บทที่ 14 : ยอดเขาัผงาด ความลับใต้สระปราณวารี์!
หมู่เมฆาสีขาวบริสุทธิ์ลอยล่องคลอเคลียยอดเขาสูงตระหง่าน กระเรียนิญญาเมฆากระพือปีกอันกว้างใหญ่ ร่อนลงจอด ณ ลานหินหยกขาวบริสุทธิ์บนยอดเขาแห่งหนึ่งอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางเสียงลมพัดหวิวที่แฝงไปด้วยปราณิญญาอันเข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็หยดน้ำ
ผู้าุโเจี้ยนก้าวลงจากหลังกระเรียนิญญา ผายมือเชิญเด็กหนุ่มในชุดผ้าไหมสีขาวให้ก้าวตามลงมา ใบหน้าชราภาพเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจประดุจได้นำพาสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้ากลับมาสู่คลังของตนเอง
"ซูหลงอวิ๋น เบื้องหน้าของเ้าคือ 'ยอดเขาัผงาด' สถานที่แห่งนี้จะเป็ยอดเขาส่วนตัวของเ้าแต่เพียงผู้เดียว นับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป!" ผู้าุโเจี้ยนชี้มือไปยังอาณาบริเวณกว้างขวางเบื้องหน้า
ซูหลงอวิ๋นก้าวเท้าลงเหยียบพื้นหินหยก เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความสงบนิ่ง ยอดเขาัผงาดแห่งนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ทว่ากลับมีความสูงเป็รองเพียงยอดเขาของเ้าสำนักเท่านั้น บนยอดเขามีตำหนักหรูหราสร้างจากไม้หอมิญญาสลักลวดลายัทะยานฟ้า หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีทองคำ ลานกว้างหน้าตำหนักปูด้วยศิลาหยกขาว สองข้างทางเต็มไปด้วยแปลงสมุนไพริญญาระดับสามและระดับสี่ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด มิใช่ความหรูหราของสิ่งปลูกสร้าง ทว่าคือ 'น้ำตกปราณิญญา' ที่ไหลหลั่งลงมาจากยอดผาด้านหลังตำหนัก ก่อเกิดเป็สระน้ำใสกระจ่างที่ปลดปล่อยหมอกปราณสีรุ้งออกมาตลอดเวลา
"ยอดเขาัผงาดแห่งนี้ ถูกปิดผนึกมาเนิ่นนานนับร้อยปี นับั้แ่ศิษย์สืบทอดหลักอันดับหนึ่งคนก่อนสิ้นอายุขัยไป ก็มิเคยมีอัจฉริยะคนใดในสำนักที่พร์มากพอจะได้รับการยอมรับให้มันอีกเลย จนกระทั่งเ้าปรากฏตัว" ผู้าุโเจี้ยนอธิบายเพิ่มเติม
"เบื้องล่างของยอดเขาแห่งนี้ มี 'ชีพจรปราณิญญาระดับปฐี' ไหลเวียนอยู่ ความเข้มข้นของลมปราณที่นี่ มากกว่ายอดเขาของศิษย์สายในทั่วไปถึงสิบเท่า! เ้าสามารถบ่มเพาะพลังได้อย่างเต็มที่ โดยมิต้องกังวลเื่ทรัพยากรขาดแคลน"
ซูหลงอวิ๋นพยักหน้าช้าๆ "ขอบคุณผู้าุโเจี้ยนที่คอยชี้แนะ สถานที่แห่งนี้นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว"
