“ซี้ดดด...ดดด อ้า อ้า อ้า...แรงอีกหยวนหยวน แรงอีก” เสียงร้องครวญครางของหลิวซินดังก้องถ้ำ จ้าวเยียนได้ยินดังนั้นมันจึงพลันขยับเอวกระเด้าส่งเ้าัร้ายตาเดียวเข้าถ้ำหยกหนักหน่วงขึ้น หลิวซินถึงกับใบหน้าบูดเบี้ยวด้วยความเสียวซ่าน ทว่า...จ้าวเยียนกลับมองเห็นเป็ความสุขของนางอย่างชัดเจน
จ้าวเยียนโยกซ้ายโยกขวาซอยเป็จังหวะ ก่อนพลันเปลี่ยนมาใช้ท่าสองขาของมารดาคนงามพาดบ่า กระบวนท่านี้ช่างให้อารมณ์ยิ่งนัก จ้าวเยียนทำอยู่สักพักก่อนเปลี่ยนกระบวนท่าสุนัขคลาน ท่านี้มันทำอยู่นานจนเกือบแตกหลายครั้ง ก่อนเอ่ยให้หลินซินใช้กระบวนท่านารีควบม้าศึก ขึ้นมานั่งทับร่างมัน นางโขยก ขย่มเหมือนม้ากำลังคึก แถมหย่อนปทุมถันเต้าอวบลงมาให้จ้าวเยียนดูดราวกับเป็ทารกตัวน้อยที่กำลังหิวนม
หลิวซินยามนี้ตกอยู่ในกามอารมณ์เป็อย่างมาก นางเร่งสะโพกขึ้นลงจนมองตามแทบไม่ทัน
“หยวนหยวน โอวว..ววว แม่จะถึงแล้วนะ ลูกใกล้หรือยัง อูยยย...ยยย”
” ท่านแม่ ข้าก็ใกล้จะแตกแล้วเช่นกัน ถ้ำหยกท่านแม่ตอดดียิ่งนัก ทำกี่ครั้งไม่มีเบื่อเลย ท่านแม่ควบแรง ๆ เลย เ้าัของข้าจะระบายพิษแล้ว โอวว...ววว ซี้ด..ดดด อูย..ยย อ้าาาา...าาาาา” เพียงสิ้นเสียงร้องของจ้าวเยียน ร่างงามของหลิวซินก็สะดุ้งกับแรงฉีดของพิษอุ่น ๆ ที่ทะลักจากปากของเ้าัร้าย
“โอวว..ออกแล้วท่านแม่ ข้าออกแล้วววว..ววว ซี้ด..ดดดด”
หลังจากสองแม่ลูกสมสู่กันเป็ที่เรียบร้อย ทั้งสองก็นอนเปลือยเปล่ากอดกันราวกับเป็ผัวเมีย ยามนั้นหลิวซินรู้สึกมีความสุขยิ่งนัก นางไม่สนเื่ความถูกศีลธรรมใด ๆ อีกแล้ว
“หยวนหยวน...”
“อันใดหรือ”
“ในเมื่อเื่ของแม่กับเ้ามันเลยเถิดมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเราหลบหนีไปอยู่ด้วยกันเงียบดีหรือไม่”
“ไปอยู่ด้วยกันแค่สองคนในที่เงียบ ๆ หรือ เป็ความคิดที่วิเศษยิ่งนัก”
“ดีใจจังที่เ้าคิดเหมือนแม่ เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าเราออกจากถ้ำแห่งนี้กันนะ” หลิวซินระบายยิ้มสดใสอย่างยินดีก่อนที่นางจะเอาหน้ามาซบแผ่นอกแน่นหนั่นของบุตรชาย ส่วนจ้าวเยียนนั้นเอ่ยตอบเสียง ‘อืมส์’ เพียงสั้น ๆ เท่านั้น ใบหน้ามีรอยยิ้มหนึ่งส่วน ความกังวลใจอีกสิบส่วน ใจหนึ่งมันเองก็อยากทำตามที่หลิวซินกล่าวมา แต่อีกใจก็เต็มไปด้วยไฟแค้น เผิงหลงทำเื่ชั่วร้ายเลวทรามกับบิดามัน มารมัน และตัวมันถึงเพียงนี้ แล้วจะให้ทำใจลืมง่าย ๆ ได้กระนั้นหรือ...?
