เมื่อเข้าฌานสมาธิครบหนึ่งร้อยปีฉินเทียนที่ร่างกายผ่ายผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก บัดนี้ตัวมันราวกับว่าปรารถนาทดสอบบางสิ่ง มันไม่รอช้ายันกายลุกขึ้น ะโเข้าหาห้วงมหาสมุทรทะเลมืดทันที จากนั้นก็ตั้งจิตแน่วแน่ผ่านวันเดือนปี...
.
.
.
ไม่รู้ว่าวันเวลาล่วงผ่านไปนานเท่าไหร่ ฉินเทียนตกตายไปกี่ครั้ง เซียนซุนนั้นทำอะไรอยู่ ฉินเทียนนั้นไม่รู้เลย และไม่สนใจแม้แต่น้อย เพราะตัวมันในตอนนี้รู้เพียงแต่ว่าเมื่อตกตายก็แค่เริ่มต้นใหม่ ต่อสู้กับบททดสอบอันโหดร้ายและบ้าคลั่งนี้ซ้ำๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดรู้จักเหนื่อย จิตใจภายในของมันค่อยๆ เรียนรู้และไร้ซึ่งความหวาดกลัว
หากจะถามว่าเวลาที่ฉินเทียนอยู่ ณ ที่แห่งนี้นานเท่าไร ฉินเทียนตัวมันก็หารู้ไม่ หากถามว่าตัวมันตกตายไปแล้วกี่ชีวิต ฉินเทียนก็หารู้ไม่อีกเช่นกัน
หากแต่เหล่าซากโครงกระดูกของมนุษย์ผู้หนึ่งที่ใต้เขาสูงลูกนี้ เมื่อก่อนมันเคยหนาสูงเพียงจั้ง หากแต่บัดนี้มองลงไปจุดที่สูงที่สุดของมันหนาเกินร้อยจั้ง
ในตอนนี้ฉินเทียนแหวกว่ายสู่ห้วงมหานทีประมาณสิบปีครั้งตัวมันจะพบเจอาาันรกสีทมิฬซักคราวหนึ่ง เขตแดนนี้คือเขตแดนที่ฉินเทียนยังไม่อาจจะก้าวผ่าน หากแต่ยิ่งเวลาผ่านไป ผ่านไป ฉินเทียนก็ไปได้ไกลขึ้น ไกลขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งฉินเทียนแหวกว่าย ตัวมันก็ยิ่งมั่นใจ แม้บ่อยครั้งตัวมันจะต้องตกตายในท้องของาาันรกสีทมิฬ แต่ภายในใจส่วนลึกของฉินเทียนก็ได้แต่บอกตัวเองว่าใกล้แล้ว ใกล้แล้วข้ากำลังใกล้จะทำสำเร็จแล้ว
.
.
.
กาลเวลาผ่านไปราวกับนิจนิรันดร์ ครั้งนี้ฉินเทียนตกตายร่างกายถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้กลับมีสิ่งที่แตกต่างออกไป เซียนซุนลืมตาตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน นานจนแม้โลกหล้าก็อาจจะผ่าน่เวลาดับสูญไปหลายสิบครั้งแล้ว
เซียนซุนมองไปทางฉินเทียนพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะลอยตัวบินไปดักหน้า "ฉินเทียนเ้าว่าครั้งนี้เ้าจะสำเร็จหรือไม่" เซียนซุนแย้มยิ้ม
ฉินเทียนมองไปยังใบหน้าของเซียนซุนแววตาเด็ดเดี่ยวราวกับพร้อมกลืนกินโลกหล้า สยบทุกสิ่งอยู่ใต้เท้าของตัวมัน ั์ตาดวงนั้นลึกลับสุดหยั่ง ทั้งๆ เป็ดวงเนตรดวงเดิมแถมยังอยู่ในร่างกายอันผ่ายผอมของฉินเทียนดั่งวันแรกที่มันมา ณ ที่แห่งนี้ ผู้ฝึกตนระดับต่ำสุดผู้มีตราสัญญาลักษณ์ขาวจาง ผู้มีหนึ่งชีพจริญญาอันแสนอ่อนแอ