"ฮ่าฮ่าฮ่า เ้าพึงพอใจก็ดีแล้ว ป้ายหยกประจำตัวของเ้าสามารถควบคุมค่ายกลพิทักษ์ยอดเขาแห่งนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ หากเ้ามิอนุญาต แม้แต่ผู้าุโสูงสุดก็มิอาจล่วงล้ำเข้ามาได้" ผู้าุโเจี้ยนตบไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ "วันนี้เ้าพักผ่อนให้เต็มที่เถิด พรุ่งนี้เช้า ข้าจะส่งคนมารับเ้าไปยัง 'หอกระบี่์' เพื่อให้เ้าเลือกสรรเคล็ดวิชาและศาสตราวุธประจำกาย ถือเป็ของขวัญต้อนรับจากสำนัก"
"น้อมส่งผู้าุโ" ซูหลงอวิ๋นประสานมือคารวะ
ผู้าุโเจี้ยนแย้มยิ้ม ก่อนจะกระโจนขึ้นหลังกระเรียนิญญาเมฆา บินทะยานลับหายไปในหมู่เมฆ ทิ้งให้ซูหลงอวิ๋นยืนอยู่บนยอดเขาัผงาดเพียงลำพัง
เมื่อลับสายตาผู้คน ั์ตาสีดำขลับของซูหลงอวิ๋นก็แปรเปลี่ยนเป็ประกายแสงสีทองลี้ลับ 'เนตรแห่งค่ายกล' ถูกเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ เขากวาดสายตามองทะลุเปลือกนอกของยอดเขา ทะลวงลึกลงไปถึงแก่นกลางของชีพจรปราณปฐีที่อยู่เบื้องล่าง
"ชีพจรปราณระดับปฐี... สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ในโลกใบนี้ คงถือว่าเป็สมบัติล้ำค่า ทว่าในสายตาของข้า มันยังบริสุทธิ์ไม่พอ ซ้ำยังถูกค่ายกลพิทักษ์ยอดเขาที่หยาบกระด้างนี้ดึงพลังงานไปใช้อย่างสูญเปล่าถึงสามส่วน!" ซูหลงอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ อย่างระอาใจ
ค่ายกลพิทักษ์ของสำนักกระบี่์ที่ปกคลุมยอดเขาแห่งนี้ ถูกจัดวางโดยจ้าวค่ายกลระดับิญญา ทว่าด้วยความรู้จาก 'คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์' ซูหลงอวิ๋นมองเห็นจุดอ่อนและช่องโหว่นับหมื่นจุด หากปล่อยไว้เช่นนี้ ความเร็วในการบ่มเพาะของเขาย่อมไม่เป็ไปตามเป้าหมาย
"ในเมื่อสถานที่แห่งนี้เป็ของข้าแล้ว ข้าก็สมควรปรับปรุงมันให้คู่ควรกับฐานะผู้สืบทอดวิถีเทวะสักหน่อย"
ซูหลงอวิ๋นเดินไปหยุดอยู่ ณ ใจกลางลานศิลาหยกหน้าตำหนัก เขาสะบัดมือขวา ถุงิญญาระดับกลางที่บรรจุสมบัติจากการกวาดล้างตระกูลหลินก็ปรากฏขึ้น หินปราณระดับต่ำนับแสนก้อน และหินปราณระดับกลางนับพันก้อน ถูกเทพรวดออกมาดุจูเาลูกย่อมๆ แสงสว่างระยิบระยับของหินปราณสาดส่องไปทั่วบริเวณ
"วิถีแห่งค่ายกลและอาคม... ค่ายกลดาราจักรกลืน์ระดับปฐี! จงตื่น!"
เด็กหนุ่มตวาดก้อง นิ้วมือทั้งสองข้างกรีดกรายกลางอากาศด้วยความเร็วที่ตามองไม่ทัน ปราณยุทธ์สีทองที่ผสานกับเพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก ถูกรีดเค้นออกมาเป็เส้นสายอักขระนับหมื่นตัว อักขระเ่าั้พุ่งทะยานลงไปฝังตัวอยู่ในหินปราณแต่ละก้อน ก่อนจะกระจัดกระจายลอยล่องไปฝังตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วยอดเขาัผงาด ทั้งต้นไม้ ก้อนหิน น้ำตก และแม้กระทั่งแทรกซึมลงไปในผืนดิน
ครืนนน!