“ตัวข้านั้นอยากไปอยู่กับท่านแม่อย่างมีความสุขยิ่งนัก ทว่า...ข้ามิอาจปล่อยให้คนชั่วช้าสามานย์อย่างเ้าเผิงหลงลอยนวลได้จริง ๆ ต่อให้ข้าลืมความแค้นของสกุลเราได้ แต่สุดท้ายคนชั่วอย่างมันก็คงไปก่อกรรมทำเข็ญกับผู้อื่นอยู่ดี...” จ้าวเยียนครุ่นคิดในหัว ก่อนที่มันจะตัดสินใจทำบางอย่าง
ยามรุ่งเช้ามาถึง หลิวซินตื่นนอนขึ้นมาก็ไม่พบบุตรชายของนางอยู่ในถ้ำแล้ว ทว่า...บนพื้นมีตัวอักษรที่จ้าวเยียนเขียนทิ้งไว้ดังนี้
“อภัยลูกด้วยท่านแม่ ลูกมิอาจดับไฟแค้นในใจด้วยคำว่าให้อภัย เ้าเผิงหลงต้องชดใช้ในสิ่งที่มันทำ โปรดรอลูกอยู่ที่นี้ เมื่อเสร็จธุระแล้ว ลูกจะกลับมารับท่าน เมื่อนั้นพวกเราจะได้ไปใช้ชีวิตอยู่กันสองคนอย่างมีความสุข
จ้าวเยียน”
พออ่านจบหลิวซินก็ถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้น ยามนี้นางรู้สึกเป็ห่วงจ้าวเยียนเป็อย่าง บุตรชายของนางเพียงแค่คนเดียว จะเอาอะไรไปต่อกรกับคนของเผิงหลงที่มีมากกว่าหลายเท่าได้ และด้วยความรัก ด้วยความเป็แม่ สุดท้ายหลิวซินจึงตัดสินใจว่าจะตามไปช่วยจ้าวเยียน
...
ณ โรงเตี๊ยมใหญ่ใจกลางเมือง ยามนี้ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งใส่หมวกปีกกว้าง แถมมีผ้าห้อยลงมาปิดบังใบหน้า มันกำลังเดินเข้ามาในร้าน
“ยินดีต้อนรับขอรับนายท่าน ไม่ทราบว่าท่านจะมาพักแรม หรือมาทานอาหารขอรับ” เสี้ยวเอ้อร์ผู้หนึ่งตรงดิ่งเข้ามาต้อนรับอย่างนอบน้อม
“ทานอาหาร ข้าขอซาลาเปาสองลูก กับน้ำชาหนึ่งกา”
“ได้ขอรับ เช่นนั้นเชิญนายท่านไปนั่งรอที่ชั้นสองได้เลย เดี๋ยวข้าจะนำอาหารไปให้” ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนจะก้าวเท้าขึ้นบันได และไปนั่งโต๊ะที่ว่างบนชั้นสอง มันรออยู่เพียงชั่วอึดใจ เสี้ยวเออร์ก็นำอาหารมาให้ ชายหนุ่มลึกลับนั่งกินซาลาเปาอย่างสบายอารมณ์ ส่วนในใจก็ครุ่นคิดบางอย่างไปด้วย
“แล้วข้าจะลงมือเช่นไรดีนะ ขืนบุ่มบ่ามบุกเข้าไปคงไม่ดีแน่ เ้าเผิงหลงน่าจะจัดวางเวรยามไว้แ่ากว่าเดิม” แน่นอนว่าชายลึกลับผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น มันคือจ้าวเยียนนั้นเอง จ้าวเยียนปลอมตัวปิดบังใบหน้า และพยายามจะหาทางเข้าไปในคฤหาสน์อย่างเงียบ ๆ หากแต่ทำได้ยากยิ่งนัก
“ลูกพี่ท่านแน่ใจหรือว่าจะลงมือคืนนี้จริง ๆ”
“แน่นอนน้องสาม ข้ายังยืนยันตามเดิม ข้าไม่อยากรอไปนานกว่านี้แล้ว”
“หากพี่ใหญ่ยืนยันตามนั้นข้าก็ไม่มีอะไรจะคัดค้าน ก็ดีเหมือนกันจะได้ทำให้จบ ๆ ไป”
“ถูกต้องแล้วน้องสาม ความแค้นที่ไอ้สารเลวนั้นทำไว้กับพวกเรามันถึงเวลาต้องใช้คืนแล้ว บอกพวกเราเตรียมตัวให้พร้อม คืนนี้เราจะทำงานใหญ่”
ถัดจากโต๊ะของจ้าวเยียนห่างออกไปราว ๆ สามโต๊ะมีชาวยุทธ์กลุ่มหนึ่งกำลังนั่งดื่มเหล้า และสนทนาถึงแผนการร้ายอะไรสักอย่าง ซึ่งตอนแรกจ้าวเยียนก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ ทว่า...สายตาของมันเหลือบไปเห็นคนผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะแห่งนั้น ความคิดของจ้าวเยียนก็พลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
“หือ!? เ้านั้นมัน....”
