บทที่ 8 นี้คือการฝึกนะ…เชื่อฉันสิ!
“นี้คือการฝึกนะ…เชื่อฉันสิ!”
“แน่ใจแล้วเหรอค่ะ?”
ฮันนาถามกลับมาเหมือนเป็เื่ปกติที่ใครๆก็ต้องถามกันจากสายตาเธอมันบอกอย่างนั้นเมื่อเห็นที่ผมกำลังทำอยู่
“ฮันนา เธอรู้ใช่ไหมเื่ที่ฉันเสียพลังเวทไป”
“คะ ฉันทราบดีคะ”
“แม้แต่เวทง่ายๆยังใช้ออกได้ลำบากหรือแทบใช้ไม่ได้เลย”
“เื่นั้นฉันก็รู้เช่นกันคะ
“แม้แต่เวทไฟ เวทหลักที่ภาคภูมิใจของฉันก็ไม่อาจใช้งานได้เหมือนแต่ก่อน”
“ฉันรู้ดียิ่งกว่าใครๆคะ”
“แต่ว่าฉันยังไม่ยอมแพ้หรอก ฉันจะต้องเอาพลังกลับคืนมาให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ตาม!”
“……”
“เพราะฉะนั้น ฉันจะต้องฝึก! ฝึกฝนเอาพลังของฉันกลับให้ได้”
“……”
“ฮันนาเป็อะไรหรือเปล่าเห็นไม่ตอบอะไรกลับมาเลย?”
ฮันนายืนนิ่งไปไม่ยอมพูดกลับมาเหมือนทุกที พอถามงั้นกลับไปตัวสั่นเหมือนเธอกำลังอดกลั้นจะบอกอะไรบางอย่างอยู่
“งั้นฉันขอพูดตรงๆเลยนะคะ”
ผมพยักหน้าอนุญาตไป ถึงเอาจริงๆผมก็เคยบอกให้อยากพูดอะไรเมื่อไรก็ได้ตามที่้าไม่ต้องขออนุญาตก็เถอะ
“เื่ที่ท่านเอมเบรสตั้งใจจะปรับปรุงตัวเองให้เป็คนใหม่ฉันทราบดีคะ การท่านใช้เวทไม่ได้เหมือนแต่ก่อนนั้นเป็เื่ที่น่าเสียใจเป็อย่างมาก แต่ท่านยังไม่ยอมแพ้แล้วกลับมาตั้งตัวต่อสู้ได้อีกครั้งแม้หนทางจะยากลำบาก ฮันนาคนนี้รู้ดีคะ”
เธอพูดออกมาอย่างมั่นใจยิ่งกว่าตัวผมเสียอีก
“เื่ที่ท่านจะฝึกฝนเพื่อนำพลังเวทกลับคืนมา ฉันไม่คิดจะห้ามแต่อย่างใดและยินดีช่วยทุกทางที่ทำได้”
ฮันนา~~ ดีจริงๆที่มีเธออยู่ข้างๆ
“แต่ว่า…ฉันไม่คิดว่าการที่ท่านมานอนฝังดินทั้งตัวโผล่แต่หัวอย่างนี้ จะช่วยนำพลังท่านกลับมาได้หรอกนะคะ!”
เธอะโออกมาอย่างชัดเจน ทำเอาบรรยากาศซึ้งๆเหมือนหนังซีรีเสียหมด
จะไปว่าเธอก็ไม่ได้ เพราะตอนนี้ผมกำลังนอนฝังอยู่ในดินทั้งตัวเหลือแต่หัวโผล่ออกมาคุยกับฮันนาแถวสวนในบ้านของผมอย่างกับคนบ้าไร้สติ สงสัยเธอก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันถึงได้ทำท่าจะร้องไห้ให้กับสภาพเ้านายของตน
ถ้าถามว่าทำไมถึงมานอนฝังดินเหลือแต่หัวเหมือนคนบ้าแบบนี้ก็คงต้องย้อนไปเมื่อวานนี้
“…ลุกไม่ไหวแฮะ”
ตื่นขึ้นมาบนเตียงคิงไซส์ตัวเดิมที่นอนตื่นกลายเป็เอมเบรสเมื่อวานนี้
หลังจากเมื่อวานนี้ที่จัดการเื่ที่ร้านอาหารเสร็จ ผมกับฮันนาก็ขอแยกทางกับแชลลี่กับรุ่นพี่ฟอร์เทลหน้าร้านก่อนตรงกลับบ้านอาบน้ำนอน
“ว่าแต่ นี้เื่จริงสินะ”
ถึงจะเป็สูตรสำเร็จที่พระเอกต่างโลกทุกคนจะพูดกันผมเองก็อดพูดไม่ได้ นี้เื่จริงสินะที่ผมกลายเป็เอมเบรส
“แหงล่ะ เจ็บไปทั้งตัวเนี้ย!”
