เมอร์ลินคิดในเรื่องของสมบัติของโซโลมอนอยู่กับตัวเองจนหมดคาบเรียนนักเรียนหลายๆ คนต่างพากันทยอยออกจากห้องเรียนจนหมด
มีเพียงเมอร์ลินเท่านั้นที่ยังคงนั่งอยู่กับที่
เมื่อเห็นว่าอาจารย์คนนั้นกำลังเก็บของและเดินออกไป
เมอร์ลินก็ได้ส่งเสียงเอ่ยรั้งไว้และก้าวเข้าหาอาจารย์คนนั้นอย่างรวดเร็ว
"อาจารย์มอนทิส"
อาจารย์ชราหยุดและมองเมอร์ลิน
"มีอะไรนักเรียน?" อาจารย์ชราเอ่ยตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
เมอร์ลินก้าวไปข้างหน้าแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
"หัวข้อที่ท่านสอนในวันนี้นั้นน่าสนใจเป็นอย่างมากแต่ข้ายังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมัน"
มอนทิสมองลูกศิษย์ตัวน้อยและลูบเคราเขาพยักหน้าช้าๆ อย่างพึงพอใจและเอ่ย
"ว่ามาสิเจ้าสงสัยส่วนไหนของบทเรียนในคาบนี้"
"ข้าสงสัยว่าการปลุกอาวุธวิญญาณนั้นมันมีวิธีการอย่างไรมันเป็นวิธีการที่ยากมากหรืออย่างไร ดินแดนแห่งนี้จึงมีผู้ใช้ภูษาวิญญาณจำนวนน้อย”
เมื่อมอนทิสได้ฟังคำถามจากเมอร์ลินเขาก็หรี่ตามองเมอร์ลินและครางเสียงต่ำออกมา
ฮืม...
"นี่เจ้าไม่ได้ตั้งใจฟังที่ข้าสอนไปเลยใช่ไหม?" ชายชรากล่าวตำหนิเพราะเรื่องนี้เขาได้อธิบายในบทเรียนเรียบร้อยแล้ว เป็นเมอร์ลินเองที่เหม่อลอยคิดหมกมุ่นอยู่กับตัวเองจนพลาดส่วนสำคัญของตรงนี้ไป
"ขออภัยด้วยท่านอาจารย์ข้าผิดเองที่เหม่อลอยในคาบเรียนของท่าน แต่ข้านั้นมีความสนใจในเรื่องนี้จริงๆหวังว่าท่านจะเมตตา" เมอร์ลินมองด้วยแววตาเว้าวอน เขาแสดงความจริงใจออกมา
มอนทิสเมื่อเห็นดังนั้นจึงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งและเอ่ย
"ก็ได้เห็นแก่ความใฝ่รู้ของเจ้าข้าจะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปสักครั้ง การที่จะปลุกอาวุธวิญญาณขึ้นได้นั้น จะต้องมี 3 สิ่งประกอบกัน อย่างแรกคือผู้ครอบครองอาวุธวิญญาณนั้นจะต้องมีพลังไม่ต่ำกว่าจอมเวทย์ขึ้นไปอย่างที่สองคือผู้ครอบครองอาวุธวิญญาณนั้นจะต้องมี 'ดวงตายมฑูต'เพื่อเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการปลุกพลังวิญญาณ และอย่างสุดท้ายคือวิธีการที่ยากที่สุดมันคือผู้ครอบครองอาวุธวิญญาณจะต้องได้รับการยอมรับอย่างเต็มใจจากจิตวิญญาณที่อยู่ในอาวุธชิ้นนั้นเมื่อผ่านเงื่อนไขทั้งสามนี้ได้จึงจะสามารถปลุกอาวุธวิญญาณให้ตื่นขึ้นมาได้"