แต่ถึงอย่างนั้นแม้ทุกอย่างจะเหมือนเดิม แต่ก็ไม่เหมือนเหมือนเดิม แม้ร่างกายจะผ่ายผอมเสื้อผ้าจะเก่าคร่ำครึและซอมซ่อ แต่มันก็ไม่สามารถปกปิดอานุภาพอันยิ่งใหญ่บางอย่างในตัวของฉินเทียนได้
อานุภาพดังผู้ที่สามารถสยบใต้หล้าให้อยู่ใต้เท้า ฉินเทียนยิ้มก่อนตอบกลับไปที่เซียนซุน "สำเร็จสิ สำเร็จอย่างแน่นอน" พูดจบฉินเทียนก็ะโลงสู่มหาสมุทรกว้างอีกครั้ง ทีท่าเยือกเย็นและเริ่มแหวกว่ายในมหาสมุทรทันที
คลื่นมหาสมุทรคลั่งซัดใส่ร่างของฉินเทียนครั้งแล้วครั้งเล่า หากแต่ตัวฉินเทียนกับแหวกว่ายมันผ่านด้วยสีหน้าและท่าทีสบาย แม้ร่างกายของมันยังถูกจำกัดเป็ดังเช่นปุถุชนสามัญ เป็เพียงแค่ผู้ฝึกตนขั้นต่ำตราสัญญาลักษณ์ขาวจางเช่นเดิม
หากแต่สิ่งที่แตกต่างคืออำนาจลึกลับบางอย่าง ราวกับว่ามันเป็สิ่งที่ไม่มีใครมองเห็นมันช่วยให้ฉินเทียนแหวกว่ายผ่านมหาสมุทรทะเลมืดแห่งนี้ ราวกับเป็บึงขุดบ่อน้ำนิ่งที่สวนหลังบ้าน
กระแสวังน้ำวนั์จุดแล้วจุดเล่าปรากฏ ฉินเทียนก็สามารถแหวกว่ายต้านกระแสคลื่นไปจุดซ้ายทีขวาทีผ่านจุดที่แรงดึงดูดของกระแสน้ำวนั์ได้อยู่ตลอด
ผ่านไปนานปี หากแต่กระแสน้ำวนั์ก็ไม่มีทีท่าจะน้อยลง หากแต่มันยิ่งมากขึ้นบ้าคลั่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม!!!ตูม ัร้ายสีทมิฬปรากฏ ะโลอยสูงขึ้นสู่ท้องนภา พร้อมสร้างกระแสคลื่นในทะเลทมิฬสูงเกือบร้อยจั้งกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จากนั้น
"กี้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ !!!คร่าาาาาาาาาาาาาาาา" เสียงกรีดร้องของาาัทมิฬสร้างเป็คลื่นน้ำกระเพื่อมไปทั่ว หากคลื่นลมนี้ปรากฏในโลกธรรมดาสามัญบ้านเมืองนั้นคงพินาศสิ้นจนหมดเป็แน่ นอกจากนั้นในเสียงกรีดร้องนี้ยังแฝงไปด้วยอำนาจจิตสังหารอันน่าหวาดกลัวยิ่งต่อทุกสรรพสิ่ง เพียงแค่อยู่ในรัศมีของเสียงนี้ สัตว์น้อยใหญ่แม้แต่ผู้มีพลังแห่งจิติญญาระดับสูงก็สามารถตกตายได้ในทันที
แต่ถึงอย่างนั้น เสียงกรีดร้องที่ราวกับวันดับสูญของโลกานี้ก็หาได้ทำสิ่งใดกับฉินเทียนได้ไม่ ฉินเทียนยังแหวกว่ายในห้วงมหาสมุทรเช่นเดิม ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