จ้าวเยียนถึงกับชะงักนิ่งตัวแข็งข้างไปชั่วขณะ เมื่อพบว่าผู้ที่มันเห็นก็คือ ‘เจียงซุน’ หรือก็คือผู้ที่เคยสังหาร จ้าวหยุน และเกือบจะฆ่ามันนั้นในอดีต
“บุกปล้น? ความแค้น? หรือพวกมันจะหมายถึง เ้าเผิงหลง โอ้...วิเศษ วิเศษยิ่งนัก ์เมตตามือข้าไม่ต้องเปื้อนเืชั่ว ๆ ของไอ้อ้วนสารเลวผู้นั้นแล้ว” จ้าวเยียนระบายยิ้มกว้าง พร้อมหัวใจที่พองตัวตื่นเต้น มันคิดว่าเวรกรรมกำลังจะตามสนองเ้าหวู่เผิงหลงแล้ว จ้าวเยียนรีบวางถ้วยน้ำชา และจะล้วงหยิบเงินออกมาจ่ายค่าอาหาร เพื่อที่มันจะได้กลับไปหาหลิวซิว แต่ทว่า...เื่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเสียก่อน!
“พี่ใหญ่ ๆ ไหน ๆ ถ้าก็จะบุกปล้น ชำระความแค้นกับไอ้สารเลวนั้นแล้ว ยังไงข้าขอเสพสุขกับบุตรสาวมันได้หรือไม่ เขาลือกันว่านางงามยิ่งนัก ถ้าจะฆ่าทิ้งก็เสียของ”
“น้องสี่เ้านี่นะ แก้สันดานลามกวิตถารไม่หายจริง ๆ เอาเถอะ ๆ ยังไงพวกมันก็ต้องตายทุกคนอยู่แล้ว รีบทำเข้าล่ะ ถ้าชักช้าข้าจะทิ้งเ้าไว้ในกองเพลิง”
“ขอบคุณพี่ใหญ่ ขอบคุณพี่ใหญ่ ข้าจะรีบพานางขึ้น์ แล้วมาสมทบกับพวกท่าน”
สิ้นบทสนทนา จ้าวเยียนที่กำลังจะจ่ายเงิน ลุกขึ้นก็พลันหยุดทุกการกระทำ
“มันคงหมายถึงเซียนอี้เป็แน่...? คิดจะย่ำยีข่มเหง แล้วฆ่าทิ้งรึ ช่างต่ำทรามยิ่งนัก แล้วเช่นนี้ข้าควรทำอย่างไรดี ใจก็อยากเห็นไอ้อ้วนเผิงหลงรับกรรม หากแต่เซียนอี้คือผู้บริสุทธิ์ ไหนจะคนในคฤหาสน์อีก พวกเขาไม่ได้ทำผิดคิดร้าย แถมบางคนข้าก็รู้จักมาแต่เด็ก การปล่อยให้พวกเขาถูกฆ่าตายแบบนี้มันไม่ถูกต้อง...” จ้าวเยียนกำหมัดแน่น ก่อนที่มันจะควักเงินออกมาวางบนโต๊ะ และเดินออกจากโรงเตี๊ยมไปอย่างเงียบ ๆ จ้าวเยียนเดินไปเข้าไปตรอกมืด ๆ ก่อนใช้วิชาตัวเบากระโจนขึ้นไปบนหลังคา จากนั้นจึงตรงเข้าไปใกล้ ๆ กับคฤหาสน์เผิงหลง และแอบซ่อนตัว รอจนถึงเวลากลางคืนที่พวกของเจียงซุนจะลงมือปล้น
จบบท