กลิ่นอายของความอัปยศยังคงอบอวลอยู่ในลมหายใจของลู่เฉินพอๆ กับรสคาวเืที่คละคลุ้งอยู่ในปาก แสงแดดยามบ่ายแก่เริ่มอ่อนแสงลง ทอด เงา ของอาคารบ้านเรือนในตัวอำเภอชิงสุ่ยให้ยาวเหยียดออกไปตามพื้นถนนหิน บัณฑิตหนุ่มเดินลากสังขารที่สะบักสะบอมผ่านฝูงชนที่เริ่มบางตาลง ทุกย่างก้าวเปรียบเสมือนการถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่สีข้าง แต่เขากลับไม่ปริปากร้องออกมาแม้แต่คำเดียว มือที่บวมช้ำจนกลายเป็สีม่วงคล้ำยังคงกำเหรียญทองแดงสิบอีแปะเอาไว้แน่นราวกับมันคือชีวิตของคนทั้งบ้าน
เบื้องหน้าของเขาคือ ‘ร้านยาจงเหอ’ ร้านยาเก่าแก่ที่ตั้งอยู่หัวมุมถนน กลิ่นสมุนไพรแห้งหลากชนิดโชยออกมาปะทะจมูก เป็กลิ่นที่ทั้งคุ้นเคยและชวนให้รู้สึกหดหู่ในเวลาเดียวกัน ลู่เฉินหยุดยืนหน้าประตูร้าน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับท่าทางให้ดูเป็ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาไม่อยากให้ใครมองเห็นความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดบัณฑิตที่ขาดวิ่น
“เถ้าแก่... ข้าน้อยมาขอซื้อยาแก้ไอและบำรุงปอดให้บิดาขอรับ” ลู่เฉินเอ่ยด้วยเสียงที่พยายามคุมให้มั่นคง ขณะก้าวเข้าไปในร้านที่มีลิ้นชักไม้บรรจุสมุนไพรนับร้อยช่องเรียงรายจนถึงเพดาน
ชายชราสวมแว่นสายตากลมโตที่กำลังชั่งรากไม้บนตาชั่งจิ๋วเงยหน้าขึ้นมอง เขาคือหมอจาง เ้าของร้านผู้มีั์ตาเปี่ยมไปด้วยความเมตตา หมอจางมองเห็นคราบฝุ่นและรอยเืบนตัวลู่เฉินครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว “เ้าไปโดนอะไรมาหรืออาเฉิน? สภาพดูไม่ได้เลยนะ”
ลู่เฉินก้มหน้าลงเล็กน้อย หลบสายตาอันแหลมคมของชายชรา “ข้าน้อยซุ่มซ่าม เดินสะดุดล้มเองขอรับหมอจาง... นี่คือเงินสิบอีแปะ พอจะซื้อยาชุดเดิมได้สักกี่ห่อขอรับ?”
หมอจางวางตาชั่งลง เดินมาหยุดตรงหน้าบัณฑิตหนุ่ม ยื่นมือเหี่ยวย่นไปหยิบเหรียญที่เปื้อนโคลนจากมือลู่เฉินมาดู “ยาสามขนานที่พ่อเ้าต้องกินเป็ประจำน่ะ หากจะให้เห็นผลจริงๆ มันต้องใช้โสมคนเกรดต่ำผสมกับรากบัวหิมะแห้ง ซึ่งราคาตลาดตอนนี้พุ่งขึ้นไปสูงมาก สิบอีแปะ... ปกติซื้อได้เพียงสองขนานเท่านั้น”
หัวใจของลู่เฉินหล่นวูบ สองขนานหมายถึงเวลาเพียงสองวัน แล้วหลังจากนั้นเล่า? บิดาที่ไอจนเป็เืทุกคืนจะทนได้อย่างไร?