แขนขาเล็กๆ ยังตวัดแหวกว่ายไม่หยุดหย่อน แม้ร่างกายนี้จะไม่ได้มีฤทธิ์ใดๆ เป็พิเศษ หากแต่สิ่งที่อัศจรรย์คือร่างเล็กๆ ของฉินเทียนนี้ก็ยังแหวกว่ายผ่านัั์ร้ายตัวนี้ไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันเวลาล่วงผ่านไปอีกครั้ง ร่างกายใดๆ ของฉินเทียนราวกับดูไม่ใช่คนอีกต่อไป มีแต่หนังหุ้มกระดูกแล้วจริงๆ
หากแต่มันยังแหวกว่าย ผ่านมาราวหนึ่งร้อยปี นับจากวันแรกที่ฉินเทียนะโลงจากหน้าผาสูงครั้งล่าสุดในวันนั้น ในที่สุดแสงสีทองระยิบระยับนำทางของฉินเทียนดูเหมือนว่าอีกไม่ไกลจะถึงสุดเขต นั่นคงเป็ที่หมาย ฉินเทียนมองเห็น ที่ตรงนั้นคือูเาสูงส่องสว่างที่คุ้นเคย มันสูงเสียดฟ้า ไม่อาจจะมองยอดสุดปลายของมันได้ ปลายยอดของมันอยู่เหนือเมฆาทมิฬที่มีอัสนีสีโลหิตร่ายรำอยู่ล้อมรอบ ส่งเสียงดังตึงตังราวกับวันดับโลกอยู่ตลอดเวลา
ราวกับว่าแดนดินนี้ล่วงรู้ว่าฉินเทียนกำลังก้าวสู่่สุดท้ายในการทดสอบ คลื่นลมในทะเลมืดที่คลุ้มคลั่งอยู่แล้วกับบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม อัสนีโลหิตที่เคยแตกทอดตัวอยู่บนท้องนภา มาวันนี้มันมิเป็ดังเช่นเดิม มันส่งกระแสอัสนีโลหิตทอดตัวฟาดลงมาสู่ทะเลมืดอย่างคลุ้มคลั่งเป็ที่สุด เกิดเป็เสียงะเิตูมตามอยู่ตลอด
หากแต่ฉินเทียนที่แหวกว่ายก็หาได้สนใจตัวมันยังคงแหวกว่ายในมหานทีดังเช่นเดิม ราวกับว่าความหวาดกลัวและความเกรงกลัวใดๆ ไม่มีปรากฏอีกแล้วในใจของตัวมัน หากตายก็ตาย หากชีวิตจะดับก็ดับไป หากแต่ความตั้งใจและปรารถนาในจิตของฉินเทียนราวกับว่าไม่มีวันลดละและดับมอด
เวลานั้น ท้องมหาสมุทรก็เกิดสิ่งอัศจรรย์ร่างของาาันรกสีทมิฬหลายแสนตัวโผล่พ้นน้ำบินลอยบนท้องนภาพร้อมกัน แววตาดุร้ายพวกมันมองจ้องมาทางฉินเทียนเป็สายตาเดียวกัน มหาสมุทรที่ลึกสุดหยั่งบัดนี้ถูกแหวกแยกออกจากกันเป็สองอย่างรวดเร็ว
ร่างของฉินเทียนที่กำลังแหวกว่ายก็ค่อยถูกทำให้ค่อยๆ ตกลงไปในท้องมหาสมุทรนั้น เพราะคลื่นน้ำในทะเลทั้งหลายเสมือนหนึ่งราวกับว่ามีพลังอัศจรรย์สายหนึ่งกำลังบัญชาพวกมันอยู่ ให้แหวกแยกออกจากกัน
จนในที่สุดร่างของฉินเทียน ณ ตอนนี้ยื่นลึกอยู่ตรงกลางมหาสมุทร ด้านซ้าย ด้านขวามีมหานทีทะเลมืด เป็ดั่งกำแพงสูงเกือบเสียดฟ้าสูงถึงชั้นเมฆาทมิฬ ในกำแพงน้ำทั้งสองมีัร้ายสีทมิฬนับแสนตัวร่างกายใหญ่โตยาวนับหมื่นจั้งหลายแสนตัวแหวกว่าย พร้อมมองจ้องมาที่ฉินเทียนอยู่ตลอด
เกิดเป็ภาพอันตระการตาและน่าอัศจรรย์ใจ พร้อมแลดูน่าหวาดกลัวและชวนขนลุกเป็ที่สุด
