บทที่ 5 วันแรกของการทำงาน
เวลาตีหนึ่ง
สวีเถาเถาถูกสวีต้ากวงปลุกขึ้นมาจากที่นอนอันอบอุ่นด้วยสีหน้างัวเงีย คนอื่น ๆ ในบ้านยังนอนกรนกันอยู่มีเพียงเธอกับสวีต้ากวงที่ต้องตื่นมาทำงานกะเช้าที่แผนกชำแหละเนื้อสัตว์
กลางคืนอากาศเย็น สวีต้ากวงสวมเสื้อนวมหนา ๆ และหยิบเสื้อทหารตัวโปรดมาให้สวีเถาเถา
"รีบใส่เร็ว ร่างกายลูกยังไม่ค่อยแข็งแรงเดี๋ยวจะเป็หวัดได้นะ" จากนั้นก็ยื่นหมั่นโถวธัญพืชร้อน ๆ สองลูกให้เธอ "กินรองท้องไปก่อนก่อนนะ เดี๋ยวพอเลิกงานค่อยกลับมากินข้าวเช้าที่บ้าน"
"พ่อคะ หนูยังไม่ค่อยหิว"
หมั่นโถวแห้ง ๆ แบบนี้ จะกลืนลงคอได้ยังไงกัน
สวีเถาเถาหาวด้วยความง่วงจนมีน้ำตาคลอเบ้า พลางดึงเสื้อทหารที่พ่อให้มากระชับมากยิ่งขึ้นเธอรู้สึกว่าความหนาวเย็นที่ร่างกายนี้ได้รับยังไม่เท่ากับความหนาวเย็นที่มีอยู่ในใจ
เธอไม่เคยคิดเลยว่าแผนกชำแหละเนื้อสัตว์จะเริ่มงานั้แ่เช้ามืดขนาดนี้ความทรงจำของร่างเดิมทิ้งไว้แค่ภาพฝันร้ายตอนถูกเืหมูราดใส่หัวเพียงเท่านั้น ทำไมไม่จดจำข้อมูลสำคัญแบบนี้เอาไว้เลยนะ
ถ้ารู้แต่แรกว่าแผนกชำแหละเนื้อสัตว์ต้องเข้างานเช้าขนาดนี้ เธอจะต้องหาทางลาออกจากงานนี้ไปแล้วแน่ ๆ
ตอนนี้สถานการณ์กำลังยากลำบาก คงทำได้แค่ค่อย ๆ พยายามเดินหน้าต่อไปทีละก้าว
สวีต้ากวงพยายามยัดขนมปังเข้าปากของสวีเถาเถา
"ไม่หิวก็ต้องกิน ตอนนี้ลูกไม่หิว แต่เดี๋ยวพอทำงานยุ่ง ๆ แล้วเกิดหิวขึ้นมาจะไม่มีเวลากินอะไรเลย ตอนนี้มีเวลาก็กินให้อิ่มไว้ก่อนเดี๋ยวจะได้มีแรงทำงาน"
เขากินอย่างตะกละตะกลามไปแล้วห้าชิ้น สวีเถาเถามองแล้วรู้สึกอยากจะสำลักแทน แต่ภายใต้สายตาดุ ๆ ของพ่อ เธอจึงได้แค่กัดหมั่นโถวกินอย่างว่าง่าย
หมั่นโถวธัญพืชแบบนี้ไม่นุ่มเลยสักนิด แถมยังระคายคอด้วย
สวีเถาเถาฝืนใจกลืนมันลงไป ไม่กินก็ไม่ได้ พ่อพูดถูก ถ้าไม่กินอะไรแล้วไปทำงาน น้ำตาลในเืต่ำก็จะยิ่งแย่เลย
ตอนนี้ไม่มีไฟถนนเลย ข้างนอกมืดสนิท โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์แห่งมณฑลซีนี้ว่ากันว่าเป็ฝีมือการออกแบบของชาวเยอรมันเมื่อหลายปีก่อน ตัวอาคารสร้างได้อย่างยิ่งใหญ่และแข็งแรงเลยทีเดียว
แต่พอเดินเข้าไปในอาคารส่วนการผลิตและแปรรูป ก็รู้สึกได้ถึงความเย็นชื้นในทันที อุณหภูมิลดลงจากเหนือศูนย์เป็ติดลบอย่างรวดเร็ว และในทางเดินแคบ ๆ ยังมีลมเย็นพัดเป็ระยะ ๆ
สวีเถาเถาเดินชิดติดพ่อ ขนลุกซู่ไปทั้งตัวด้วยความกลัว
หลังจากเดินวนไปวนมาหลายรอบ ในที่สุดก็มาถึงโรงงานชำแหละ สวีต้ากวงผลักประตูเหล็กหนาเข้าไป ด้านในสว่างไสวและเต็มไปด้วยเสียงอึกทึก
เนื้อหมูก้อนโต ๆ สีขาวและแดงฉ่ำถูกแขวนไว้บนเครื่องจักร บรรดาช่างชำแหละต่างสวมผ้ากันเปื้อน ในมือถืออุปกรณ์ต่าง ๆ บ้างก็กำลังแทงหมูและเอาเืออก บ้างก็ลวกขน บ้างก็ตัดแต่งเนื้อ... ทั้งโรงงานเต็มไปด้วยภาพที่ดูวุ่นวายและคึกคัก
"สวัสดีครับอาจารย์สวี!"
