หญิงสาวหันไปถามอย่างหวั่นๆ
“ ผมต้องไปดูคนงานในไร่ต่อครับ”
“ พ่อเลี้ยงเขาคนเป็ยังไงคะ ดุหรือเปล่า”
หญิงสาวยังไม่วางใจ เธออยากให้นายมั่นอยู่ด้วยเพราะอย่างน้อยเขาก็เป็คนเดียวที่เธอรู้จักในยามนี้
“ เอ่อ...ก็เอาเื่เหมือนกันครับ แต่ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิดก็ไม่มีปัญหา ท่านเป็คนมีเหตุผลครับ”
นายมั่นตีรถจากไปแล้ว เพียงขวัญจึงรวบรวมความกล้าออกเดินไปตามทางที่ทอดไปยังอาคารสำนักงานที่เห็นอยู่เบื้องหน้า ไม่ว่าอะไรจะรออยู่เธอก็ต้องเผชิญแล้วละ...
*******************
เสียงรถคุ้นหูที่ดั่งแว่วมาให้ได้ยินเมื่อครู่ ทำให้ร่างสูงใหญ่ซึ่งนั่งเอนหลังหลับตาอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ในห้องทำงานขยับกายลุกขึ้นนั่งตัวตรง เขาเอี้ยวตัวไปทางด้านข้างเพื่อแหวกม่านบังแสงออก แล้วมองผ่านหน้าต่างกระจกไปยังทางเดินหน้าสำนักงาน ร่างโปร่งบางของหญิงสาวที่ไม่คุ้นตานักซึ่งกำลังเดินตรงมาทำให้มุมปากสวยได้รูปเหยียดออกเล็กน้อยเป็รอยยิ้มหยัน ดวงตาคมกล้าฉายแววอะไรบางอย่างออกมาครู่หนึ่งก่อนจะกลับเรียบสนิทดั่งเดิมเมื่อเ้าตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงของตน เขาเปิดประตูห้องทำงานออกไปเมื่อกะได้ว่าผู้มาเยือนได้ก้าวเข้ามาในสำนักงานแล้ว
แล้วเขาก็เห็นหญิงสาววัยราวยี่สิบเศษท่าทางไม่ค่อยมั่นในตัวเองนักกำลังยืนงงอยู่กลางห้องโถงกว้าง คงจะแปลกใจที่ทั้งสำนักงานเงียบสนิทไม่มีใครเลยนอกจาก...
“ สวัสดี ไร่อินทิรายินดีต้อนรับ”
คำทักทายของเขาทำให้ร่างนั้นสะดุ้งทันที
“ เอ่อ...คุณ”
เพียงขวัญหันมาตามเสียงนั้นก็พบผู้ชายตัวสูงวัยราวสามสิบต้นๆผิวขาวอย่างชาวเหนือส่วนใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาเข้มคมสะดุดใจ หากแต่สีหน้าเรียบสนิทไม่มีรอยยิ้ม โดยเฉพาะดวงตาด้วยแล้วคมกล้าจนดูดุดันทีเดียว
“ ฉันอินทัช ขอต้อนรับคุณเพียงขวัญ พรมรักษา”
เพียงขวัญไม่สะดุดหูเลยว่าเขาได้กล่าวเน้นชื่อและนามสกุลของเธออย่างจงใจ เพราะมัวแต่แปลกใจที่พ่อเลี้ยงอินทัชมีวัยและรูปร่างต่างจากที่เธอคาดเดาไว้มาก เธอคิดว่าเขาน่าจะมีรูปร่างล่ำท้วมและมีอายุอยู่ที่ราวๆห้าสิบปีเสียอีก ไม่นึกว่า...
“ สวัสดีค่ะพ่อเลี้ยง”
เมื่อตั้งสติได้หญิงสาวจึงรีบกระพุ่มมือขึ้นไหว้เขา จุดรอยยิ้มเล็กๆให้ปรากฏบนสีหน้าเรียบขรึมเหมือนรูปปั้น แต่ก็ทำให้ใบหน้านั้นน่ามองขึ้นมากทีเดียว เสียดายที่มันเกิดขึ้นแค่่เวลาสั้นๆ นี่ถ้าเขาขยันยิ้มให้มากกว่านี้ก็คงเพิ่มเสน่ห์ให้แก่ตัวเขามากเป็ทวีคูณทีเดียว
“ เชิญเข้ามาคุยกันข้างในนี้ดีกว่า”
เขาถอยกลับเข้าไปในห้องที่พึ่งออกมา เพียงขวัญรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจแต่ก็จำต้องตามเข้าไป
“ เชิญนั่ง”
เขาชี้เก้าอี้ตัวที่อยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ส่วนตัวเองเดินอ้อมไปนั่งเก้าอี้ตัวของตนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หญิงสาวนั่งลงด้วยท่าทางขลาดๆในอ้อมแขนยังกอดกระเป๋าไว้แน่น ไม่กล้าสบตาเขาเท่าใดนัก
“ การเดินทางเป็อย่างไรบ้าง”
เขาเริ่มบทสนทนาง่ายๆเพื่อให้หญิงสาวรู้สึกผ่อนคลายขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นเพียงขวัญก็เริ่มรู้สึกได้ว่าเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทางเงียบขรึมและการพูดจาแบบพยายามสร้างความเป็กันเองนี้
“ ก็เรียบร้อยดีค่ะ”
หญิงสาวตอบไปตามที่เขาถาม
“ ที่นี่ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะห่างจากสังคมเมืองใหญ่อย่างที่เธอจากมา คิดว่าจะอยู่ด้วยกันได้นานแค่ไหน”
“ ความเงียบเหงาไม่ใช้อุปสรรคหรอกค่ะ เพียง เอ๊ย..ดิฉันกลัวปัญหาด้านอื่นๆมากกว่า”
“ มีปัญหาอะไรก็บอกฉันแล้วกัน ฉันอยากให้เธออยู่ด้วยนานๆ”
“ แล้วเื่งานเพียง เอ๊ย..ดิฉันต้องทำอะไรยังไงบ้างค่ะ”
ริมฝีปากของเขาเหยียดเป็รอยยิ้มเล็กน้อยอีกครั้งเมื่อฟังคำพูดตะกุกตะกักของหญิงสาว
“ ฉันว่าเธอพูดตามที่ถนัดดีกว่าน่ะ ฉันไม่ใช้คนเ้าพิธีรีตองอะไร”
“ ค่ะ...”
เพียงขวัญพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มจืดๆ
“ ส่วนเื่งานเอาไว้พูดกันวันหลังเถอะ มันออกจะดูเกินไปสักหน่อยถ้าจะพูดถึงทันทีที่เธอเดินทางมาถึง อย่างน้อยก็พักสักวัน สองวันก่อนดีกว่า แต่เราควรมาพูดกันถึงเื่ที่พัก”
คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกใจชื้นขึ้น คิดว่าเขาคงไม่ใช่คนที่เข้มงวดหรือร้ายกาจอะไรนัก