ได้แต่ร้องโอดครวญให้กับอาการเ็ปต่างๆตามร่างกายที่ไปเจอเื่เมื่อวานทั้งหลาย แต่ก็เป็เครื่องยืนยันอีกว่าเื่ที่ผมทำเมื่อวานทั้งหมดเป็เื่จริงทั้งหมดด้วย
ได้ฮันนาเป็เมดและเพื่อน ต่อสู้กับพวกรุ่นพี่จนสะบักสะบอม ได้เจอแชลลี่ที่เป็เพื่อนร่วมห้องกับรุ่นพี่ฟอร์เทลรุ่นพี่ในโรงเรียน จัดการการเื่ทะเลาะของสองชายวัยกลางคนหน้าร้านอาหาร ทั้งหมดคือเื่ที่เกิดขึ้นจริง
“อย่างน้อยก็ไม่การวนลูบอะไร…”
ก๊อกๆ
“ขออนุญาตค่ะ”
“เชิญครับ”
ฮันนาเข้ามาพร้อมรถเข็นอาหารสองชั้นพร้อมอาหารอยู่นั้นเหมือนเมื่อวาน
“กลิ่นหอมเชียว มื้อเช้านี้คือ?”
“ซุปครีมผักโขมกับขนมปังฝรั่งเศสคะท่านเอมเบรส แต่แทนที่จะเรียกว่ามื้อเช้าน่าจะเรียกว่ามื้อเที่ยงมากกว่านะคะ”
เอ๋~ นี้เที่ยงแล้วหรือ!? พอหันไปมองนาฬิกาสุดหรูมันก็บอกเวลาเที่ยงจริงๆนั้นและ สงสัยจะเหนื่อยจากเมื่อวานมากไปหน่อยเลยหลับซะเพลินเลย ฮันนาเห็นท่าทีใของผมก็ขำเล็กน้อยก่อนจะถาม
“วันนี้จะรับประทานที่โต๊ะหรือเตียงดีค่ะ?”
“ถึงจะไม่ใช่ผู้ปวดอะไร แต่ขอเป็ที่เตียงละกันยังลุกไม่ค่อยไหว”
“รับทราบแล้วค่ะ”
เธอเข็นรถมาใกล้ๆก่อนจะเอาถาดวางอาหารบนเตียงมาวางหน้าผมก่อนจะนำจานใหญ่ที่เต็มซุปครีมผักโขมเนื้อละเอียดสีเขียวกำลังร้อนน่าทาน ทานคู่กับขนมปังฝรั่งเศสที่หันเป็ชิ้นๆที่ทาเนยบนจานเล็ก
ถือว่าเป็เมื่อเบาๆที่เหมาะสำหรับตอนเช้า…ไม่สิ นี้มันเที่ยงแล้วนี่น้า
“ฮันนารู้ไหมคำว่าขนมปังฝรั่งเศสนี่ คำว่า‘ฝรั่งเศส’มาจากไหน?”
“ฝรั่งเศส…เหรอค่ะ?”
พอฮันนาได้ยินคำถามของผมไปก็ทำหน้าแปลกใจก่อนเอียงคอคิด
“ไม่ทราบคะ คงเป็ชื่อชนิดขนมปังไม่ก็วิธีทำมั้งค่ะ?”