ยอดเขาัผงาดสั่นะเือย่างรุนแรงประดุจเกิดแผ่นดินไหว ค่ายกลพิทักษ์เดิมของสำนักถูกบดขยี้และกลืนกินโดยอักขระสีทองของซูหลงอวิ๋นอย่างสมบูรณ์แบบ หินปราณระดับกลางนับพันก้อนละลายกลายเป็ของเหลวพลังงาน ไหลซึมลงไปเชื่อมต่อกับชีพจรปราณปฐีเบื้องล่าง บังคับให้ชีพจรปฐีนั้นเปลี่ยนทิศทางการไหลเวียน มุ่งตรงมายังตำแหน่งที่ซูหลงอวิ๋นยืนอยู่เพียงจุดเดียว!
ซูมมม!
ปราณิญญาในรัศมีร้อยลี้รอบยอดเขา ถูกกระชากดูดกลืนเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง หมอกปราณสีรุ้งที่เคยบางเบา บัดนี้ควบแน่นจนกลายเป็หยาดฝนปราณิญญาร่วงหล่นลงมาอาบชโลมทั่วทั้งยอดเขา! ความเข้มข้นของลมปราณ ณ ยอดเขาัผงาดในยามนี้ พุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึงห้าสิบเท่า! แม้แต่ยอดเขาของเ้าสำนักก็ยังไม่อาจเทียบเคียงได้!
ทว่าซูหลงอวิ๋นได้ใช้อักขระปิดบังซ่อนเร้นเอาไว้ ทำให้ผู้คนภายนอกมองเห็นเพียงยอดเขาัผงาดที่เงียบสงบตามปกติ มิอาจล่วงรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินที่เกิดขึ้นภายใน
"เช่นนี้ค่อยชื่นใจหน่อย" ซูหลงอวิ๋นสูดลมหายใจรับฝนปราณิญญาเข้าปอด รู้สึกสดชื่นไปถึงจิติญญา
เขากวาดสายตามองผลงานของตนเอง ทว่าในจังหวะนั้นเอง... คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ที่ลอยนิ่งอยู่ใจกลางทะเลิญญาของเขา พลันเกิดการสั่นะเือย่างรุนแรง! อักขระสีทองในคัมภีร์เปล่งแสงวาบ ชักนำสายตาของเด็กหนุ่มให้หันไปมองยัง 'สระปราณวารี์' ที่อยู่ด้านหลังตำหนัก
"หืม? คัมภีร์เทวะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอีกแล้ว? คราวก่อนที่เมืองหลินสุ่ย มันตอบสนองต่อเศษแผนที่เพลิงิญญา คราวนี้... มีสิ่งใดซ่อนอยู่ใต้สระน้ำนั่นกันแน่?"
ซูหลงอวิ๋นขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ เขาเดินตรงไปยังสระปราณวารี์ น้ำในสระใสกระจ่างจนมองเห็นก้นสระที่ลึกหลายสิบจั้ง ไอเย็นะเืแผ่ซ่านขึ้นมาผสานกับปราณิญญาบริสุทธิ์
เด็กหนุ่มเปิดใช้เนตรแห่งค่ายกลเพ่งมองลงไปเบื้องล่าง สิ่งที่เขาพบทำให้เขาต้องลอบสูดลมหายใจเย็น
ใต้ก้นสระที่ดูเหมือนเป็เพียงพื้นหินธรรมดา กลับมี 'รอยแยกมิติ' ที่ถูกปกปิดด้วยค่ายกลระดับสูงซ้อนทับกันถึงเจ็ดชั้น! ค่ายกลเหล่านี้เก่าแก่และโบราณยิ่งนัก กลิ่นอายของมันมิใช่ค่ายกลของสำนักกระบี่์ยุคปัจจุบัน ทว่ามันมีอายุยาวนานนับหมื่นปี!