"แต่ละเงื่อนไขนั้นมีความยากในตัวของมันการเป็นจอมเวทย์นั้นไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นกันได้หากมีพลังเวทย์ที่เพียงพอแต่ปราศจากความเข้าใจในวิธีแห่งเวทย์ของตนเองเขาคนนั้นก็ไม่สามารถที่จะบรรลุเป็นจอมเวทย์ได้”
“อย่างที่สองการที่จะได้มาซึ่งดวงตายมทูตนั้นเป็นสิ่งที่ยากเป็นอย่างมากหลายคนนั้นเสาะแสวงหาดวงตายมทูตมาทั้งชีวิตแต่พวกเขาก็ไม่พบมันมันเป็นสิ่งของที่ต้องอาศัยโชคเป็นอย่างมาก การปรากฏตัวของมันในแต่ละครั้งสามารถทำให้เหล่าจอมเวทย์ห้ำหั่นกันอย่างบ้าคลั่งได้”
“และอย่างสุดท้ายมันเป็นที่ทราบกันดีว่าอาวุธวิญญาณนั้นจะเลือกเจ้านายของมันเองแม้จะถูกเลือกแต่ก็ใช่ว่ามันจะยอมรับใช้อย่างโดยดี การสื่อสารทางจิตระหว่างผู้ใช้กับอาวุธวิญญาณนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญหลายคนได้อาวุธวิญญาณมาครอบครองแต่พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่สามารถใช้พลังของมันได้อย่างเต็มที่บางคนกระทั่งความสามารถพิเศษของอาวุธวิญญาณไม่สามารถเปิดใช้งานมันได้ก็มี”
ได้ยินคำพูดประโยคนี้ของมอนทิสนั่นก็ทำให้เมอร์ลินถึงกับสะอึกไปเลยทีเดียว
หนึ่งในบุคคลที่มอนทิสพูดถึงก็คือเขานั่นเองในตอนนี้แม้ว่าเขาจะได้ครอบครองลองกินุสแต่เขาก็ยังไม่สามารถเปิดใช้ความสามารถพิเศษของมันได้เลย
จากคำพูดของมอนทิศกุญแจสำคัญในการเปิดใช้งานอาวุธวิญญาณนั่นก็คือการสื่อสารกับจิตวิญญาณในอาวุธซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เมอร์ลินยังไม่ได้กระทำมัน
“การที่จะปลุกอาวุธวิญญาณให้ตื่นขึ้นมาได้ต้องอาศัยความเชื่อใจทั้งตัวของผู้ครอบครองและจิตวิญญาณเมื่อทั้งสองยอมรับซึ่งกันและกัน จิตวิญญาณในอาวุธนั้นก็จะเปิดรับการตื่นและมอบพลังที่แท้จริงให้แก่ผู้ครอบครองได้ใช้งาน”
“ผู้ที่ได้รับชื่อว่าเป็นเสาหลักของแต่ละอาณาจักรในส่วนใหญ่พวกเขาจึงเป็นผู้ที่ใช้ภูษาวิญญาณได้แทบทั้งสิ้นไม่เว้นแม้แต่กลุ่มอัศวินโต๊ะกลมของอาณาจักรเราก็เช่นกัน”
"อืม" เมอร์ลินฟังและวิเคราะห์ไปตามคำพูดของมอนทิส
"เอาล่ะนี่เป็นบทเรียนทั้งหมดในคาบนี้ เจ้าเข้าใจมันหรือไม่?" มอนทิสเอ่ยถามด้วยความใจเย็น
"ข้าเข้าใจแล้วขอบคุณอาจารย์มอนทิส ในคาบเรียนหน้าข้าจะไม่เหม่อลอยในชั้นเรียนของท่านอีกต่อไป"เมอร์ลินกล่าวต่อชายชราอย่างนอบน้อม
จนมอนทิสระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