“งั้นเหรอ ขอบใจนะโทษทีที่ถามอะไรแปลกๆ”
อย่างที่คิด ดูเหมืองหลายสิ่งหลายอย่างในโลกแฟนตาซีนี้จะยังใช้คอนเซ็ปต์เหมือนโลกเก่าเช่นเดียวกับขนมปังฝรั่งเศส แม้จะไม่รู้ความหมายหรือที่มาแต่ก็ใช้กันก็เหมือนกันอย่างหมูดำคุโรบุตะ(หมูดำ)กับเห็ดแชมปิญอง(เห็ด)ที่เห็นในเมนูอาหารเมื่อวาน ถือว่าสะดวกในหลายๆอย่างสำหรับผม
“ไม่หรอกค่ะ ถือเป็เื่น่าสนใจดีที่ฉันไม่เคยคิดสมแล้วที่เป็ท่านเอมเบรส”
“อะฮะๆๆ”
ก็ได้แต่หัวเราะไปกับความชื่นชมของฮันนาที่มีต่อผมเื่เมื่อกี้ ทำเอาเข้าความรู้สึกพวกตัวเอกที่ไปต่างโลกแล้วเจอสถานการณ์แบบนี้ ว่าแล้วก็ตักซุบเข้าปาก
อื้มมมม! อาหร่อย~~ย
“แล้วท่านเอมเบรสหลังนี้จะทำอะไรต่อคะ”
ฮันนาถามผมที่กำลังทานอาหารอยู่
“หลังจากนี้หรือ? อือ…ตอนนี้ยังปวดตามตัวนิดหน่อย ก็ว่าจะไปห้องสมุดหาหนังสือเวทอ่านหน่อยนะ”
ก็คิดไว้ั้แ่เมื่อคืนแล้วว่าอยากหาหนังสืออ่านเวทอ่าน แต่เพราะเหนื่อยเกินเลยยอมแพ้นอนหลับไป
ในโลกแฟนตาซีนี้เวทมนตร์คือทุกสิ่ง คนที่ใช้เวทได้จะจัดอยู่ในบุคลากรชั้นสูง ก็คงเหมือนที่โรงเรียนยูนิโอร่าหนึ่งในที่รวมเราผู้มีพร์เื่เวทมนตร์ไว้
ถ้าให้เทียบจากเอมเบรสที่เคยอยู่ห้อง A ที่เป็ห้องสูงสุดในชั้นปีซึ่งตอนนี้อยู่ห้อง D ซึ่งต่ำสุดในชั้นปี จะเรียกว่าห้องเหลือใช้ก็ได้ตัวเอมเบรสเองก็เคยเรียกอย่างนั้น เป็ห้องที่รวมคนมีพลังเวทหรือมานาต่ำไม่ก็พวกที่ใช้เวทไม่ได้
ซึ่งตอนนี้เอมเบรสก็ไม่ต่างกัน วงจรมานาในตัวเสียหายใช้พลังเวทไม่ได้การที่โดนส่งไปห้อง D ก็สมควรแล้ว…
แต่ว่า ฉันยังไม่ยอมแพ้หรอก
“ฉันจะต้องเอาพลังเวทกลับมาให้ได้แล้วกลับไปอยู่ห้อง A ให้ได้!”
“ถ้าเป็ท่านเอมเบรสต้องทำได้แน่คะ ฉันเชื่ออย่างนั้น”
ฮันนาส่งเสียงเชียร์เอาใจช่วยผมอยู่ข้างๆ อย่างน้อยยังมีคนที่เชื่อมั่นในตัวผมคนหนึ่งละ
“ถ้าอย่างนั้น ถ้าทานเสร็จแล้ววางถาดไว้ข้างๆได้เลยคะ เดี๋ยวฉันเก็บที่หลัง…”
“อ่อ เอาไปได้เลยฉันทานเสร็จแล้ว”
“เอ๊ะ แต่ว่าฉันพึ่งเอามาวาง…ทานหมดแล้วจริงด้วย!”