"มิน่าเล่า เ้าสำนักและเหล่าผู้าุโถึงไม่เคยค้นพบ ค่ายกลปิดกั้นมิติระดับนี้ หากมิใช่ผู้บรรลุวิถีแห่งค่ายกลระดับเต๋า ย่อมไม่มีทางมองทะลุตาข่ายลวงตานี้ได้" ซูหลงอวิ๋นพึมพำ มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มตื่นเต้น "ยอดเขาัผงาด... ดูเหมือนจะมีความลับที่ยิ่งใหญ่ซุกซ่อนอยู่จริงๆ"
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ซูหลงอวิ๋นปลดเสื้อคลุมตัวนอกออก โคจรลมปราณห่อหุ้มร่างกาย และกระโจนลงสู่สระปราณวารี์ทันที!
ตูม!
หยาดน้ำสาดกระเซ็น ซูหลงอวิ๋นดำดิ่งลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว ยิ่งดำลึกลงไป อุณหภูมิของน้ำก็ยิ่งลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็ง หากเป็ศิษย์สายในทั่วไป คงถูกแช่แข็งจนเส้นชีพจรแตกสลายไปแล้ว ทว่าสำหรับซูหลงอวิ๋นผู้ 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' ความเย็นเหล่านี้กลับกลายเป็พลังงานบำรุงธาตุหยินในร่างกายชั้นเลิศ
เมื่อลงมาถึงก้นสระ ซูหลงอวิ๋นหยุดลอยตัวอยู่เบื้องหน้าพื้นหินที่ว่างเปล่า เขายื่นมือขวาออกไป นิ้วมือร่ายรำวาดอักขระแก้ค่ายกลกลางมวลน้ำ
"ค่ายกลมายาเจ็ดชั้น... แม้จะซับซ้อน แต่ก็เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลามากแล้ว สลายไปซะ!"
อักขระสีทองพุ่งทะลวงเข้าชนพื้นหินเบื้องหน้า รังสีแสงสีฟ้าครามสว่างวาบขึ้นต่อต้าน ทว่าเพียงพริบตา ค่ายกลที่อ่อนล้าตามกาลเวลาก็แตกร้าวและสลายตัวไป เปิดเผยรอยแยกมิติสีดำทะมึนขนาดเท่าตัวคน ก่อเกิดเป็แรงดูดมหาศาลกระชากร่างของซูหลงอวิ๋นหายเข้าไปภายใน!
วูบ!
ทัศนียภาพรอบกายแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน จากก้นสระใต้น้ำอันหนาวเหน็บ ซูหลงอวิ๋นตกลงมายืนอยู่บนพื้นหินศิลาที่แห้งสนิท กลิ่นอายแห่งความเก่าแก่และฝุ่นผงแห่งกาลเวลาลอยคลุ้งเตะจมูก
เขาจุดเพลิงปรโลกขึ้นบนฝ่ามือเพื่อให้แสงสว่าง ส่องให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้คือถ้ำศิลาลับใต้ดินขนาดใหญ่ ผนังถ้ำเต็มไปด้วยรอยกระบี่ฟาดฟันที่ลึกล้ำและแฝงไปด้วยเจตจำนงกระบี่ที่เกรี้ยวกราด แม้เวลาจะผ่านไปนับหมื่นปี รอยกระบี่เหล่านี้ก็ยังแผ่รังสีทำลายล้างออกมาจางๆ
"รอยกระบี่เหล่านี้... ผู้ทิ้งร่องรอยไว้อย่างน้อยต้องอยู่ในขอบเขต 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์' หรืออาจจะถึงขั้น 'กึ่งเทพ'! สำนักกระบี่์ในอดีตกาล มียอดฝีมือระดับนี้ดำรงอยู่ด้วยรึ?" ซูหลงอวิ๋นตกตะลึง
เขาเดินลึกเข้าไปในถ้ำศิลา จนกระทั่งบรรลุถึงใจกลางโถงถ้ำ สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เขาต้องหยุดชะงัก
ใจกลางโถงถ้ำ มีแท่นหยกหยกน้ำแข็งสลักลวดลายัตั้งอยู่ บนแท่นนั้น มีซากโครงกระดูกมนุษย์สวมชุดคลุมยาวสีขาวที่ผุพัง นั่งขัดสมาธิอยู่ในท่าบ่มเพาะ โครงกระดูกนี้มิใช่สีขาวธรรมดา ทว่ามันเปล่งประกายสีเงินยวงประดุจเหล็กกล้าิญญา! นี่คือ 'กระดูกบรรพชน' ที่ผ่านการขัดเกลาจนเป็ะ!