“แต่เอาเถอะ...” หมอจางกล่าวขัดความเงียบพลางเดินไปที่ลิ้นชัก “ข้าเห็นแก่ที่เ้าเป็ลูกกตัญญู และเห็นแก่ป้ายบัณฑิตที่เ้าสวมอยู่ วันนี้ข้าจะผสมสมุนไพรเหลือใช้บางส่วนเข้าไปให้ด้วย ถือเสียว่าช่วยกันไปในยามยาก รับไปสามขนานนี้แล้วรีบกลับบ้านเสียเถิด ลมหนาวคืนนี้จะแรงกว่าทุกวัน”
ลู่เฉินรับห่อยาที่มัดด้วยเชือกป่านมาถือไว้อย่างทะนุถนอม ความซาบซึ้งใจเอ่อล้นจนแทบจะกลั่นออกมาเป็หยดน้ำตา ในโลกที่ผู้มีอำนาจเหยียบย่ำปัญญาชนอย่างไม่ใยดี กลับยังมีน้ำใจดุจโอสถทิพย์จากคนธรรมดาที่หยิบยื่นให้กัน “ขอบพระคุณหมอจางที่เมตตา บุญคุณนี้ลู่เฉินจะไม่มีวันลืมขอรับ”
หลังจากลาหมอจาง ลู่เฉินรีบมุ่งหน้าไปที่ตลาดสดเพื่อใช้เงินที่เหลือเพียงน้อยนิดจากการทำความสะอาดรองเท้าให้คนเดินทางระหว่างทาง (ซึ่งเขาแอบทำหลังจากออกจากร้านผ้า) มาซื้อแป้งหยาบๆ สองถุงเล็กและเกลืออีกหนึ่งห่อ เขาต้องจัดสรรเงินทุกอีแปะให้เกิดประโยชน์สูงสุด ท้องที่ร้องระงมถูกเขาเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิง ความหิวของตนเองเทียบไม่ได้เลยกับความหวังที่รออยู่ที่บ้าน
เส้นทางขากลับจากตัวอำเภอมุ่งสู่หมู่บ้านชายป่านั้นมืดเร็วกว่าที่คิด แสงสีส้มแดงของอาทิตย์อัสดงสาดส่องผ่านยอดเขา ทอด เงา ของลู่เฉินให้ดูยาวพาดไปตามคันนาที่รกร้าง ชายหนุ่มก้าวเดินด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ แม้าแที่สีข้างจะเริ่มอักเสบจนร้อนรุ่มดุจถูกไฟลวก เขามองไปรอบข้างเห็นชาวนาบางส่วนกำลังเก็บข้าวของกลับบ้าน สายตาของพวกเขาดูหม่นหมองไร้ประกายชีวิต ไม่ต่างจากสภาพแผ่นดินที่กำลังถูกขูดรีดด้วยภาษีที่หนักอึ้ง
เมื่อเขาเดินทางมาถึงตีนเขาที่ตั้งของหมู่บ้าน ลมูเาที่เย็นเยือกก็เริ่มกรรโชกแรงขึ้น ใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามอากาศ เสียงนกฮูกร้องก้องป่าชวนให้รู้สึกวังเวง ลู่เฉินกระชับห่อยาในอกเสื้อแน่นขึ้น ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวท่ามกลางความมืดมิด... หากข้ามีพลังเหมือนคุณชายอู๋ผู้นั้น หากข้าสามารถควบคุมลมปราณเพื่อเยียวยาบิดา หรือเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองได้ ชีวิตปุถุชนเช่นข้าคงไม่ต้องขมขื่นถึงเพียงนี้
แสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันในบ้านดินหลังเล็กที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นในสายตา ลู่เฉินรีบปรับสีหน้า พยายามเดินให้ตรงและไม่แสดงอาการเ็ปออกมา
“พี่รองกลับมาแล้ว!”