หากแต่ฉินเทียนนั้นก็ยังนิ่งไม่หวั่นไหว สิ่งที่ตัวมันกระทำมีเพียงการก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ก้าวไปอย่างช้าๆ ไม่รีบร้อน ไม่รีบเร่ง ระหว่างทางมีเสียงัหลายแสนตัวส่งเสียงตวาดและจิตสังหารเข้าใส่ฉินเทียนครั้งแล้วครั้งเล่า หากเป็เมื่อก่อนคราวเดิมฉินเทียนหรืุ์สามัญ หรือต่อให้เป็ผู้ฝึกตนระดับสูงก็คงต้องร่างแหลกะเิตกตาย หากแต่ฉินเทียนในยามนี้ก็ยังก้าวต่อไปข้างหน้าราวกับไม่มีสิ่งน่าตระหนกเกิดขึ้น
ผ่านไปอีกปีกว่าฉินเทียนก็ยังเดินต่อไปอีกครึ่งทาง อีกไม่ช้าทุกอย่างก็จะจบ หากแต่เมื่อตัวมันเดินผ่านไปได้ครึ่งทางสุดท้ายของมหาสมุทรที่ถูกแหวกเป็สอง ก็เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขึ้น โลการาวกับกำลังแตกร้าว
ปฐีที่ฉินเทียนยื่นอยู่แตกแยกทอดเป็ทางยาว ไม่ช้าในรอยปริแตกนั้นๆ ก็ค่อยๆ ปริกว้างขึ้น ลาวาสีแดงโลหิตปะทุะเิไปทั่ว ฉินเทียนหยุดเดินครู่หนึ่ง หากแต่ตัวมันนั้นก็หาได้หวั่นไหวหรือหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ มันเป็เพียงการจับจ้องที่ราวกับเย้ยหยันโลกหล้าอย่างผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น
ในไม่ช้า ลาวาแดงสีโลหิตนั้น ก็ปรากฏร่างร่างหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา เพียงแค่ส่วนหัวของมันก็ใหญ่โตนับหมื่นจั้ง มันคือหัวัสีแดงโลหิต ั์ตาของมันมีสีทมิฬดวงเนตรภายในสีแดงก่ำ ฉายจิตตานุภาพอันยิ่งใหญ่ในทันที กลางหน้าผากของมันเปล่งแสงตราสัญญาลักษณ์อันแสนพิเศษ มันเป็สีส่องประกายเจิดจรัสดุจอัญมณีล้ำค่าทอประกายงดงาม ขัดกับรูปลักษณ์อันน่าหวาดกลัวเป็ที่สุดของมันยิ่ง
มันค่อยยกตัวขึ้น ยกตัวขึ้นเรื่อยๆ จากครึ่งศีรษะ เป็เต็มหัวทั้งหมดของมัน จากนั้นก็ร่างกายของมันและลำตัวของที่ค่อยๆ พ้นแผ่นดินที่บัดนี้ชุ่มไปด้วยลาวาเดือดสีโลหิตเข้ม
ราวกับว่ามันเกิดมาเพื่อเป็ราชันย์ที่อยู่เหนือราชันย์ทั้งมวล สายตาที่มันมองฉินเทียนราวกับว่าเย้ยหยัน จิตสังหารของมันเข้มข้นอย่างหาที่สุดมิได้ จนแม้เพียงคนธรรมดาได้เห็นมันก็ตกตายร่างะเิได้ในทันที
ฉินเทียนและมันจดจ้องกันครู่หนึ่ง ัตัวนี้แค่ส่วนลำตัวของมันบัดนี้ได้ลอยเคว้งกลางนภา ตัวของมันทั้งใหญ่และยาวกว่าาาันรกสีทมิฬมากมายนัก
หากาาันรกสีทมิฬมี่ตัวยาวร้อยจั้ง ัแดงโลหิตตัวนี้ก็คงยาวและใหญ่กว่าพวกมันนับสิบนับร้อยเท่าได้