ฮันนาใจานที่เคยเต็มไปด้วยซุปสีเขียวตอนนี้กลับสะอาดเอี่ยมและจานเล็กที่เคยมีขนมปังหลายชิ้นก็หายไปหมดเช่นกัน ผมกินมันจนเกลี้ยงยันเอาขนมปังไปเช็ดซุปผักที่เหลือขอบจาน ก็มันอร่อยนี่น้า!
“พอดีว่ามันอร่อยมากเลยทานเร็วนะ”
“งั้นเหรอคะ ได้ยินอย่างนั้นฉันก็ดีใจ”
ว่าแล้วเธอก็รีบเก็บถาดที่อยู่บนเตียงด้วยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ดูแล้วน่ารักดี
“อ่านไปมากๆชักเบื่อแล้วสิ”
อดบ่นไม่ได้ขณะนั่งเท้าคางค่อยๆเปิดอ่านหนังสือเวทปกแข็งเล่มใหญ่ทีละหน้าด้วยความเบื่อหน่าย
หลังจากทานเมื่อเช้า(เที่ยง)เสร็จก็จัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอะไรเสร็จ ก็ตรงมาที่ห้องสมุดเล็กๆของบ้าน
ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือตรงหน้าเข้าประตูทาง ด้านหน้าผมมีหนังสือมากมายที่ทั้งเปิดอ่านจบและยังไม่จบกองซ้อนทันกัน ตอนแรกที่มาถึงก็ตื่นตาตื่นใจกับชั้นหนังสือมากมายที่อยู่รอบห้องเล็กๆนี้ สำหรับผมที่เป็สายชอบอ่านหนังสือการ์ตูนดัง์เลย
ตามชั้นเต็มไปด้วยหนังสือแฟนตาซีมากมายเกี่ยวกับเวทมนตร์และมานา หนังสือการต่อสู้ เื่เล่าตำนานต่างๆในอาณาจักร สารานุกรมสัตว์ตำนานและเทพอสูร และอื่นอีกมากมายที่ยังไม่ได้ดู
พอเห็นงั้นไม่รอช้าผมรีบคว้าเล่มที่สนใจมาหลายเล่มก่อนจะไปนั่งอ่านสบายใจเฉิบอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือ แต่หลังจากอ่านไปได้สักพักก็รู้สึกหมดกำลังใจไปเลยเพราะเนื้อหาในหนังสือแฟนตาซีพวกเนี่ย ไม่ได้ต่างจากหนังสือวิชาการแสนน่าเบื่อสมัยที่ยังเรียนในโลกเก่าเลย!
แต่ละอย่างที่เขียนชั่งยืดยาวโดยไร้เหตุผลอธิบายเป็วิชาการเกินจนอ่านไม่เข้าหัว ไม่ต่างจากตอนอ่านหนังสือเตรียมสอบเลย เฮ้อ~
พูดได้เลยว่าถ้าไม่มีความรู้เก่าในหัวเอมเบรสช่วยเนี่ยแถบอ่านไม่รู้เื่!
“ชักเข้าใจแล้วว่าทำไมแม้มาต่างโลกแล้ว ริวจิมันก็ยังสอบตกอยู่”
โชคดีที่ริวจิมันมีอาเร็มคอยช่วยสอนเลยผ่านมาได้ต่างกับผมไม่มีใครช่วย… อิจฉาโว้ยยยยยย
“ขออนุญาตคะ เอาชามาเติมเพิ่ม”
ฮันนาเป็ประตูเข้ามาพร้อมถาดในมือมีกาน้ำชาเซรามิกกับถ้วยน้ำตาลก้อนใหม่มาเปลี่ยนอันเก่าที่ผมดื่มหมดไป
“ท่านเอมเบรส ฮันนาดีใจที่ท่านตั้งใจอ่านหนังสือแต่ว่าช่วยเพลาๆน้ำตาลหน่อยก็ดีนะคะ ทานน้ำตาลมากไปมันไม่ดีต่อสุขภาพ”
“โทษที พอดีอ่านหนังสือมากๆเข้าแล้วมันอยากได้อะไรหวานๆนะ ไว้คราวหลังจะระวัง”
แม้จะพูดอย่างนั้นไปผมก็ไม่คิดจะทำหรอก ที่ยังอ่านหนังสือได้อยู่ถึงตอนนี้ก็เพราะมีชาแสนอร่อยของฮันนากับน้ำตาลก้อนช่วยไว้เนี่ยและ ไม่งั้นหลับฟุบโต๊ะเหมือนในห้องเรียนไปนานแล้ว
“เข้าใจแล้วคะ ฮันนาจะเชื่อที่ท่านพูดแม้หน้าจะบอกว่าไม่ก็ตาม”
ว่าแล้วก็เก็บกาน้ำกับถ้วยน้ำตาลเก่าแล้วเดินออกจากห้องไป… นี้หน้าผมมันฟ้องขนาดนั้นเลยเหรอ!?
