที่พวกเจ้าต้องเผชิญในวันหน้าแน่”เมื่อโม่ชิงเยว่เอ่ยเช่นนี้บรรดานักฆ่าเหล่านั้นก็อ้อนวอนนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
"ฆ่าพวกข้าเสียเถอะต่อให้ต้องตายพวกข้าก็ไม่บอกเจ้าหรอก"เสียงปฏิเสธของนักฆ่าทำให้โม่ชิงเยว่โบกมือให้จ้าวหรงและจ้าวรุ่ยโรยยาผงลงไปบนบาดแผลของนักฆ่าเหล่านั้นอีกครั้ง
“บอกแล้วข้าบอกแล้ว เป็นองค์ชายแปดองค์ชายสั่งให้พวกข้ามาจับตัวพวกเจ้าแม่ลูกไปให้องค์ชาย”เมื่อหนึ่งในนักฆ่าเอ่ยเช่นนี้โม่ชิงเยว่ก็พลันยิ้มออกมา
“เช่นนั้นพวกเจ้านัดพบกับองค์ชายแปดที่ใดข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกเจ้านัดพบกับองค์ชายแปดในวัง”คำถามของโม่ชิงเยว่ทำให้คนเหล่านั้นต่างก็หันไปสบตากันเองโม่ชิงเยว่จึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“พาคนของข้าไปหากเจ้าพาพวกเขาไปยังสถานที่ที่เจ้านัดพบกับองค์ชายแปดได้ข้าก็จะให้พวกเขาปล่อยพวกเจ้าไป”คำพูดของโม่ชิงเยว่ทำให้นักฆ่าเหล่านั้นหันไปปรึกษากันด้วยสายตาแล้วจึงได้ตอบตกลงยามที่จ้าวหรงและจ้าวรุ่ยควบคุมตัวนักฆ่าเหล่านั้นเตรียมจะพาออกไปโม่ชิงเยว่ก็ออกคำสั่งกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“คนเหล่านี้ในเมื่อข้ารับปากแล้วว่าจะไว้ชีวิตก็จงเก็บพวกเขาเอาไว้ส่วนองค์ชายแปดก็สังหารเสียแล้วนำศีรษะมาแขวนประจานที่หน้าจวนหากกรมอาญามาสอบสวนก็ให้นักฆ่าเหล่านี้ช่วยเป็นพยานว่าองค์ชายแปดคิดไม่ซื่อกับข้าซึ่งเป็นฮูหยินของขุนนางฝ่าบาททรงประชวรอยู่ส่วนคนของกรมอาญาช่วงนี้ก็น่าจะไม่ว่างจึงได้ปล่อยให้คนขององค์ชายแปดบุกมาที่จวนของพวกเราได้ดังนั้นข้าจึงจำต้องลงโทษองค์ชายแปดด้วยตนเอง”เมื่อโม่ชิงเยว่เอ่ยเช่นนี้ทั้งจ้าวหรงและจ้าวรุ่ยที่พอจะรู้นิสัยของฮูหยินของเจ้านายของตนก็รับคำสั่งด้วยสีหน้าปกติส่วนบรรดาผู้คุ้มกันที่พึ่งจะมาใหม่ต่างก็พากันตกตะลึงกับท่าทีของฮูหยินแต่พอคิดถึงท่าทางของท่านโหวที่โอนอ่อนผ่อนตามและให้เกียรติฮูหยินเช่นนั้นพวกเขาจึงได้เข้าใจที่แท้นิ่งอันโหวฮูหยินที่งดงามดุจบุปผาพอบทจะแข็งกร้าวขึ้นมาก็ทำให้คนไม่กล้าจะดูแคลนนางได้จริงๆ