"ฮ่าฮ่า ฮ่า น้อยนักที่ข้าจะเจอนักเรียนที่สนใจในการเรียนเช่นเจ้า ว่าแต่เจ้านั้นชื่ออะไรนะ"
ดูเหมือนว่ามอนทิสจะชื่นชอบเมอร์ลินเป็นอย่างมาก
ในฐานะของอาจารย์เขาย่อมชื่นชอบลูกศิษย์ที่รักในการเรียน
"ชื่อของข้าคือเซอร์เตสเมอร์ลิน"
เมอร์ลินเอ่ยตอบอย่างนอบน้อมและการอ่อนน้อมของเมอร์ลินก็ทำให้มอนทิสถูกใจไม่น้อย
"อืม... เซอร์เตส เมอร์ลิน ข้าจะจำชื่อของเจ้าไว้หวังว่าในอนาคตเจ้าจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ และข้ายังจะสามารถจดจำชื่อของเจ้าได้" กล่าวจบมอนทิสก็เดินจากไป
เมอร์ลินนั่งอยู่ในห้องเรียนสักพักหนึ่งเขานั้นกำลังใช้ความคิดกับเรื่องสมบัติของโซโลมอนและอาวุธวิญญาณที่ได้รับมา
สมบัติของโซโลมอนนั้นมี5 ชิ้น และ 2 ใน 5 ชิ้นนั้นอยู่กับเขา มันคือดวงตาเลเมเกทันและหอกลองกินุสส่วนชิ้นที่ 3 จากคำบอกเล่าของจอร์มุนกานต์มันคือสิ่งที่อยู่บนยอดสุดของหอคอยมหาเวทย์ซึ่งสมบัติชิ้นนั้นเขายังไม่สามารถนำมันออกมาได้นั่นเพราะยังมีจอร์มุนกานต์ขวางกั้นไว้
หากเขาไม่สามารถหาสมบัติชิ้นที่4 ที่น่าจะเป็นเป็นกุญแจที่จอร์มุนกานต์ต้องการมาให้มันได้เขาก็ไม่สามารถผ่านไปยังชั้นบนสุดของหอคอยได้
เมอร์ลินนั้นได้เบาะแสสมบัติอีกชิ้นหนึ่งก็คือดาบของอาเธอร์แม้เขายังไม่มั่นใจว่ามันจะใช่ แต่มันก็ยังมีความเป็นไปได้
ข้อสันนิษฐานของเขาคือต้องปลุกดาบเล่มนั้นให้ตื่นขึ้นแล้วให้มันเผยรูปลักษณ์ที่แท้จริงออกมา
ถ้าหากดาบนั้นคือกุญแจที่จอร์มุนกานต์ตามหาเขาก็จะสามารถจัดการกับสมบัติที่อยู่บนหอคอยนั้นได้แม้ว่าเขาจะไม่มั่นใจในคำพูดของจอร์มุนกานต์นักในเรื่องของความปลอดภัย
มันไม่มีอะไรที่รับประกันได้เลยว่าเมื่อจอร์มุนกานต์หลุดออกจากที่กักขังได้แล้วมันจะไม่ทำร้ายเขาหรือปล่อยให้เขาขึ้นไปยังชั้นบนสุดของหอคอย
กล่าวตามตรงเมอร์ลินนั้นไม่มีความสนใจในสมบัติของโซโลมอนสิ่งที่เขาได้มานั้นคือความโชคดี แต่สิ่งที่เขาต้องการมันคือพลังแรงกดดันเวทย์ที่อยู่บนหอคอยนั้นมากกว่าพลังเวทย์เหล่านั้นเป็นทรัพยากรชั้นยอดที่ทำให้การบ่มเพาะของเขาก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว
พลังเวทย์อันมหาศาลนั้นสามารถร่นระยะเวลาของเขาได้หลายร้อยปีเลยทีเดียวมันจึงเป็นสถานที่ที่เขาให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
เมอร์ลินหมกมุ่นอยู่กับความคิดของเขาจนพระอาทิตย์ตกดินเมื่อรู้สึกตัวเขาจึงได้เดินทางกลับไปยังห้องพัก
ตุ๊บ!