เอาละกลับเข้าเื่ต่อดีกว่า ผมหยิบหนังสือ 3 เล่มที่อยู่บนโต๊ะจากในกองมาก่อนเดินนั่งขัดสมาธิบนพื้นไม้ตรงหน้าโต๊ะอ่านหนังสือที่นั่งอ่านเมื่อตะกี้นี้แล้วกางเปิดหนังสือทั้งสามเล่ม
เล่มแรกเกี่ยวกับพลังของมานาและวงจรมานาที่อยู่ในร่างกาย จากที่อ่านดูพลังธาตุเวทต่างๆ ส่วนใหญ่ที่ใช้มานาในร่างกายเปลี่ยนให้มานากลายเป็พลังเวทในรูปแบบของธาตุทั้ง 5 ธาตุเหมือนกับผมใช้มานาในร่างกายเปลี่ยนเป็ะุไฟที่เคยยิงไป
หรือไม่ก็ปล่อยมานาที่อยู่ในร่างกายออกมาเป็รูปร่างแบบบีบอัดเช่น ะุเวทมานา ไม่ก็เสริมแกร่งให้ร่างกายเหมือนที่แชลลี่เพิ่มพลังให้ร่างกายเร็วขึ้นหรือเวทเคลื่อนที่[ Dash]เองก็ใช้มานาเหมือนกัน
วงจรมานาที่อยู่ในร่างกายก็คงคล้ายๆกับระบบไหลเวียนเืในร่างกายนั้นและ ในหนังสืออธิบายประมาณว่าในร่างกายเรามีแกนกลางมานาที่ทำหน้าที่เหมือนหัวใจส่งมานาไหลเวียนตามเส้นมานาที่อยู่ทั่วร่างกายไม่ต่างจากเืที่ไหลเวียนตามเส้นเื นึกถึงภาพเส้นเืในร่างกายตอนสมัยเรียนวิทย์เป็เส้นมานาก็คงประมาณนั้นได้
“เอาละลองทำดูหน่อยดีกว่า”
ในหนังสือบอกวิธีดูอยู่พลังมานาและวงจรมานาในร่างกายได้ด้วยตนเองอยู่ จากความทรงจำเอมเบรสก็เคยทำเป็ประจำผมก็น่าจะทำได้เช่นกัน
ขั้นแรกหลับตาลงนั่งสมาธิตั้งจิตอธิษฐานขอพรต่อสิ่ง……รู้สึกจะติดนั่งสมาธิในห้องเรียนตอนเรียนสังคมมากไปหน่อยแฮะ เอาใหม่!
หลับตานั่งสมาธิตั้งจิตให้มั่นััถึงพลังมานา…มานาที่ไหลเวียนในร่างกาย…ดังสายน้ำที่ไหลตามทาง…ดังสายลมที่ล่องลอยไปทั่วนภา…ต้นไม้ใบหญ้าที่เติบใหญ่กลับคืนสู่ปฐี…แสงอันเจิดจ้าสู่รัตติกาลอันมืดมิด…ดวงไฟที่โชติ่สู่เถ้าธุลี…
.
.
.