ที่หน้าตักของโครงกระดูก มีม้วนหยกบันทึกข้อความวางอยู่ และที่สำคัญที่สุด... ข้างๆ ม้วนหยกนั้น มีต้นหญ้าขนาดเท่าฝ่ามือสีเงินประกายทอง งอกเงยขึ้นมาจากแท่นหยกน้ำแข็ง ใบของมันมีลักษณะคล้ายคมกระบี่ขนาดจิ๋ว แผ่กลิ่นอายปราณกระบี่ที่บริสุทธิ์และแหลมคมจนแทบจะฉีกกระชากอากาศให้ขาดสะบั้น!
"นั่นมัน... 'หญ้าเจตจำนงกระบี่า'! สมบัติวิเศษระดับศักดิ์สิทธิ์!"
ซูหลงอวิ๋นอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นจนปิดไม่มิด หญ้าเจตจำนงกระบี่า เกิดจากการหลอมรวมเจตจำนงกระบี่อันบริสุทธิ์ของยอดฝีมือที่ตกตาย ผสมผสานกับปราณิญญาแห่งฟ้าดินนับหมื่นปี มันคือสมบัติล้ำค่าที่เหล่าผู้ฝึกวิถีกระบี่ในขอบเขตราชันย์ยุทธยังต้องหลั่งเืแย่งชิง!
"หากข้าสามารถดูดซับและหลอมรวมกับหญ้าต้นนี้ได้ ข้าจะไม่เพียงแต่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าข้ายังจะสามารถหยั่งรู้ 'แิแห่งกระบี่' ได้ั้แ่ระดับต้น! นี่คือการสร้างรากฐานไร้พ่ายอย่างแท้จริง!"
ซูหลงอวิ๋นสูดลมหายใจลึก ระงับความตื่นเต้น เขาเดินเข้าไปใกล้แท่นหยก ประสานมือคารวะโครงกระดูกสีเงินยวงเพื่อแสดงความเคารพต่อยอดฝีมือในอดีตกาล ก่อนจะหยิบม้วนหยกบันทึกขึ้นมาถ่ายทอดจิตััเข้าไปตรวจสอบ
ข้อมูลมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่สมอง เสียงอันทรงพลังทว่าเต็มไปด้วยความโศกเศร้าของชายชราดังก้องขึ้นในห้วงิญญา
"ข้าคือ 'เจี้ยนอู๋หยา' ปรมาจารย์รุ่นที่หนึ่งและผู้ก่อตั้งสำนักกระบี่์... ผู้มาเยือนเอ๋ย หากเ้าฝ่าค่ายกลลับของข้าลงมาถึงที่นี่ได้ แสดงว่าเ้าคือผู้มีวาสนาและมีพร์ล้ำเลิศ สำนักกระบี่์ที่ข้าสร้างขึ้น เป็เพียงยอดเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ แท้จริงแล้ว เทือกเขากระบี่ทั้งเก้าสิบเก้ายอดนี้ คือซากปรักหักพังของสำนักในยุคาที่ล่มสลายไปในมหาาเทวะ!"