ในระหว่างนั้นก็มีร่างหนึ่งมาชนกับเมอร์ลินเข้าอย่างจัง
ชายรูปร่างอวบอ้วนนั้นแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจเขานั้นสวมใส่ชุดคลุมสีดำของโรงเรียนและที่ไหล่ของเขาประดับด้วยแถบสีทอง 5 แถบ
"ขอโทษ"
เมอร์ลินเอ่ยขอโทษมันเป็นเพราะเขาที่เดินอย่างเหม่อลอยจึงทำให้ชนเข้ากับชายคนนั้น
แต่ด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์นั้นทำให้ชายคนนั้นมองอย่างขัดใจ
"เดี๋ยวก่อน... เจ้าคิดว่าแค่ขอโทษแล้วจะจบง่ายๆ แบบนี้หรอ" ชายหนุ่มคนนั้นเอ่ยและมองอย่างเอาเรื่อง
เมอร์ลินยังคงมีท่าทีที่เรียบเฉยซึ่งมันเป็นท่าทีที่ปกติของเขาแต่ในสายตาผู้อื่นท่าทางของเมอร์ลินนั้นมันช่างขัดตาและขัดใจ
เมอร์ลินมองไปยังชายคนนั้นและเอ่ย"แล้วอะไรคือสิ่งที่เจ้าต้องการ?"
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ชายร่างอ้วนยกรอยยิ้มของเขาขึ้นทันที
"ค่าเสียหาย"
ได้ยินดังนั้นเมอร์ลินก็ถึงกับคิ้วขมวดถึงแม้เขาจะมีเงินทองมากมาย แต่เขาไม่ชอบวิธีการของชายคนนี้
เมอร์ลินไม่ชอบให้ใครมาข่มขู่เขา
"หึ... ไร้สาระ" น้ำเสียงของเมอร์ลินเต็มไปด้วยความเย็นชา
เมอร์ลินไม่สนคำพูดของชายคนนั้นเขาจงใจเดินผ่านชายคนนั้นไปอย่างไม่แยแส
การกระทำนี้สร้างความไม่พอใจแก่ชายคนร่างอ้วนคนนั้นเป็นอย่างมาก
"เจ้าเด็กนี่วอนเสียแล้ว" ชายร่างอ้วนแผดเสียงออกมาอย่างก้าวร้าว
ร่างใหญ่ตุ๊ต๊ะของเขาเคลื่อนเข้าหาเมอร์ลินทันทีเขาหมายคว้าจับไหล่ของเมอร์ลิน
แต่กระนั้นเมอร์ลินกลับขยับตัวเล็กน้อยด้วยการเคลื่อนไหวช้าๆแม้มันจะเชื่องช้าแต่มันก็เคลื่อนไหวได้ถูกจุด สิ่งนั้นจึงทำให้ชายร่างอ้วนคว้าได้เพียงอากาศ
เมื่อพลาดชายร่างอ้วนก็รู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก เขาไม่มีทางให้เป็นเช่นนี้แน่
ว่าแล้วชายร่างอ้วนก็พุ่งเข้าตะครุบร่างของเด็กน้อยอีกครั้ง
ฟุ่บ!
ทันใดนั้นเองร่างของเมอร์ลินก็หายไปราวกับสายลม
ชายร่างอ้วนได้พลาดท่าอีกครั้งเขาพุ่งเข้าตะครุบได้เพียงความว่างเปล่าจนหน้าของเขาล้มขมำทิ่มไปกับพื้นดิน
ความไม่พอใจของชายร่างอ้วนพุ่งถึงขีดสุดเขารีบลุกขึ้นมาด้วยความโมโหและเรียกผ้าคลุมเวทย์ของเขาออกมา
ทันใดนั้นเองชุดคลุมเวทย์สีเทาปรากฏห่อหุ้มร่างของชายร่างอ้วน
เมอร์ลินมองเห็นวงเวทย์สีเทา3 วงปรากฏอยู่ที่หัวใจของชายร่างอ้วน นั่นหมายความว่าชายคนนี้อยู่ในระดับ 3 ของขั้นนักเวทย์
ชายร่างอ้วนนั้นมองมายังเมอร์ลินอย่างเหยียดหยามเขาเองก็เห็นวงเวทย์สีเทาที่มีวงเดียวของเมอร์ลินเช่นกันวงเวทย์สีเทาแค่วงเดียวนั้นคือสัญลักษณ์ของระดับ 1 ของขั้นนักเวทย์
ชายร่างอ้วนที่มีระดับที่เหนือกว่าเขาจึงหยิ่งและทะนงตนเป็นอย่างมาก
สายตาที่มองผู้ที่มีระดับต่ำกว่านั้นย่อมเป็นสายตาที่ดูถูกและเหยียดหยาม
ระดับ1 และระดับ 3 แม้จะดูไม่ห่างกันนักแต่ช่องว่างของระดับนั้นก็ทำให้พลังเวทย์ของพวกเขาห่างกันเป็นอย่างมากผู้ที่มีพลังเวทย์ที่มากกว่าย่อมมีคุณสมบัติที่จะหยิ่งทะนง ชายร่างอ้วนคิดแบบนั้น
ชายร่างอ้วนก็ประกบสองมือของเขาเข้าหากันและเริ่มร่ายเวทย์ทันทีในระยะเวลาหนึ่งเมื่อสองมือข้างของเขาแยกออกจากกัน พื้นนี้โดยรอบก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง
ตูม! ตูม! ตูม!
