ท่ามกลางความมืดมิดที่ลึกดิ่งลงไปใต้ขุนเขาา หลินเทียนก้าวเดินไปบนทางเดินศิลาเก่าแก่ที่ทอดยาวอย่างไร้จุดจบ เสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นหินดังกังวานก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท ประหนึ่งเข็มนาฬิกาแห่งโชคชะตาที่กำลังนับถอยหลัง ทุกลมหายใจของเขาสอดประสานไปกับไอเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากผนังถ้ำ ซึ่งสลักลวดลายัทะยานเมฆาไว้อย่างประณีต ลวดลายเ่าั้ดูราวกับมีชีวิต พวกมันดูเหมือนจะขยับไหวและจับจ้องมาที่เด็กหนุ่มด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจลี้ลับ
หลังจากผ่านศึกหนักกับสามยอดฝีมือไร้เนตรที่หน้าผาวารี หลินเทียนรู้สึกได้ว่าร่างกายของตนเองกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง พลังสายเืัครามที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นชั่วคราวนั้นไม่ได้จางหายไปจนหมดสิ้น แต่มันกลับซึมลึกเข้าสู่ไขกระดูกและจุดตันเถียนของเขา ทำให้ลมปราณสีครามในร่างมีความเข้มข้นและหนักแน่นขึ้นอย่างไม่เคยเป็มาก่อน กระบี่พลิกฟ้าที่ถืออยู่ในมือส่งไออุ่นบางเบาออกมา ราวกับมันกำลังปลอบประโลมและนำทางนายของมันเข้าสู่ใจกลางของความลับที่ถูกฝังกลบมานับพันปี
"ความเงียบนี้... ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก" หลินเทียนพึมพำเบาๆ เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นและอ่อนล้า ทว่าแววตาของเขากลับนิ่งสงบดุจผิวน้ำในบึงลึก เขาโคจรลมปราณระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้คงที่และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ยิ่งเดินลึกเข้าไป อากาศที่เคยอับชื้นกลับกลายเป็บริสุทธิ์และหอมหวานอย่างประหลาด กลิ่นอายของพลังิญญาธรรมชาติเข้มข้นจนเกือบจะมองเห็นเป็ละอองแสงสีน้ำเงินลอยละล่องอยู่ในอากาศ ทันใดนั้น ทางเดินที่แคบและมืดมิดก็เปิดกว้างออกสู่โถงถ้ำขนาดมหึมาที่ใหญ่โตเกินกว่าที่สติปัญญาของมนุษย์จะจินตนาการได้
เบื้องหน้าของหลินเทียนคือ "วิหารันิรันดร์" สิ่งปลูกสร้างที่ทำจากหยกขาวและนิลดำผสมผสานกันอย่างลงตัว เสาหินขนาดั์นับร้อยต้นค้ำจุนเพดานถ้ำที่ประดับด้วยหินเรืองแสงนับหมื่นดวงดุจดาราบนท้องฟ้า ใจกลางวิหารมีแท่นบูชาสูงเสียดฟ้าที่ตั้งเด่นเป็สง่า และบนยอดของแท่นบูชานั้นเอง คือที่มาของแสงสว่างสีน้ำเงินเจิดจ้าที่อาบไล้ไปทั่วบริเวณ... "หัวใจัคราม"
มันคือดวงแก้วทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นมนุษย์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ ภายในดวงแก้วมีของเหลวสีน้ำเงินเข้มหมุนวนเป็รูปัจิ๋วที่กำลังคำราม และทุกครั้งที่มันขยับไหว คลื่นพลังงานมหาศาลจะแผ่ซ่านออกมาสั่นะเืไปถึงจิติญญาของผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า หลินเทียนรู้สึกได้ทันทีว่าหัวใจในอกของเขากำลังเต้นในจังหวะเดียวกับดวงแก้วลึกลับนั้น ราวกับมันเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายเขาที่ขาดหายไป