โคตรจูนิเบียวเลยแฮะทำไปทำมา
นี้ก็เรียนมหาลัยจะจบแล้วอีกไม่กี่ปีข้างก็จะทำงาน ต้องมาทำอะไรแบบนี้รู้สึกเ็ปหัวใจยังไงไม่รู้เหมือนกัน…ถึงเมื่อก่อนเคยทำอะไรพวกนี้ก็เถอะ
ทำไปชักเริ่มอายยังไงไม่รู้แต่ก็ทำต่อไป พอทำได้สักพักก็เริ่มรู้สึกถึงมานาในร่างกาย มานาที่ไหลเวียนจากแกนกลางมานาที่อยู่ตรงอก จากแขนสู่ปลายนิ้วจากขาสู่เท้าจากบนลงล่างแล้วก็ไหลกลับมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด…ดังพลังชีวิตของผม
ตอนนี้ผมเห็นมานาและวงจรมานาที่ไหลเวียนในร่างกายได้ชัดเจน พอได้เห็นวงจรมานาของตัวเองแล้วบอกได้เลยสภาพแย่สุดๆ
เหมือนที่ฮันนาบอกผมไว้ว่าเอมเบรสได้ใช้เวทมืดต้องห้ามเลยทำให้มานาในร่างกายเสียหาย ก็คิดว่าคงจะแย่อยู่แต่พอได้เห็นของจริงแล้วกว่าที่คิดไว้อีก
ถ้าจะให้เปรียบเทียบเส้นมานาเป็ถนนละก็บอกได้เลยโทรมสุดๆ ทั้งขรุขระเต็มไปด้วยหลุมไม่ก็ของกีดกันเส้นทาง บางเส้นก็ขาดจนไปต่อไม่ได้ ไม่ก็เบี้ยวเป็เส้นโค้งจนแปลกประหลาด เรียกได้ว่าเลวร้ายสุดๆ!
“คงต้องหาทางทำอะไรสักอย่างกับมานาในร่างกายแล้ว… ต่อไปเล่มที่ 2”
เล่มที่ 2 เป็หนังเื่พลังธาตุทั้ง 5 อยู่ในร่างกาย ดิน น้ำ ลม ไฟ แสง ธาตุทั้ง 5 ธาตุที่มีอยู่ในร่างกาย พลังมานาสามารถเปลี่ยนเป็พลังต่างๆในรูปธรรมให้ได้เห็นกันหรือก็คือเวทมนตร์นั้นเอง
ปกติทุกคนจะมีพลังธาตุทั้ง 5 ธาตุอยู่ในร่างกายแต่จะมีพลังธาตุที่แข็งแกร่งหรือเด่นกว่าธาตุอื่นเพียงธาตุเดียวหรือเรียกว่าธาตุหลัก ส่วนธาตุอื่นที่ใช้ได้แต่ไม่แข็งแกร่งหรือเด่นกว่าธาตุแรกก็จะเรียกว่าธาตุรอง
อย่างเอมเบรสธาตุหลักคือธาตุไฟ ส่วนธาตุรองเหมือนจะไม่มีมั้ง?เพราะอนิเมะไม่เคยเห็นใช้ธาตุอื่นนอกจากธาตุไฟ
ธาตุหลักไม่จำเป็ต้องมีธาตุเดียวก็ได้ ถ้ามีความสามารถพอก็สามารถมีหลายธาตุได้ อย่างผู้กล้วริวจิที่ใช้ธาตุหลักได้ถึง 5 ธาตุเลย เรียกได้ว่า OP สุดๆ นอกจากริวจิก็มี 1-2 ฮาเร็มของริวจิใช้ธาตุหลักได้มากกว่า 1 ธาตุเช่นกัน พวกนักเวทระดับสูงก็มีบ้าง แต่เห็นที่ทำได้ทั้ง 5 ธาตุน่าจะมีผู้กล้าต่างโลกริวจิคนเดียวละนะ ไอขี้โกง!
