“จ้าวหย่ง ฉันรู้สึกว่าหัวใจฉันเต้นแปลกๆ” หวังลู่เสียนใช้มือกุมหน้าอกตัวเองไว้
“ฉันก็เหมือนกัน ฉันไม่สบายหรือเปล่านะ” จ้าวหวังหย่งใช้หลังมือแตะที่หน้าผากตัวเอง “ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา แต่ทำไมหัวใจฉันก็เต้นแปลกๆ เหมือนกัน”
“หวังหย่งพวกเธอชื่ออะไร”
“นั่นสิชื่อพวกเธอชื่ออะไร” จ้าวหวังหย่งทวนคำถาม
หวังลู่เสียนและจ้าวหวังหย่งสะดุ้งขึ้นและหันหน้ามามองหน้ากันด้วยสายตาขุ่นเคือง
“คนไหน?” จ้าวหวังหย่งถามพร้อมกับมองเพื่อนตาเขม็ง
“นายนั่นล่ะ คนไหน?” หวังลู่เสียนกัดฟันถามกลับ
“คนข้างหน้า” จ้าวหวังหย่งตอบ
“คนข้างหลัง” หวังลู่เสียนตอบ
เพราะพวกเขาพูดออกมาพร้อมกัน หลังจากได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย พวกเขาต่างก็ถอนหายใจแล้วก็หันกลับมามองหน้ากันก่อนที่จะหัวเราะเสียงดังออกมา หวังอี้ฉือได้แต่ส่ายหน้าให้กับพ่อหวังอย่างไม่รู้คำตอบ
“เจ้าใหญ่ พวกเขาเป็นอะไร” พ่อหวังเดินมากระซิบถามลูกชาย
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับพ่อ ผมก็เดินออกมาพร้อมพ่อนะ” หวังอี้ฉือตอบ
“แล้วพวกเขาไปยืนหัวเราะอะไรกันอยู่หน้าร้าน”
“พ่อมาถามผมแล้วผมจะไปถามใครล่ะครับ เดี๋ยวรอกลับบ้านก่อนนะครับ ผมจะลองถามน้องให้”
“น้องแกนี่นะ เมื่อไหร่จะโตเป็นผู้ใหญ่กับเขาเสียที” พ่อหวังพูดพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ
“เจ้ารองแค่ติดเล่นไปหน่อยเท่านั้นเองครับพ่อ แต่เรื่องงานเขาก็รับผิดชอบได้ดีนะครับ”
“น้องแกจะหาเมียกับเขาได้ไหม ฉันล่ะกลุ้มใจจริงๆ”
“เขาอาจจะยังไม่เจอคนที่ถูกใจก็ได้นะครับ พ่อไม่ต้องไปกลุ้มใจแทนเขาหรอก ไม่แน่ว่าพอเขาเจอคนที่ถูกใจขึ้นมาจริงๆ เขาอาจจะอยากให้พ่อรีบจัดงานแต่งให้เขาทันทีเลยก็ได้”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีน่ะสิ พ่อกับแม่จะรีบจัดงานให้เขาเร็วๆ เลย หลังจากนั้นบ้านเราก็จะมีเด็กเพิ่มเข้ามาอีก”
หวังลู่เสียนไม่รู้เลยว่าเวลานี้ตัวเองได้เป็นหัวข้อสนทนาของพ่อและพี่ชายไปแล้ว
หลังจากวันนั้นหวังลู่เสียนและจ้าวหวังหย่งมักจะคอยมาสำรวจร้านค้าที่สาขานี้กันบ่อยขึ้น เพียงเพราะหวังว่าจะบังเอิญเจอกับหญิงสาวทั้งสองคนอีกครั้ง
“หวังหย่ง เรามาดักรอพวกเธออยู่ที่นี่หลายวันแล้วนะ หรือว่าพวกเธอจะไม่ได้พักอยู่แถวนี้” หวังลู่เสียนถามอย่างเซ็งๆ
“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่วันนั้นของที่พวกเธอซื้อก็มีแต่ของกินนะ ถ้าไม่พักอยู่แถวนี้ พวกเธอคงไม่มาซื้อของกินที่นี่หรอก” จ้าวหวังหย่งอธิบาย
“แล้วทำไมตั้งแต่วันนั้นเรายังไม่เจอกับพวกเธออีกเลยล่ะ” หวังลู่เสียนยังถามต่อ
“นายจะถามไปทำไมเยอะแยะนะ แล้วทำไมวันนั้นนายไม่ถามชื่อพวกเธอไว้ ดูซิ แม้แต่ชื่อยังไม่รู้ ทำงานที่ไหนก็ยังไม่รู้อีก” จ้าวหวังหย่งเริ่มหงุดหงิด
“ก็แล้วทำไมนายไม่ถามเองล่ะ วันนั้นฉันมัวแต่เจ็บอยู่ ก็เลยลืมถามเรื่องนี้ไป”
“ลู่เสียน นายอย่ามาอ้างไปหน่อยเลย เดินชนกันแค่นั้นจะเจ็บอะไรนักหนา นายมัวแต่อึ้งมองสาวอยู่น่ะสิ” จ้าวหวังหย่งพูดอย่างรู้ทัน