เสียงใสๆ ของชิงเอ๋อร์ดดังขึ้นก่อนที่ตัวนางจะโผล่พ้นประตูบ้านเสียอีก เด็กสาววิ่งออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ ใบหน้าเล็กๆ ของนางแดงระเรื่อด้วยความเย็นของอากาศ แต่เมื่อนางเข้ามาใกล้และเห็นสภาพของพี่ชายคนรองใต้แสงตะวันรอนๆ ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างด้วยความใ
“พี่รอง... ท่านไปโดนอะไรมา? ทำไมเสื้อผ้าถึงขาดเช่นนี้ แล้วหน้าของท่าน...” ชิงเอ๋อร์ยื่นมือที่นุ่มนิ่มมาหมายจะแตะรอยช้ำบนโหนกแก้มของเขา แต่อาการเจ็บแปลบทำให้ลู่เฉินแอบสะดุ้งเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรหรอกชิงเอ๋อร์ พี่เพียงแต่เดินซุ่มซ่ามตกคันนาตอนขากลับน่ะ ทางมันมืดไปหน่อย” ลู่เฉินรีบตอบพร้อมกับยิ้มกว้างอย่างฝืนๆ เขายื่นถุงแป้งและห่อยาให้นาง “นี่จ๊ะ ยาของท่านพ่อ และแป้งสำหรับมื้อเย็น รีบเอาเข้าไปข้างในเถอะ ข้างนอกลมแรงนัก”
ชิงเอ๋อร์รับของไปอย่างลังเล นางไม่ใช่เด็กที่ไม่รู้ความ นางมองเห็นความเหนื่อยล้าลึกๆ ในแววตาของพี่ชายคนรอง แต่เมื่อเห็นเขายืนยันเช่นนั้น นางจึงยอมเดินตามเขาเข้าไปในบ้าน
ภายในบ้าน บิดาของเขากำลังนั่งพิงฝาผนังไม้ที่ผุพัง อาการไอของเขาดูรุนแรงขึ้นกว่าตอนเช้า ลู่จิน พี่สาวคนโตกำลังวุ่นอยู่กับการต้มน้ำร้อน ส่วนมารดากำลังนำผ้าเก่าๆ มาปะชุนเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่ง
“กลับมาแล้วหรืออาเฉิน มาพักก่อนเถิดลูก” มารดาเอ่ยเสียงอ่อนโยน แต่เมื่อเห็นสภาพลูกชาย นางก็วางเข็มในมือลงทันที “์! อาเฉิน... ใครทำอะไรเ้า?”
“ไม่มีใครทำอะไรข้าขอรับท่านแม่ ข้าซุ่มซ่ามเอง” ลู่เฉินตอบคำเดิมซ้ำๆ ราวกับเครื่องจักร เขาไม่อยากให้ความแค้นที่เขาได้รับไปเพิ่มความทุกข์ให้กับบุพการี “ท่านแม่... วันนี้เถ้าแก่เฉียนใจดี ให้ค่าจ้างข้ามาซื้อยาได้ถึงสามขนาน ท่านรีบต้มให้ท่านพ่อกินเถิดขอรับ”
ลู่เฉินโกหกคำโต เขาไม่ได้บอกว่าเขาถูกหักค่าจ้าง หรือถูกเหยียบมือจนกระดูกเกือบแหลก เขาเลือกที่จะแบกรับความเ็ปไว้เพียงลำพัง
มื้อค่ำวันนั้นเป็เพียงโจ๊กแป้งหยาบๆ ผสมเศษผักป่ารสชาติฝาดคอ แต่ความอบอุ่นภายในบ้านดินกลับดูเหมือนจะช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บจากภายนอกได้ ลู่เฉินนั่งมองบิดาที่ค่อยๆ จิบยาขมปี๋อย่างยากลำบาก มองพี่สาวที่พยายามคัดเลือกส่วนที่นุ่มที่สุดของแป้งให้คนอื่น และมองชิงเอ๋อร์ที่นั่งจ้องมองเขาไม่วางตาด้วยความเป็ห่วง