“เอาละ”
หลับนั่งสมาธิทำตัวจูนิเบียวอีกครั้งเหมือนเมื่อกี่ พอทำได้สักพักก็เริ่มรู้สึกถึงธาตุทั้ง 5 ในร่างกายได้
ถ้าเปรียบเทียนวงจรมานาเหมือนระบบไหลเวียนเื ธาตุทั้ง 5 นี้ก็คงเหมือนอวัยวะในอยู่ส่วนต่างๆในร่างกายก็คงได้ มันเหมือนวงโครงจรระบบสุริยะที่มีแกนกลางมานาอยู่ตรงกลางเหมือนเป็พระอาทิตย์ โดยมีธาตุทั้งโครงจรรอบเหมือนดวงดาว
พอได้อย่างเลยทำให้รู้ว่าแกนกลางมานาก็เสียหายเช่นกันแต่ไม่ได้หนักอะไรมากเท่าวงจรมานาถือเป็เื่โชคดี แต่ที่เป็ปัญหาคือธาตุต่างๆที่โครงจรอยู่รอบๆมากกว่า
ธาตุไฟที่เป็ธาตุหลักของเอมเบรสได้รับความเสียหายอย่างมาก ธาตุแต่ละธาตุจะมีระดับพลังของมันอยู่ยิ่งระดับมากเท่าไรยิ่งบอกถึงความสามารถด้านพลังธาตุนั้นมากเท่านั้น ถ้าเทียบเป็เกมเปิดตู้ก็คงเหมือนดาว
ธาตุสูงสุดอยู่ที่ 7 ดาว ธาตุไฟในอดีตของเอมเบรสที่เคยเป็ไฟขนาดใหญ่ที่โชติ่อยู่ที่ระดับ 5-6 ดาวเรียกได้ว่าสูงมาก แต่ตอนนี้กลับเป็ดวงไฟเล็กๆที่ใกล้จะมอดดับจะเรียกว่า 1 ได้ก็ไม่เต็มปาก
พอเห็นอย่างนี้ถึงได้เข้าใจ ตอนนี้สู้กับพวกรุ่นพี่สามคนที่สวนนั้นทำไมถึงใช้เวทย์ะุไฟได้แค่ครั้งเดียวแถมเบามาก ไม่ใช้เพราะมานาหมด…แต่เพราะธาตุไฟในร่างกายทำได้สูงสุดแค่นั้นแล้ว ที่จริงไฟแค่นี้ยิงออกมาได้จะเรียกปาฏิหาริย์ก็ว่าได้
คงพูดได้หมดหวังที่จะกลับมาใช้เวทไฟได้ดังอดีตอีกครั้งแม้แต่ตัวเอมเบรสเองก็คงรู้ดี
…เพราะอย่างนั้นสินะ ถึงได้เข้าไปลัทธิมืดอย่างหมดหวังจนได้ทำเื่ที่ไม่สมควรอย่างคืนชีพจอมมารไป ชั่งหน้าเศร้าจริงๆ…
แต่ว่าผมยังไม่หมดหวัง!
สำหรับผมแล้วยังมีประกายแสงแห่งความหวังเล็กๆอยู่ ถึงตอนแรกจะไม่มั่นใจคิดว่ามันเป็เื่บังเอิญแต่ตอนนี้ผมมั่นใจแล้ว เพราะอย่างนั้นผมถึงหยิบหนังสือเล่นที่สามออกมามันคือเส้นของผม วีระ ที่จะพาฟันฝ่าโชคชะตาแห่งความตายสุดBadEndได้นี้!…
“ท่านเอมเบรสคะ”
!?
เสียงเรียกจากเมดสาวปลุกผมจากภวังค์ เมื่อลืมตาขึ้นก็เจอฮันนาที่เข้ามาในห้องกำลังเรียกผมที่มัวแต่นักสมาธิจนเพลินผมค่อยลุกขึ้นก่อนถาม
“มีอะไรหรือฮันนา?”
“พอดีมีแขกมาขอพบนะคะ”
“แขกเหรอ?”
ผมจำได้ว่าไม่ได้นัดใครไว้ เธอพยักหน้ายืนยันอีกครั้งผมเลยเดินออกจากห้องไปโดยมีฮันนาที่เดินตามหลังมาติดๆ