“หรือนายไม่เป็น นายก็อึ้งมองพวกเธออยู่เมืองกันนั่นล่ะ” หวังลู่เสียนพูดอย่างไม่ยอม
“พวกนายมายืนทะเลาะกันอะไรกันอยู่ตรงนี้ นับของเสร็จแล้วเหรอ ถ้าเสร็จแล้วจะได้กลับบ้านกันเสียที” หวังอี้ฉือเดินออกมาหาพวกเขาที่หน้าร้าน
“เอ่อ...ไม่มีอะไรครับพี่ใหญ่” หวังลู่เสียนตอบอย่างอึกอัก
“หวังหย่ง มีอะไรกันหรือเปล่า” หวังอี้ฉือถามเสียงต่ำ
“เอ่อ...ไม่มีครับ ไม่มีอะไรครับ เราเข้าไปในร้านกันเถอะครับ เดี๋ยวผมกับลู่เสียนจะเข้าไปช่วยนับของเดี๋ยวนี้ล่ะครับ” จ้าวหวังหย่งพูดเสร็จก็รีบฉุดหวังลู่เสียนเข้าไปหลังร้านทันที
หวังอี้ฉือยืนมองพวกเขาพลางขมวดคิ้วคิดในใจ ‘หรือเจ้าสองคนนี้จะไปก่อเรื่องอะไรมา ทำไมถึงทำตัวมีลับลมคมในอย่างนี้ ไม่ได้การละ เย็นนี้ต้องคุยกับเจ้ารองให้รู้เรื่อง’
หวังลู่เสียนกับจ้าวหวังหย่งเดินเข้าไปหลังร้านได้ไม่นาน สองพี่น้องหลี่หลินและหลี่เหลียนก็เดินเข้ามาซื้อของในร้านพอดี ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสที่จะได้พบกันอีกครั้ง หญิงสาวทั้งสองคนไม่รู้ตัวเลยว่าเวลานี้ตัวเองได้ไปทำให้หัวใจของชายหนุ่มสองคนเต้นผิดจังหวะไปแล้ว
“ตงหยางเธอจะกลับไปเยี่ยมคุณป้าหรือ”
“อืม”
“แล้วทำไมเธอไม่บอกฉันสักคำ” หลิวหม่านอี้ถามลู่ตงหยางอย่างน้อยใจ
“เธอก็เป็นคนบอกฉันเองไม่ใช่หรือว่าอาการของแม่ฉันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ฉันหาเวลาว่างได้ช่วงนี้พอดี ฉันก็เลยจะรีบกลับไปก็แค่นั้น” ลู่ตงหยางตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“แต่ป๋อเหวินก็กลับไปพร้อมเธอด้วยนี่ ถ้าเธอบอกฉันสักคำเราก็จะได้กลับไปพร้อมกัน”
“เธอก็เพิ่งไปเยี่ยมบ้านกลับมาไม่ใช่หรือหม่านอี้ ฉันถึงไม่อยากรบกวนเธอยังไงล่ะ อีกอย่างหนึ่งป๋อเหวินเขาก็สอนอยู่โรงเรียนเดียวกับฉัน ฉันเลยลองชวนเขาดู บังเอิญว่าเขาว่างช่วงนี้พอดี”
“ตงหยาง จริงๆ แล้วเธออยากกลับไปตามหาผู้ชายคนนั้นอีกใช่ไหม”
“ถ้าได้เจอเขาอีกสักครั้งมันก็ดีไม่ใช่หรือ”
“เขาเลี้ยงลูกสาวเธอมาตั้งหลายปี เขาจะยอมคืนลูกสาวที่เขาเลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะให้เธอง่ายๆ อย่างนั้นเลยหรือ”
“...” ลู่ตงหยางไม่กล้าตอบคำถาม
“ตงหยาง ฉันแค่อยากจะเตือนเธอเท่านั้น ผู้ชายคนนั้นเลี้ยงดูลูกสาวเธอมาเป็นเวลานาน ความรักความผูกพันก็ต้องมีเป็นธรรมดา หรือถ้าหากลูกสาวเธอรู้ความจริงแต่เขาไม่ยอมรับเธอล่ะ”
“หากลูกสาวฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันก็ไม่ขออะไรมาก แค่ได้มีโอกาสเจอหน้าเธอสักครั้งก็พอแล้ว เท่านี้ฉันก็ไม่ผิดกับคำสัญญาที่ให้ไว้กับจางลี่”
“เธอไม่กลัวว่าลูกสาวของเธอจะโกรธเธอและคิดว่าเธอทิ้งเขาไปหรือ”
“จะกลัวอะไร ก็ฉันทิ้งเธอไปจริงๆ ทิ้งเธอไว้กับคนแปลกหน้าแล้วไม่กลับไปรับเธอตามสัญญา” ลู่ตงหยางพูดประชดตัวเองเสียงขื่น
“ตงหยาง...” หลิวหม่านอี้กำลังจะพูดต่อ แต่ถูกลู่ตงหยางยกมือขึ้นห้าม
“ฉันรู้ว่าเธอต้องการจะพูดอะไร ถึงแม้ในอนาคตลูกสาวของฉันจะโกรธ เกลียด หรือไม่อยากพบหน้าฉันอีก ฉันก็พร้อมยอมรับ เพียงแค่มีโอกาสให้ฉันได้รู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่แค่นี้ฉันก็พอใจแล้ว”