หลังจากมื้ออาหาร ลู่เฉินออกมานั่งที่แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านเพียงลำพัง แสงจันทร์วันเพ็ญสาดส่องลงมายังลานดิน ทอด เงา ของต้นท้อที่ยืนต้นตายลงบนพื้นดูบิดเบี้ยวราวกับปิศาจ ชายหนุ่มก้มลงมองมือขวาของตนเองที่ยังคงบวมเป่งและสั่นเทา ความเ็ปจากร่างกายเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความเย็นเยือกในจิตใจ
เขารู้สึกได้ถึงบางอย่างที่แปลกประหลาด... ภายในส่วนลึกของหน้าอก เหมือนมีกระแสความร้อนสายหนึ่งกำลังพยายามดิ้นรนจะหลุดพ้นจากพันธนาการ มันเป็ความรู้สึกที่คล้ายกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ดังแว่วมาจากที่ไกลแสนไกล ทุกครั้งที่เขาคิดถึงใบหน้าดูแคลนของคุณชายอู๋ กระแสความร้อนนั้นจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ปราชญ์กล่าวว่าความรู้คือพลัง... แต่ในโลกที่คนดีไม่มีที่ยืน ความรู้ที่ข้ามีมันจะมีประโยชน์อันใด? ลู่เฉินรำพึงในใจ พลางเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่สุกสกาว
“พี่รอง... ท่านยังเจ็บอยู่ใช่ไหมเ้าคะ?”
เสียงเบาหวิวของชิงเอ๋อร์ดังขึ้นจากด้านหลัง นางเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ เขาอย่างเงียบเชียบ มือเล็กๆ ของนางกุมมือที่บวมช้ำของเขาไว้เบามือ ราวกับกลัวว่ามันจะสลายไปหากนางออกแรงเพียงนิเดียว
“ชิงเอ๋อร์... ทำไมยังไม่นอน?” ลู่เฉินเอ่ยถามพลางลูบผมของเด็กสาว
“ข้านอนไม่หลับเ้าค่ะ ข้ากลัว... กลัวว่าวันหนึ่งท่านจะหายไปเหมือนแสงตะวัน” ชิงเอ๋อร์ซบหน้าลงบนไหล่ของเขา “พี่รอง ข้ารู้ว่าท่านไม่ได้ตกคันนา... ข้ารู้ว่าท่านถูกคนรังแก ข้าเกลียดตัวเองนักที่ช่วยอะไรท่านไม่ได้เลย”
น้ำตาอุ่นๆ หยดลงบนหลังมือของลู่เฉิน มันมีความหมายยิ่งกว่าคำพูดใดๆ ชายหนุ่มโอบกอดน้องสาวบุญธรรมไว้แน่น ความรู้สึกอยากปกป้องนางและครอบครัวให้พ้นจากโลกที่โหดร้ายนี้ กลายเป็เชื้อเพลิงชั้นดีที่สุมไฟในใจของเขาให้ลุกโชน
“ชิงเอ๋อร์... พี่สัญญา พี่จะไม่ยอมให้ใครมารังแกพวกเราได้อีก พี่จะหาทาง... หนทางที่คนอย่างเราจะอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี”
ในขณะที่สองพี่น้องนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัดของขุนเขา โดยไม่มีใครสังเกตเห็น บนฟากฟ้าที่ดวงจันทร์กำลังลอยเด่น ลวดลายบางอย่างที่ดูคล้ายกลุ่มดาวพยัคฆ์เริ่มเปล่งประกายสีอำพันจางๆ สอดคล้องกับจังหวะการเต้นของหัวใจของลู่เฉิน
นี่คือค่ำคืนสุดท้ายที่เขาจะได้ใช้ชีวิตในฐานะบัณฑิตผู้อ่อนแอ เพราะรอยร้าวในจิติญญาปุถุชนกำลังจะเปิดทางให้บางสิ่งที่เป็ายิ่งกว่า์ชั้นฟ้าเริ่มตื่นขึ้น