"ข้าใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อไขความลับของสถานที่แห่งนี้ จนกระทั่งบรรลุถึงขอบเขตบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ ทว่าข้ากลับถูกค่ายกลของซากสำนักาสะท้อนกลับจนาเ็สาหัส ิญญาแตกซ่าน ข้าจึงต้องมาหลบซ่อนตัวรอความตายอยู่ ณ ถ้ำลับใต้สระวารี์แห่งนี้..."
"หญ้าเจตจำนงกระบี่ที่งอกเงยอยู่เบื้องหน้าเ้า เกิดจากเจตจำนงกระบี่เฮือกสุดท้ายในชีวิตของข้า ขอมอบมันให้แก่เ้าผู้สืบทอด... จงนำมันไปเป็กำลังในการปกป้องสำนักกระบี่์ และหากเป็ไปได้ จงระวัง 'ศิลาทดสอบ์' บนลานกระบี่รับอรุณให้ดี... ศิลานั่น มิใช่ของวิเศษที่ข้าสร้างขึ้น ทว่ามันคือ 'ดวงตา' ของบางสิ่งที่ถูกผนึกอยู่เบื้องล่างเทือกเขานี้... มันกำลังเฝ้ามอง..."
ข้อความในม้วนหยกสิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น ทว่าเนื้อหาของมันกลับทำให้ซูหลงอวิ๋นต้องขนลุกซู่!
"ศิลาทดสอบ์คือดวงตาของบางสิ่งที่ถูกผนึก? สำนักกระบี่์สร้างทับซากสำนักา!"
ซูหลงอวิ๋นจดจำภาพนิมิตกระบี่ั์สีทองและรอยแตกร้าวของศิลาทดสอบ์เมื่อ่กลางวันได้เป็อย่างดี 'ความลับของโลกใบนี้ช่างลึกล้ำนัก ดูเหมือนว่าการมาเยือนสำนักกระบี่์ของข้า จะนำพาข้าเข้าสู่วังวนแห่งาาเสียแล้ว... ทว่านั่นก็ดี ยิ่งอันตรายมากเท่าใด ผลตอบแทนก็ยิ่งมหาศาลมากเท่านั้น!'
ซูหลงอวิ๋นวางม้วนหยกลง เขามิได้หวาดกลัว แต่กลับรู้สึกเืในกายเดือดพล่าน เขากวาดสายตามองหญ้าเจตจำนงกระบี่าสีเงินประกายทอง
"ถึงเวลาทะลวงขีดจำกัดแล้ว!"
เด็กหนุ่มนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นศิลาเบื้องหน้าแท่นหยก เขาอ้าปากสูดลมหายใจ แรงดึงดูดมหาศาลจากเคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล ถอนรากหญ้าเจตจำนงกระบี่าขึ้นมาทั้งต้น และดูดกลืนมันเข้าไปในปากโดยตรง!
บึ้มมม!!!
ทันทีที่หญ้าิญญาระดับศักดิ์สิทธิ์ตกถึงท้อง ปราณกระบี่อันเกรี้ยวกราดและทรงพลังประดุจพายุเฮอริเคนก็ะเิออกภายในร่างกายของเขา! เส้นชีพจรทั้งเก้าสิบเก้าสายถูกปราณกระบี่ฉีกกระชากอย่างรุนแรง ความเ็ประดับที่สามารถทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปคลุ้มคลั่งและธาตุไฟแตกซ่านได้ในพริบตา โจมตีเข้าใส่จิติญญาของซูหลงอวิ๋น
"อ๊ากกก!"
ซูหลงอวิ๋นคำรามลั่น ิัของเขาปริแตกออกเป็รอยริ้ว เืสีสดทะลักออกมา ทว่าเืเ่าั้กลับมีประกายคมกริบประดุจใบกระบี่! เจตจำนงกระบี่ของบรรพชนศักดิ์สิทธิ์กำลังพยายามจะทำลายร่างของเขา เพื่อหาร่างสถิตใหม่!