"สวัสดีครับพี่สวี!"
เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินมา ทุกคนต่างรีบทักทายสวีต้ากวงเขาเป็หัวหน้าทีมหนึ่งของโรงงานชำแหละ เป็อาจารย์าุโที่มีประสบการณ์หลายสิบปี และได้สอนลูกศิษย์ที่มีฝีมือมามากมาย ทุกคนต่างให้ความเคารพนับถือเขาเป็อย่างมาก
สวีต้ากวงแม้จะมีหน้าตาที่ดูดุ แต่เมื่อยิ้มกลับดูเป็คุณลุงใจดีคนหนึ่ง "สวัสดี ๆ สวัสดีทุกคน!"
สวีเถาเถาที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังพ่อของเธอก็โผล่ออกมา บรรดาช่างในโรงงานชำแหละต่างก็เคยได้ยิน 'วีรกรรม' ของเธอก็อดไม่ได้ที่จะแซว "สวีเถาเถามาทำงานแล้วเหรอ? เด็กผู้หญิงก็ขี้กลัวแบบนี้แหละ ไม่เป็ไรนะ มาฝึกกับพวกลุง ๆ สิ เผื่อวันหน้าจะได้สืบทอดงานของพ่อเธอไง!"
แน่นอนว่าส่วนใหญ่พูดด้วยความเป็มิตร แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง
"คุณสวีนี่ลูกสาวคนเล็กของคุณใช่ไหม? ได้ยินว่าวันแรกที่มาทำงานเป็ลมไปเพราะโดนเืหมูราดใส่หัววันนี้กลับมาทำงานได้แล้วเหรอ?"
คนที่ถามเป็ชายวัยกลางคนชื่อเหยาหยงจวิน ตัดผมสั้นเกรียนร่างกายกำยำ สวมชุดทำงานแบบเดียวกับสวีต้ากวง เขาเป็หัวหน้ากลุ่มที่สองของแผนกชำแหละ
สวีต้ากวงไม่ได้คิดอะไรมาก ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม "ใช่ครับ ลูกสาวผมเธอเป็คนขี้กลัว ผมได้พาเธอกลับไปฝึกความกล้าที่บ้าน พอร่างกายเธอดีขึ้น ก็อยากจะกลับมาทำงาน เพราะเห็นว่าพักนานก็กลัวว่าจะเสียการเสียงานเอา"
"อย่างนั้นหรอกเหรอ? เด็กน้อยคนนี้รู้ความดีจริง ๆ นะ แต่ต้องฝึกความกล้าเพิ่มอีกสักหน่อยแล้ว แค่โดนเืหมูสาดก็เป็ลมไปเสียแล้ว แบบนี้ไม่ไหวเลยไปบอกไปเล่าให้ใครฟังก็คงจะอับอายขายขี้หน้าโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ของเรากันหมด!"