บริเวณที่เมอร์ลินยืนอยู่อยู่ๆ ก็ปรากฏหอกดินที่แหลมคมพุ่งขึ้นมา
ด้วยสันชาติญาณและปฏิกิริยาอันเฉียบคมของเมอร์ลินทำให้เขาหลบหลีกมันได้อย่างรวดเร็ว แต่ทว่าหอกดินเหล่านั้นร้ายกาจเกินไปไม่ว่าเขาจะหลบไปทางไหน ใต้พื้นดินที่เขายืนอยู่ก็ปรากฏหอกดินพุ่งออกมาทุกที่หอกดินนั้นไล่ตามเขาอย่างไม่หยุดยั้ง
ชายร่างอ้วนยิ้มเยาะเขากำลังพึ่งพอใจกับการใช้เวทย์ของเขา
สิ่งที่ชายร่างอ้วนทำอยู่มันคือทักษะการควบคุมเวทย์
เมอร์ลินนั้นไม่อยากเป็นหนูที่กำลังโดนไล่กวาดเขานั้นไม่ใช่ตัวตลกของผู้ใด เขาย่ำเท้าเหยียบย่างขึ้นไปบนอากาศ ไต่สูงขึ้นไปท้องฟ้า
เพียงก็ก้าวไม่กี่ก้าวก็ทำให้เมอร์ลินนั้นยืนอยู่เหนือปลายสุดของต้นไม้ได้แล้ว
หอกดินพุ่งตามเมอร์ลินไปอย่างไม่ลดละ
นี่มันโหดเหี้ยมเกินไป!
สีหน้าของเมอร์ลินแสดงออกซึ่งความไม่พอใจสายตาของเขามองไปยังชายร่างอ้วนอย่างไม่สบอารมณ์
นี่เป็นเรื่องที่ไร้สาระแต่ชายคนนี้กลับทำให้มันใหญ่โต
หากวันนี้และที่นี่เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เขาเวทย์หอกดินนั้นอาจทำให้คนคนนั้นบาดเจ็บสาหัส
“เจ้าประมาณตัวเองสูงเกินไปแล้ว”เมอร์ลินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ต่ำ มันแสดงออกซึ่งอารมณ์ของเขาได้เป็นอย่างดี
มือข้างหนึ่งของเมอร์ลินกำลังวาดสิ่งหนึ่งกลางอากาศการเคลื่อนไหวของมือนั้นรวดเร็วเป็นอย่างมาก
ทันใดนั้นเองใบไม้ที่อยู่โดยรอบก็ถูกเมอร์ลินบังคับให้เด็ดออกจากต้น
ใบไม้มากมายรวมตัวกันกลุ่มก้อนการรวมตัวของมันนั้นสร้างเสียงหวีดหวิวอันน่าหวาดกลัว
เมื่อเมอร์ลินลงมือกลุ่มก้อนใบไม้นั้นก็หมุนรวมกันราวกับพายุแล้วพุ่งเข้าจู่โจมชายร่างอ้วนในทันที
ซูม!