"คิดจะกลืนกินข้า? รนหาที่ตาย! ข้าคือจักรพรรดิเทพยุทธ์! เจตจำนงกระบี่ขยะเยี่ยงเ้า จงสยบแทบเท้าข้าซะ!"
ซูหลงอวิ๋นกัดฟันกรอด ั์ตาสาดประกายสีทองเจิดจ้า คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ในทะเลิญญาหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ปลดปล่อยอำนาจแห่งราชันย์ผู้สร้างสรรพสิ่ง กดทับเจตจำนงกระบี่ของปรมาจารย์เจี้ยนอู๋หยาอย่างเด็ดขาด!
"เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก... แช่แข็งมัน!"
เปลวเพลิงสีขาวโพลนพุ่งทะลักเข้าสู่เส้นชีพจร แช่แข็งปราณกระบี่ที่กำลังอาละวาดให้ช้าลง จากนั้น จุดตันเถียนวังวนแห่งการทำลายล้างก็ทำหน้าที่บดขยี้และกลืนกินปราณกระบี่เ่าั้ เปลี่ยนมันให้กลายเป็พลังงานบริสุทธิ์ของตนเอง!
กระบวนการนี้เปรียบดั่งการเดินบนเส้นด้ายเหนือหุบเหวแห่งความตาย ซูหลงอวิ๋นต้องใช้สมาธิและพลังเจตจำนงทั้งหมดที่มี ในการสกัดกั้นและหลอมรวมพลังระดับศักดิ์สิทธิ์ ร่างกายของเขาสลับกันระหว่างการถูกทำลายและถูกซ่อมแซมซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยพลังของคัมภีร์เทวะ
เวลาในถ้ำลับใต้ดินไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า
หนึ่งวัน.. สองวัน... สามวัน...
ร่างกายของซูหลงอวิ๋นถูกห่อหุ้มด้วยรังสีดาบสีเงินและแสงสีทองอร่ามสลับกันไปมาาแบนร่างกายสมานตัวสนิท ผิวพรรณของเขาบัดนี้มิใช่เพียงแค่แข็งแกร่งดุจศิลา ทว่ามันเปล่งประกายสีเงินจางๆ ประดุจกระบี่วิเศษที่ถูกหลอมด้วยเพลิง์!.
ในวันที่สี่..!
ปัง!!
เสียงะเิดังกึกก้องจากภายในร่างของเด็กหนุ่ม ทรงพลังยิ่งกว่าอสนีบาต์! พลังปราณที่อัดแน่นจนถึงขีดสุดในขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่แปดสูงสุด พังทลายกำแพงคอขวดลงอย่างราบคาบ!
จุดตันเถียนของเขาขยายตัวขึ้นอีกสิบเท่า! พลังปราณสีทองที่เคยก่อตัวเป็เพียงกลุ่มก๊าซหมอก บัดนี้ควบแน่นและแปรสภาพหยดรวมกันเป็ 'ของเหลว' สีทองคำบริสุทธิ์! นี่คือสัญลักษณ์แห่งการหลุดพ้นจากความเป็มนุษย์ปุถุชน!
ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เก้า... ทะลวงสำเร็จ!
ทว่าพลังจากหญ้าเจตจำนงกระบี่ายังไม่หมดเพียงแค่นั้น มันยังคงผลักดันระดับพลังของเขาให้พุ่งทะยานขึ้นไปอีก!
ขั้นที่เก้าตอนต้น... ขั้นที่เก้าตอนกลาง... ขั้นที่เก้าตอนปลาย... และหยุดลงที่ขีดสุด!
ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เก้าสูงสุด! ห่างจากขอบเขต 'สร้างรากฐาน' เพียงแค่เส้นผมกั้น!