เหยาหยงจวินพูดจบก็เดินจากไปพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์สีหน้ายิ้มแย้มของสวีต้ากวงก็หายไปทันที
"เฮอะ ลูกสาวคนเล็กของฉันถึงแม้จะขี้กลัว แต่ก็ยังดีกว่าไอ้ขี้ขลาดอย่างแกที่ไม่ทำงานอะไร เอาแต่ประจบสอพลอไปวัน ๆ สวีเถาเถาลูกพ่อ อย่าไปฟังคำที่พวกนั้นพล่ามเลยถึงแม้งานในโรงชำแหละจะไม่เหมาะกับลูกจริง ๆ แต่รอให้พ่อเก็บเงินอีกหน่อย พอเรามีเงิน พ่อจะให้ลุงของลูกช่วยหางานดี ๆ ให้ ลูกจบมัธยมปลายมานะ จะทำงานเป็เสมียนก็คงจะไม่มีปัญหา!"
ลุงของสวีเถาเถาก็ทำงานที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์นี่เหมือนกัน แต่อยู่ที่ห้องเย็น และยังเป็หัวหน้าแผนกห้องเย็น ในโรงงานนี้ก็ถือว่าเป็ผู้บริหารระดับเล็ก ๆ คนหนึ่ง เขาก็คงพอจะรู้จักผู้คนมากกว่าพ่อของเธอแน่นอน
สวีเถาเถารู้สึกสนใจ แต่พอนึกถึงว่าต้องใช้เงินหลายร้อยหยวนถึงจะซื้อตำแหน่งงานได้ และยังไม่รู้ว่าจะซื้อได้หรือเปล่า เธอก็ล้มเลิกความคิดนั้นทันที
เงินหลายร้อยหยวนในยุคนี้ก็สามารถซื้อห้องเล็ก ๆ ได้ห้องหนึ่งแล้ว วุฒิมัธยมปลายของร่างเดิมนั้นก็ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่แต่เธอเป็บัณฑิตที่มีความสามารถ จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในปี 1985 ได้ ถ้าต้องพึ่งครอบครัวในการหางาน แล้วต่อไปเธอจะมีหน้าไปอยู่ในสังคมได้อย่างไร
ดังนั้นสวีเถาเถาจึงปฏิเสธความหวังดีของสวีต้ากวงอย่างตรงไปตรงมา เธอมองดูผู้คนที่เดินไปมา รอบ ๆ แล้วพูดเสียงเบาลง
"พ่อคะ พ่อไม่ต้องไปรบกวนลุงหรอก ่นี้หนูกำลังติดตามข่าวการรับสมัครงานของโรงงานต่าง ๆ อยู่ พ่อพูดถูก ต่อไปในอนาคตหนูต้องเป็ผู้จัดการได้แน่นอน และหนูก็มีความสามารถมากพอด้วย แต่หนูก็อยากสอบเข้าไปด้วยความสามารถของตัวเอง หนูจะสร้างชื่อเสียงให้ครอบครัวเราให้ได้ค่ะ!"
สวีเถาเถาเข้าใจนิสัยของสวีต้ากวงดี รู้ว่าควรพูดอย่างไรให้เขาดีใจ
แน่นอนว่าเป็อย่างที่คิดพอสวีต้ากวงได้ยินก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยคลายออกดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่
"ลูกสาวคนเก่ง! พ่อรู้ว่าลูกสาวคนเล็กของพ่อต้องสู้อยู่แล้ว! แต่เื่ลุงของลูกก็ไม่ควรทิ้งไปนะ การสอบเราไม่กลัวหรอก แต่ถ้าไม่ต้องสอบแล้วได้เป็พนักงานประจำเลยมันก็ดีกว่าไม่ใช่เหรอถ้าเป็แบบนั้นพ่อก็อยากซื้อตำแหน่งให้ลูกนะ พ่อรู้ว่าการสอบมันทำให้สมองเหนื่อยมาก พ่อกลัวลูกจะเป็เหมือนครั้งที่แล้ว ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีกหัวใจดวงน้อย ๆ ของพ่อคงทนไม่ไหวอีกแล้ว"
ครั้งที่แล้ว? ครั้งไหนกัน?
