ตอนที่ 19 สวดขอพร
“ชิวเอ๋อร์ เ้าไม่เป็ไรกระมัง!” ฮวาอิ่งเม่ยถามชิวเอ๋อร์อย่างห่วงใย
“ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะคุณหนู” ชิวเอ๋อร์ยิ้มพลางส่ายศีรษะ นางไม่เคยเป็เช่นดั่งวันนี้มาก่อน...ไม่รู้สึกหวาดกลัว
ฮวาอิ่งเม่ยมองดูชิวเอ๋อร์ที่ไม่ได้รับาเ็อะไรแค่เลอะเทอะไปบ้างแล้วนึกตำหนิตัวเองไม่หาย หากวันนี้นางมาช้าอีกสักก้าว เกรงว่าชิวเอ๋อร์คงต้องเจ็บตัวอีกแล้ว เื่ในวันนี้เป็เพราะนางไม่รอบคอบเอง นางควรคิดได้แต่แรกว่า หากนางหายตัวไป คนแรกที่ต้องรับโทษก็คือชิวเอ๋อร์
เพียงแต่เหตุการณ์ประจวบเหมาะถึงเพียงนี้ เหตุใดนางออกไปเพียงชั่วเวลาไม่นานนัก อี๋เหนียงสามก็มาหาที่เรือนได้นะ
“ชิวเอ๋อร์ ในเรือนนี้มีสาวใช้คนไหนที่รู้ว่าข้าไม่อยู่ในห้องบ้าง” ฮวาอิ่งเม่ยถาม
ชิวเอ๋อร์ตอบ “หลีเซียงกับชุ่ยอวี้เ้าค่ะ”
“หลีเซียง ชุ่ยอวี้...” ฮวาอิ่งเม่ยนึกทบทวนชื่อทั้งสองพลางดวงตาสาดประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง ‘พวกเ้าสองคนใครกันแน่ที่เป็คนของอี๋เหนียงสาม หรือว่าจะใช่ทั้งสองคน! โจรในบ้านนี่ช่างยากจะระวังป้องกันเสียจริง’
“คุณหนู ให้ข้าเรียกพวกนางมาหรือไม่เ้าคะ” ชิวเอ๋อร์เองก็ไม่โง่ นางเข้าใจประเด็นสำคัญได้ทันที ดวงตาใสราวกระจกของนางบอกถึงความโกรธจัด
ฮวาอิ่งเม่ยเหยียดยิ้มพลางส่ายศีรษะ “ไม่ต้องหรอก ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจะแหวกหญ้าให้งูตื่น”
ทุกคนในจวนตระกูลฮวา ใครบ้างไม่เห็นว่านางคือฮวาอิ่งเม่ยคนเดิม ดังนั้นสาวใช้ในเรือนจึงทำเช่นนี้โดยไม่กลัวเกรงแต่อย่างใด หากกำจัดพวกนางออกไป มิเป็การบอกกล่าวต่อผู้คนว่า หากคิดแฝงกายเข้ามาอยู่ข้างกายนาง ต้องระวังตัวเพิ่มขึ้นหรอกหรือ เหตุใดนางต้องหาเื่ยุ่งยากให้ตัวเองด้วยเล่า
เพียงแต่ว่านอกจากชิวเอ๋อร์แล้ว ข้างกายนางมีคนที่ใช้การได้อยู่น้อยเกินไปจริงๆ อย่างเช่นเื่ในวันนี้ นางไม่มีคนส่งข่าวให้สักคน
“ชิวเอ๋อร์ เ้ารู้จักใครที่เชื่อใจได้บ้างหรือไม่” ฮวาอิ่งเม่ยหมดหนทาง จึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับชิวเอ๋อร์
“คนที่เชื่อใจได้หรือเ้าคะ” ชิวเอ๋อร์คิดดูแล้ว กล่าวว่า “ชิวเอ๋อร์ไม่ใช่บ่าวที่เกิดในเรือน แต่...แต่เป็ขอทานเร่ร่อนข้างถนน ฮูหยินเห็นว่าข้าน่าสงสารจึงรับข้าเข้าจวนมา คนที่ชิวเอ๋อร์รู้จักล้วนแต่อยู่ในตอนนั้นเ้าค่ะ”
นั่นก็หมายความว่าทั้งหมดเป็ขอทานสินะ ฮวาอิ่งเม่ยครุ่นคิดอย่างใคร่ครวญ
ณ เรือนเจี่ยวหราน ฮวาจวิ้นหยางรับเอาชามน้ำแกงที่จ้าวเยียนหรานยื่นมาให้ ขึ้นจิบเบาๆ คำหนึ่ง จากนั้นถามว่า “ได้ยินว่าเ้าไปเรือนโยวหรานมา” ไม่ใช่คำถาม แต่เป็ประโยคบอกเล่า