ฉินเทียนและมันต่างยืนจดจ้องซึ่งกันและกัน และในไม่ช้าัแดงสีโลหิตตัวนี้ก็ส่งจิตสังหารพร้ะโกนก้อง ในครั้งนี้ราวกับว่ามหาจักรวาลจะดับสูญ มหาสมุทรทะเลมืดสองฟังถูกคลื่นเสียงและจิตสังหารอันเข้มข้นนี้ะเิแตกกระจายฟุ้งตัวราวกับว่าโลกหล้าแดนดินนี้ไม่เคยมีมหาสมุทรทะเลมืดปรากฏอยู่ เมฆาสีทมิฬก็ไม่ต่างกันแตกกระจายหายไปอย่างรวดเร็วแผ่นดินะเืสั่นไหวโลการาวกับกำลังจะดับสูญไปจริงๆ
หาก ณ แดนดินนี้ ไม่ใช่มิติอันน่าอัศจรรย์ เสียงและจิตสังหารของัแดงสีโลหิตนี้ ก็มากพอล้างสังหารทุกชีวิตในหนึ่งห้วงจักรวาลในทันที
บัดนี้ทุกสิ่งอย่างกลายเป็มืดมิดมีเพียงดวงเนตรของัทมิฬ ร่างของัแดงั์สีโลหิต และูเาสูงเสียดฟ้าด้านหลังัแดงเท่านั้นที่เปล่งประกายแสงส่องสว่าง
ส่วนตัวฉินเทียนก็ยังยื่นนิ่งไม่หวั่นไหว ไม่ช้าตัวมันก็เริ่มก้าวขาอีกครั้ง
ทันทีที่ก้าวๆ นั้นของฉินเทียนแตะพื้น โลกหล้าที่ฉินเทียนยื่นอยู่ก็แปรเปลี่ยน ัร้ายสีทมิฬก็แปรเปลี่ยนร่างเป็ัเงินมีรัศมีเจิดจรัส ส่วนัแดงสีโลหิตร่างใหญ่ั์ที่ชุ่มไปด้วยคราบเืก็กลับกลายเป็ัสีทองรูปร่างสง่างามน่านับถือตระการตาเป็ที่สุด ดวงเนตรที่ดูโหดร้ายของพวกมันพลันเปลี่ยนเป็อบอุ่นและดูสูงส่ง
ราวกับว่าัทุกตัวเป็เทพเทวาาผู้เฒ่าผู้แก่ผู้สูงส่ง ที่กำลังรอต้อนรับบุตรหลาน
ัทองตัวนั้นมันเหมือนกำลังกับแย้มยิ้ม ศีรษะของมันค่อยๆ ลอยมาเบื้องหน้าฉินเทียน ัหลับตา ราวกับว่ามันปรารถนาให้ฉินเทียนเหยียบย่ำมันขึ้นไป
ฉินเทียนค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเหยียบย่างไปบนศีรษะของัทองผู้ยิ่งใหญ่
ไม่ช้าัทองก็หันศีรษะกลับ พร้อมนำร่างของฉินเทียนลอยสูง สู่ยอดเขาที่ส่องสว่าง
บัดนี้สิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้งโลกหล้าดินแดนอันมืดมิดนี้ก็พลันส่องสว่างจ้า ราวกับว่าเป็การต้อนรับองค์จักรพรรดิจ้าวราชันย์ แสงสีขาวทองอบอุ่นทอประกายไปทั่วแดนดินอย่างรวดเร็ว มองไปที่ใดก็ดูสงบสวยงามและรื่นเริง ปรากฏแมกไม้และดอกไม้นานาพรรณถือกำเนิดอย่างรวดเร็ว
เซียนซุนที่ยืนอยู่บนยอดเขาวิ่งวุ่นไปมาจุดประทัดเสียงดังต่อเนื่อง นอกจากนั้นบนหัวก็ใส่หมวดอันดูแปลกประหลาดต่อยุคสมัยนี้ยิ่ง หากแต่มันกลับเป็หมวกที่นิยมใส่กันยิ่งใน่ปีใหญ่ในชีวิตเก่าก่อนของฉินเทียน นอกจากนั้นมืออีกข้างของเซียนซุนก็เป่าแตร ไม่ช้าพลุไฟจำนวนมากก็ราวกับถูกจุดพร้อมๆ กัน
"ฉินเทียนดีใจด้วยจ่ายผ่านแล้ว"
เซียนซุนกล่าวพร้อมใบหน้าที่มีรอยยิ้มอันแป้นแล่น