สีหน้าของสวีเถาเถาฉายแววสงสัย แล้วค่อย ๆ นึกออกว่าเป็ครั้งไหน ทันใดนั้นสีหน้าเธอก็แข็งทื่อขึ้นมาเล็กน้อย
เื่ที่สวีต้ากวงพูดถึง น่าจะเป็เื่ที่สวีเถาเถาไปสอบตำแหน่งเ้าหน้าที่ที่โรงงานเนื้อสัตว์แต่สุดท้ายก็เป็ลมในห้องสอบความจริงแล้วร่างเดิมเป็แค่นักเรียนมัธยมปลายที่ความรู้น้อย พอเห็นข้อสอบทำไม่ได้ก็ใจนเป็ลม กลับมาก็กลัวว่าจะทำให้คนในครอบครัวที่คาดหวังกับเธอสูงผิดหวัง เลยโกหกว่าการสอบต้องใช้สมองมาก สารอาหารไม่เพียงพอทำให้เธอเป็ลม
เื่โกหกแบบนี้มีแต่ครอบครัวที่รักและเอ็นดูร่างเดิมเท่านั้นแหละที่จะเชื่อ
พ่อสวีรีบไปทำงานจึงไม่ได้พูดอะไรกับสวีเถาเถามากนัก แต่ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะหางานใหม่ให้ลูกสาว
สวีเถาเถาถูกป้าใจดีคนหนึ่งพาไปที่ทำงาน คราวที่แล้วเธอเป็ลมเพราะกลัวเืหมู คราวนี้พ่อเลยหางานใหม่ให้ เป็งานที่เบาที่สุดในแผนกชำแหละนั่นคืองานล้างไส้หมู
เมื่อสวีเถาเถาถูกพาไปถึงที่ทำงาน เธอเห็นไส้หมูสด ๆ ร้อน ๆ ส่งกลิ่นอุจจาระอยู่ในอ่างสามใบ เธอก็แสดงสีหน้าเขียวซีดทันที
เธอมองมือทั้งสองข้างของตัวเอง แน่นอนว่ามันก็ไม่ได้ขาวเนียนนุ่มนวลเหมือนชาติที่แล้ว และไม่ได้ถูกดูแลอย่างประณีต แต่มันก็ยังดูสะอาดสะอ้านดี พอนึกถึงว่ามือของเธอต้องมาัักับไส้หมูและต้องจับของพวกนั้น ความรู้สึกคลื่นไส้ก็ผุดขึ้นมาทันที สวีเถาเถารีบวิ่งไปหาสวีต้ากวงโดยไม่พูดอะไรอีก
เธอกุมหน้าอก กลั้นความคลื่นไส้เอาไว้ แล้วพูดอย่างยากลำบาก "พ่อคะ ให้หนูไปล้างเขียงดีกว่า หนูคุ้นกับงานนั้นแล้ว และตอนนี้หนูก็ไม่กลัวเืแล้วด้วย ทำงานนั้นได้แน่นอนค่ะ"
เธอไม่ใช่ร่างเดิม เธอไม่มีอาการกลัวเื
สวีต้ากวงถลึงตาใส่เธอ "ลูกนี่โง่หรือไง ล้างเขียงมันจะสบายเท่าล้างไส้หมูได้ยังไง อย่ามาเื่มาก รีบไปทำงานกับป้าโจวซะ นั่งทำงานสบาย ๆ แบบนี้ดีจะตาย"
สบายบ้าบออะไรกัน สวีเถาเถาไม่ยอมไปล้างไส้หมูเด็ดขาด สวีต้ากวงถูกเธอรบเร้าจนทำอะไรไม่ได้สุดท้ายเลยต้องเปลี่ยนงานให้เธอกลับไปทำอย่างเดิมอีกครั้ง หลังจากนั้นเขาก็เห็นว่าสวีเถาเถาไม่กลัวเืแล้วจริง ๆ แม้ว่าการหิ้วถังน้ำจะทำให้เธอเซไปเซมาดูเหนื่อยยากลำบาก เขามองแล้วรู้สึกทนดูไม่ได้จริง ๆ แต่ก็ดีที่เด็กคนนี้ไม่ได้หน้ามืดเป็ลมล้มพับไป และดูเหมือนจะทำงานอย่างมีความสุขด้วย สวีต้ากวงจึงปล่อยเลยตามเลย
พอสวีต้ากวงเดินจากไป 'โครม!' เสียงถังน้ำตกกระแทกพื้น น้ำกระเด็นกระจายไปทั่ว รอยยิ้มที่แข็งทื่อบนใบหน้าของสวีเถาเถาก็หุบลงในทันที