ซูหลงอวิ๋นลืมตาขึ้นช้าๆ ั์ตาสีดำของเขามิได้เปล่งแสงสีทองหรือสีขาวอีกต่อไป ทว่ามันกลับลึกล้ำและคมกริบประดุจกระบี่ที่ไร้รูปลักษณ์ เพียงแค่เขากะพริบตา รังสีปราณกระบี่ที่มองไม่เห็นก็พุ่งทะลวงไปกระแทกผนังถ้ำศิลาจนเกิดรอยลึก!
"ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เก้าสูงสุด... พละกำลังของข้าในยามนี้ เพิ่มพูนขึ้นจากเดิมนับสิบเท่า!"
ซูหลงอวิ๋นลุกขึ้นยืน กำหมัดแน่น เขารู้สึกได้ถึงพลังทำลายล้างที่ไหลเวียนอยู่ในทุกอณูเนื้อ "ด้วยระดับพลังนี้ ผสานกับ 'แิแห่งกระบี่า' ที่ข้าเพิ่งหยั่งรู้... ต่อให้เป็ยอดฝีมือระดับแก่นแท้ทองคำขั้นกลางมาเผชิญหน้า ข้าก็สามารถสับมันเป็หมื่นชิ้นได้ด้วยกระบี่เดียว!"
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึก เก็บซ่อนกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวกลับเข้าสู่ร่างอย่างแเี เขาก้มลงประสานมือคารวะซากโครงกระดูกของปรมาจารย์เจี้ยนอู๋หยาอีกครั้ง
"มรดกของท่าน ข้าขอรับไว้ สำนักกระบี่์... ข้าจะปกป้องมันในฐานะบันไดของข้า และศิลาทดสอบนั่น หากมันกล้าลืมตาขึ้นมามองข้า ข้าก็จะควักดวงตามันออกมาเหยียบให้แหลกคาเท้า!"
ซูหลงอวิ๋นหมุนตัว ทะยานร่างะโกลับเข้าสู่รอยแยกมิติเหนือศีรษะ แหวกว่ายผ่านมวลน้ำอันเย็นเยียบของสระปราณวารี์ กลับขึ้นสู่ยอดเขาัผงาด
เมื่อศีรษะโผล่พ้นผิวน้ำ แสงตะวันยามเช้าก็สาดส่องมากระทบใบหน้า วันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
และเช้าวันนี้ คือวันที่เขาจะต้องเดินทางไปยัง 'หอกระบี่์' เพื่อรับรางวัลในฐานะศิษย์สืบทอดหลักอันดับหนึ่ง!
ซูหลงอวิ๋นเดินขึ้นจากสระน้ำ ใช้ลมปราณระเหยหยาดน้ำบนเสื้อผ้าจนแห้งสนิท เขาสะบัดชายเสื้อคลุม เดินตรงไปยังลานกว้างหน้าตำหนัก ที่ซึ่งผู้พิทักษ์ชุดเกราะเงินสองนายยืนรอรับคำสั่งอยู่แล้ว
"คารวะศิษย์พี่ซู! ผู้าุโเจี้ยนให้พวกเรามารอรับท่านไปยังหอกระบี่์ขอรับ!" ผู้พิทักษ์กล่าวด้วยความเคารพอย่างสูงสุด
ซูหลงอวิ๋นพยักหน้า ั์ตาทอประกายเย็นเยียบ "นำทางไป หอกระบี่์... ข้าอยากจะเห็นนัก ว่าสำนักที่สร้างทับซากปรักหักพังแห่งยุคา จะมีสมบัติวิเศษใดซุกซ่อนอยู่อีกบ้าง... หวังว่าคงจะมีพวกตาขาวมาหาเื่ให้ข้าได้ยืดเส้นยืดสายบ้างนะ"
เด็กหนุ่มก้าวเดินตามผู้พิทักษ์ลงจากยอดเขาัผงาด