กลุ่มใบไม้นั้นเหมือนฝูงต่อกลุ่มใหญ่พลังของมันสามารถฉีกกระชากคนคนหนึ่งให้กลายเป็นชิ้นๆ ได้
ชายร่างอ้วนอ้าปากและมองอย่างตะลึงงัน
"อย่าคิดว่าใบไม้เหล่านี้จะทำอะไรข้าได้" ชายร่างอ้วนตะโกนออกไปเพื่อสยบความหวาดกลัว
เพียงแค่เสียงหวีดหวิวของเหล่าใบไม้ก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างความกลัวให้กับผู้คน
ฟิ๊ว!ฟิ๊ว! ฟิ๊ว!
ชายร่างอ้วนทำการป้องกันการโจมตีอย่างลนลานหอกดินถูกประยุกต์ใช้เป็นการป้องกันให้แก่เขา
หอกแหลมจำนวนมากพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินเป็นปราการป้องกันชายร่างอ้วน
แต่น่าเสียดายการป้องกันของปราการนี้ไม่เพียงพอกับการโจมตีของเหล่าใบไม้
เหล่าใบไม้นั้นถูกเมอร์ลินบังคับจนเหมือนฝูงต่อที่โหดเหี้ยมปราการดินของชายร่างอ้วนถูกเหล่าใบไม้กลืนกินดั่งของขมเคี้ยว ไม่นานปราการนั้นก็ถูกทำลายลง
ชายร่างอ้วนกลายเป็นสติแตกโดยสมบูรณ์เขาหวาดกลัวต่อใบไม้เหล่านี้เป็นอย่างมาก
สองมือของชายร่างอ้วนถูกใช้เป็นเครื่องป้องการโจมตีของเหล่าใบไม้เพียงสองมือของมนุษย์นั้นไม่เพียงพอกับการป้องกันการโจมตีนี้
เมอร์ลินทำการผ่อนพลังของเขาลงเหล่าใบไม้จึงไม่ทำการโจมตีชายร่างอ้วนจนถึงแก่ชีวิต
โทษตายนั้นเว้นได้แต่โทษเป็นนั้นยังอยู่ทั่วร่างของชายร่างอ้วนนั้นเกิดบาดแผลจำนวนนับไม่ถ้วนแม้ว่าบาดแผลนั้นจะไม่ถูกเฉือนให้ลงลึกแต่บาดแผลที่เบาบางจำนวนมากนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างความเจ็บปวดทรมานให้แก่ชายร่างอ้วน
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเพียงนักเวทย์ผู้หนึ่งไม่ว่าจะอยู่ในระดับใด พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่เพียงพอที่จะเป็นคู่มือให้แก่เมอร์ลิน
สามเดือนที่ผ่านมาความสามารถของเมอร์ลินนั้นถูกพัฒนาขึ้นมากไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องพลังปราณเซียนหรือพลังเวทย์ เมอร์ลินใช้ความรู้ที่ได้รับมาผสมผสานทั้งสองศาสตร์นี้เข้าด้วยกันการควบคุมพลังปราณเซียนและพลังเวทย์ของเขาจึงได้ก้าวหน้าเป็นอย่างมาก
"พอแล้วพอได้แล้ว ข้ายอมแพ้เจ้าแล้ว" ชายร่างอ้วนตะโกนอย่างด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวด
ชายร่างอ้วนค่อยๆร่นถอยออกไปเรื่อยๆ สภาพจิตใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเขาไม่คิดเลยว่าเพียงใบไม้เล็กๆ เหล่านี้จะสามารถสร้างเป็นโจมตีที่มีอำนาจขนาดนี้ได้
เมื่อปราการหอกดินของชายร่างอ้วนถูกทำลายลงเขาจึงตัดสินใจที่จะหนี
ศักดิ์ศรีนั้นไม่จำเป็นต่อเขาอีกต่อไป
"หยุดหยุด ได้โปรดหยุดมัน" เสียงของเจ้าอ้วนร้องขอต่อเมอร์ลินอย่างรนราน
ฝูงใบไม้ยังคงเฉือนหนังบางๆของเขาอย่างต่อเนื่อง เมอร์ลินนั้นไม่แยแสต่อคำร้องของชายร่างอ้วน
ชายร่างอ้วนทำการวิ่งหนีอย่างลนลานยามนี้ร่างกายของเขาถูกใบไม้เชือดเฉือนจนเกิดรอยบาดแผลบางๆ นับไม่ถ้วน
บาดแผลเหล่านี้แม้ว่ามันไม่สามารถเอาชีวิตคนคนหนึ่งไปได้แต่เมื่อคนคนนั้นทำการอาบน้ำหรือโดนน้ำ บาดแผลเล็กๆเหล่านั้นจะสร้างความปวดแสบให้แก่เจ้าของร่างเป็นอย่างมาก
นี่คือการลงโทษของเมอร์ลินคนที่สร้างความขุ่นเคืองให้แก่เขานั้นจะต้องได้รับผลลัพธ์ที่ไม่ดีอย่างแน่นอน
ชายร่างอ้วนวิ่งหนีจนหกล้มลงอย่างรนรานสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
กลุ่มใบไม้ยังคงติดตามเขาอย่างต่อเนื่องเขาหลับตาแน่นราวกับยอมรับในชะตากรรม
แต่แล้ว...