ทว่า การจะได้มรดกแห่งเทพัหาใช่เื่ง่าย เมื่อหลินเทียนก้าวเท้าเข้าสู่เขตของวิหารชั้นใน บรรยากาศพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปราณิญญาที่เคยหอมหวานกลับกลายเป็แรงกดดันมหาศาลที่หนักหน่วงราวกับขุนเขานับสิบลูกกดทับลงมาบนบ่าของเขา ร่างของเด็กหนุ่มทรุดฮวบลงเข่ากระแทกพื้นศิลาจนแตกร้าว เืสีแดงสดไหลซึมออกมาจากมุมปากจากการถูกบีบคั้นของอวัยวะภายใน
"นี่คือ... บททดสอบแห่งั..." หลินเทียนกัดฟันแน่นจนเส้นเืปูดโปนตามใบหน้าและลำคอ เขาพยายามจะยันกายลุกขึ้นแต่แรงกดดันนั้นกลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทุกลมหายใจกลายเป็ความเ็ปที่แสนสาหัส ราวกับกระดูกทุกชิ้นในร่างกำลังจะถูกป่นเป็ผุยผง
ในห้วงเวลาแห่งความตายที่ใกล้เข้ามา หลินเทียนกลับนิ่งสงบลงอย่างประหลาด เขาจำเคล็ดวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ได้ 'ความว่างเปล่าคือความอดทน ความไม่มีตัวตนคือความไร้จำกัด' เขาไม่ได้พยายามจะใช้กำลังเข้าต่อต้านแรงกดดันมหาศาลนั้น แต่เขากลับเริ่มเปิดรับมัน เขาจินตนาการว่าร่างกายของตนเองเป็เพียงฟองอากาศกลางมหาสมุทร ยอมให้กระแสน้ำไหลผ่านไปโดยไม่ขัดขืน
เมื่อจิตใจเข้าสู่สภาวะว่างเปล่า พลังสายเืัครามในร่างก็เริ่มตอบสนองอย่างอ่อนโยน แสงสีน้ำเงินจางๆ แผ่ออกมาจากรูขุมขนทั่วร่างของหลินเทียน ก่อตัวเป็รูปเงาสลัวของัที่ขดตัวโอบอุ้มเขาไว้ แรงกดดันมหาศาลที่เคยดูเหมือนจะฆ่าเขา บัดนี้กลับกลายเป็พลังงานที่ช่วยกระตุ้นให้เส้นชีพจรของเขาขยายตัวและแข็งแกร่งขึ้น
หลินเทียนค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ท่ามกลางเสียงแตกเปรี๊ยะของอากาศรอบตัว เขาเดินมุ่งหน้าสู่แท่นบูชาอย่างมั่นคง ทุกลูกพรรณที่ก้าวเดินทำให้ออร่ารอบกายของเขาเปลี่ยนไป จากความดิบเถื่อนกลายเป็ความสูงส่งและสง่างาม จนกระทั่งเขาเข้าถึงระยะที่สามารถเอื้อมมือไปถึงหัวใจัครามได้
"หากเ้าคือข้า และข้าคือเ้า... จงกลับคืนสู่ที่ที่เ้าควรอยู่เถิด"
หลินเทียนยื่นมือที่สั่นเทาออกไปแตะลงบนดวงแก้วสีน้ำเงิน ทันทีที่ปลายนิ้วัักับพื้นผิวที่เย็นเยียบ แสงสีน้ำเงินเจิดจ้าก็ะเิออกมาจนบดบังทัศนวิสัยทั้งหมด พลังงานบริสุทธิ์นับหมื่นสายพุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างกายของหลินเทียนผ่านทางฝ่ามือ มันไม่ใช่ความเ็ปอีกต่อไป แต่มันคือความรู้สึกที่เต็มตื้นและสมบูรณ์แบบ ราวกับแม่น้ำที่ไหลกลับสู่มหาสมุทร