จ้าวเยียนหรานหลุบตาลงเล็กน้อย ยิ้มพลางกล่าวว่า “ใช่แล้วเ้าค่ะ นายท่านผู้เฒ่า ข้าไปดูแลเม่ยเอ๋อร์ หากไม่ใช่เพราะหลานเอ๋อร์เหตุใดนางต้องเสียหายกับเื่เช่นนี้ด้วย จะว่าไปแล้ว เป็เพราะหลานเอ๋อร์แย่งคู่หมายของนางเ้าค่ะ”
“พูดอะไรโง่ๆ เช่นนี้!” ฮวาจวิ้นหยางวางชามในมือลง กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “หลานเอ๋อร์แย่งนางที่ไหนกัน นางเองต่างหากที่ไร้วาสนา”
พอนึกถึงมารดาของอิ่งเม่ย แววตาของฮวาจวิ้นหยางก็สาดประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง กล่าวเสียงเย็นว่า “คำพูดเช่นนี้ทีหลังอย่าได้กล่าวอีก”
“เ้าค่ะ นายท่าน!” จ้าวเยียนหรานยิ้มออกมาอย่างเต็มที่ แววตาบอกความเย้ยหยันอย่างปิดไม่มิด ‘ตู๋กูเยี่ยนเอ๋อร์ ตอนแรกเ้าเหนือกว่าข้าในทุกด้าน แต่ยามนี้ เ้ากับลูกสาวกลับต้องกลายเป็ขุนพลที่พ่ายศึกในเงื้อมมือของข้ากับหลานเอ๋อร์มิใช่หรือ ไม่ต้องร้อนใจไป อีกไม่นานลูกสาวของเ้าก็จะลงนรกไปเป็เพื่อนเ้าแล้ว!’
“ท่านพี่ อีกไม่นานก็เป็วันครบรอบวันตายของพี่หญิงเยี่ยนเอ๋อร์แล้ว เม่ยเอ๋อร์อยากจะขึ้นเขาอู่อี๋ไปสวดขอพรที่วัดฝอเซี่ยงเ้าค่ะ” จ้าวเยียนหรานกล่าวพลางชม้ายตามองฮวาจวิ้นหยางแวบหนึ่ง พอเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าว่าจะเอ่ยปาก จึงกล่าวต่อว่า “เพียงแต่ข้าน้อยเห็นว่า ไทเฮาเพิ่งกลับราชสำนัก หากไม่พบหน้าเม่ยเอ๋อร์ เกรงว่าจะเข้าใจผิดว่าเป็การกระทำของพวกเราจวนตระกูลฮวา แต่เม่ยเอ๋อร์มีความตั้งใจจริง ช่างน่าสงสารนัก ข้าน้อยไม่อาจหักใจปฏิเสธนางเ้าค่ะ ท่านพี่ ท่านช่วยคิดหาทางออกให้ข้าน้อยได้หรือไม่เ้าคะ” พูดพลาง คีบเนื้อกระจกที่ฮวาจวิ้นหยางชอบกินที่สุดมาวางในชามตรงหน้าเขาชิ้นหนึ่ง เบี่ยงกายขยับเข้าหา กลิ่นหอมจางๆ บนร่างนางลอยมากระทบจมูกฮวาจวิ้นหยาง
ฮวาจวิ้นหยางหันมาสบเข้ากับสายตาหยาดเยิ้มเป็ประกายยั่วเย้าอย่างท้าทายของจ้าวเยียนหรานเข้า ชั่วขณะนั้นทำให้เขารู้สึกคันยุบยิบในหัวใจขึ้นมา
“อย่างเร็วที่สุดอีกห้าวันให้หลังไทเฮาจึงมาถึงเมืองหลวง ในเมื่อนางอยากไปสวดขอพร ก็ให้นางไปวัดฝอเซี่ยงเถอะ” ฮวาจวิ้นหยางพูดพลางดึงมือจ้าวเยียนหรานมากุมเอาไว้ อีกฝ่ายก็ล้มตัวตามแรงเข้าสู่อ้อมอกของฮวาจวิ้นหยาง เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตานับถือเลื่อมใสหมดหัวใจ กล่าวว่า “ท่านพี่คิดการณ์ได้รอบคอบนัก ข้าน้อยคิดไม่ได้ถึงเพียงนี้หรอกเ้าค่ะ”
“เ้านี่นะ” ฮวาจวิ้นหยางรั้งจ้าวเยียนหรานเข้าสู่อ้อมอก ยิ้มพลางมองดูใบหน้าของอีกฝ่ายที่ปราศจากริ้วรอยจากกาลเวลาแม้แต่น้อย รู้สึกได้ถึงความร้อนรุ่มของโลหิตที่พุ่งไปรวมกันยังตำแหน่งนั้น ไม่มีบุรุษคนใดไม่ชอบความศรัทธาเลื่อมใสจากผู้คน แน่นอนว่าเขาเองก็เช่นกัน