ปัง!
ทันใดนั้นกำแพงน้ำแข็งขนาด5 เมตรก็โพล่ขึ้นมาจากพื้นดินมันถูกสร้างเป็นปราการปิดกั้นการโจมตีของกลุ่มใบไม้ การปรากฏของมันนั้นเกิดขึ้นในเวลาที่รวดเร็วเป็นอย่างมาก
ฉึกฉึก ฉึก!
ใบไม้ทั้งหมดพุ่งปักลงบนกำแพงน้ำแข็งอย่างเลี่ยงไม่ได้
ไม่นานใบไม้เหล่านั้นก็ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว
ใบไม้ที่ถูกปกคลุมเป็นน้ำแข็งนั้นทำให้เมอร์ลินไม่สามารถบังคับพวกมันได้อีกต่อไป
"พอแค่นั้นได้แล้ว"เสียงที่เย็นเยียบถูกส่งออกมาจากบนยอดไม้
เมอร์ลินหันไปมองตามทิศทางของเสียงด้วยความสามารถของดวงตาเลเมเกทัน แม้ที่แห่งนั้นจะเต็มไปด้วยความมืดมันก็ทำให้เขาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
บนยอดไม้เมอร์ลินมองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีผมสีน้ำเงินยาวเหยียดตรงเขาสวมใส่ชุดคลุมของโรงเรียนเวทย์อารากอน บนไหล่ของเขาประดับด้วยแถบสีทอง 6 แถบ
แต่นั่นก็ยังไม่ได้น่าประหลาดใจเท่าเมื่อลมพัดชายเสื้อคลุมให้โบกสะบัดเผยให้เห็นถึงสัญลักษณ์รูปเหยี่ยวที่มีนัยน์ตาอันคมกล้าอยู่บนเสื้อคลุมผืนนั้น
"ท่านจัสติน" เสียงของชายร่างอ้วนถูกเอ่ยออกมา
แม้ว่าเขาจะไม่เห็นใบหน้าของชายคนนั้นแต่เขาก็สามารถจดจำเวทย์น้ำแข็งอันร้ายกาจนี้ได้
ดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นมองตรงมาที่เมอร์ลินเพียงการมองมันนั้นก็สามารถสร้างบรรยากาศที่เย็นเยือกแผ่ออกมาได้แล้วหากเป็นผู้อื่นที่ไม่ใช่เมอร์ลินการจ้องมองนั้นเพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขั้นนักเวทย์นั้นหวาดกลัว
แต่น่าเสียดายที่เด็กน้อยผมขาวผู้นี้ไม่เหมือนกับคนอื่นๆเมอร์ลินจ้องมองกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว ท่าทางของเขานั้นยังคงความเรียบเฉย
ความเย็นเยือกของจัสตินนั้นไม่อาจเทียบได้กับความเรียบเฉยของเมอร์ลินได้
“เขาคนนี้คงเป็นสมาชิกของกิลด์11 ดวงตาเหยี่ยวสินะ” เมอร์ลินคิดในใจ