ในห้วงนิมิตที่ล้ำลึกกว่าเดิม หลินเทียนเห็นภาพการกำเนิดของโลกและดวงดาว เห็นัครามาต่อสู้กับความมืดมิดเพื่อปกป้องความสมดุลของธรรมชาติ และเห็นภาพชายชุดขาวผู้ถือกระบี่นิรนามที่ยิ้มให้เขาจากที่ไกลแสนไกล "ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับพลังที่ยิ่งใหญ่... จงรักษาสิ่งที่ควรรักษา และทำลายสิ่งที่ควรทำลาย"
เมื่อแสงสว่างจางลง หลินเทียนพบว่าตนเองยืนอยู่บนยอดแท่นบูชา หัวใจัครามหายไปแล้ว แต่มันกลับไปสถิตอยู่ในใจกลางจุดตันเถียนของเขาแทน ทั่วทั้งร่างของเขาในยามนี้เปล่งประกายสีครามจางๆ ผิวพรรณดูบริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งหยกขาวที่ผ่านการขัดเกลา ระดับพลังยุทธ์ของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมาหยุดอยู่ที่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่เก้าตอนปลาย! เพียงอีกก้าวเดียว เขาก็จะบรรลุขอบเขตก่อตั้งรากฐานที่จอมยุทธ์ทั่วแผ่นดินโหยหา
ที่สำคัญที่สุด กระบี่พลิกฟ้าที่อยู่ในมือของเขาบัดนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าทึ่ง ใบดาบสีดำขลับประดับด้วยลวดลายัสีเงินที่พันรอบหมู่ดาว และที่ใจกลางของโกร่งกระบี่ มีอัญมณีสีน้ำเงินเข้มฝังอยู่... มันคือส่วนหนึ่งของหัวใจัที่หลอมรวมเข้ากับกระบี่นั่นเอง
"ข้าััได้... พลังของฟ้าดินอยู่ในมือของข้า" หลินเทียนสะบัดกระบี่เบาๆ ปราณกระบี่รูปัพุ่งแหวกอากาศออกไปจนทำให้เพดานถ้ำสั่นะเื
ทว่าในขณะที่เขากำลังซึมซับพลังใหม่ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและแฝงไปด้วยปราณที่ทรงพลังกว่ายอดฝีมือไร้เนตรนับสิบเท่าก็ดังขึ้นจากทางเข้าวิหาร ร่างของชายวัยกลางคนในชุดชุดเกราะสีทองที่มีสัญลักษณ์รูปดวงตาสีเืขนาดใหญ่บนหน้าอกเดินก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ เขาคือ "เ้าหอคอยทมิฬ" หนึ่งในสี่ยอดขุนพลของหุบเขาไร้เนตร ยอดฝีมือระดับก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุด!
"น่าประทับใจจริงๆ เ้าหนู... ไม่นึกเลยว่าเ้าจะสามารถผ่านบททดสอบแห่งัและหลอมรวมกับหัวใจัครามได้สำเร็จ" เ้าหอคอยทมิฬกล่าวด้วยเสียงที่กึกก้องไปทั่วโถงวิหาร "แต่โชคร้ายที่มรดกนี้ไม่ใช่ของเ้า มันเป็ของหุบเขาไร้เนตรมาั้แ่ต้น... จงส่งมันมาแต่โดยดี แล้วข้าจะให้เ้าตายอย่างสมเกียรติจอมยุทธ์"
หลินเทียนกระชับกระบี่ัพลิกฟ้าในมือแน่นขึ้น แววตาของเขาไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยว "หุบเขาไร้เนตรเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เพื่อสมบัตินี้... วันนี้ข้าจะใช้พลังัที่พวกเ้าใฝ่หา สังหารพวกเ้าให้พินาศสิ้นที่นี่!"
ศึกตัดสินครั้งยิ่งใหญ่ท่ามกลางวิหารันิรันดร์กำลังจะเริ่มต้นขึ้น พลังแห่งอดีตและปัจจุบันกำลังจะปะทะกัน และหลินเทียนจะต้องพิสูจน์ว่าเขามีคุณค่าพอที่จะแบกรับภาระของเทพัได้หรือไม่!