เฟิงหลี่เฉียงแสยะปากเขาหันไปพูดด้วยเสียงเ็าว่า “ก็จริงอยู่ว่า กฎหมายต้าิหลี่ว์มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายทาสว่าหากถูกทำร้าย ทาสไม่มีสิทธิฟ้องร้องเ้าของ และเ้านายยังได้รับโทษน้อยกว่าการทำร้ายบุคคลทั่วไป”ทุกคนในที่นั้นยืนฟังเขาพูดด้วยความสนใจ
แล้วเขาก็มองไปที่ชายวัยกลางคนด้วยดวงตาดุดัน“แต่กฎหมายต้าิหลี่ว์ก็ยังบัญญัติเอาไว้ด้วยว่าชาวบ้านทั่วไปที่ทำร้ายข้าราชการ โดยเฉพาะข้า ที่เป็บัณฑิตขั้น 6ถือเป็ความผิดร้ายแรง ถึงแม้จะาเ็เล็กน้อยก็ตาม จะต้องได้รับโทษจำคุกและโทษสถานหนัก ไปจนถึงการปะาชีวิตได้!”
ทุกคนที่ยืนดูส่งเสียงด้วยความใในขณะที่ชายวัยกลางคนหน้าซีด อ้าปากค้าง เขามองไปที่ตำรวจจากอำเภอที่ยืนนิ่งฟังคำพูดของบัณฑิตหนุ่มโดยไม่คัดค้านอะไร
เมื่อเห็นเช่นนี้ชายวัยกลางคนรีบคุกเข่าร้องขอความเมตตาเฟิงหลี่เฉียงทันที “ใต้เท้าขอรับ! ใต้เท้า! ข้าผิดไปแล้วขอรับ!ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็บัณฑิตขั้น 6 ท่านปล่อยข้าไปเถอะขอรับจะให้ข้าชดใช้เป็เงินเป็ทองก็ได้ขอรับ! อย่าตัดหัวข้าเลยขอรับข้ายังมีลูกมีเมีย มีพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดู!”
แต่ไม่ว่าจะร้องขออย่างไรบัณฑิตหนุ่มก็ไม่สะทกสะท้าน ในที่สุด ตำรวจก็ลากตัวชายคนนั้นไปที่อำเภอโดยเฟิงหลี่เฉียงประคองเด็กชายที่าเ็ไปด้วย เมื่อให้ปากคำเสร็จแล้วเขาพบว่าเด็กชายเริ่มมีไข้ขึ้นสูง ตัวสั่นเทาและเริ่มไม่มีสติ เขาบอกกับเจียงอู๋ตี้ว่า“ใต้เท้าเจียง ข้าขอรบกวนท่านช่วยนำรถลากไปส่งเด็กคนนี้ที่บ้านข้าได้หรือไม่เด็กไม่สบายมาก ข้าจะต้องรักษาเขาก่อน”
เจียงอู๋ตี้เห็นเด็กชายทำท่าจะหมดสติไปเขาก็รีบบอกให้ลูกน้องพาทั้งสองคนไปส่ง ก่อนจะกลับนั้น เจียงอู๋ตี้บอกว่า“ท่านอย่าลืมนะว่าเด็กคนนี้เป็ทาสด้วย อย่างไรเขาก็ต้องกลับมาอยู่กับนายเว้นเสียแต่ว่าจะมีคนมาไถ่ตัวเขาไป”
ที่เจียงอู๋ตี้เตือนเฟิงหลี่เฉียงก็เพราะเขา้าตอบแทน ที่เคยช่วยไขคดีในวันนั้นอีกฝ่ายพยักหน้าและมองดูตำรวจอุ้มเด็กชายไปขึ้นรถลาก “ข้ารู้ดี จึงอยากจะขอรบกวนท่านด้วยเื่หนึ่ง”
“ใต้เท้าพูดมาได้เลย”
“ข้าอยากจะไถ่ตัวเด็กคนนี้ขอใต้เท้าเจียงช่วยพูดวิธีใดก็ได้ ให้ชายคนนั้นยอมขายเด็กให้ข้า”
“แต่เด็กผอมโทรมขนาดนี้ท่านซื้อไปจะคุ้มหรือ จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้”
“ไม่เป็ไรข้าเป็หมอ มีวิธีรักษาเขาได้” เด็กหนุ่มตอบอย่างมั่นใจ เขาขอบคุณนายตำรวจ และขึ้นรถลากกลับไปที่บ้านของตัวเองเจียงอู๋ตี้มองตามรถลากที่ค่อยๆ ห่างออกไปท่ามกลางแสงอาทิตย์ตกยามเย็นเขารู้ว่าเฟิงหลี่เฉียงคงสงสารเด็กชายคนนี้จริงๆ
เมื่อมาถึงบ้านตำรวจหนุ่มที่มาส่ง ช่วยแบกเด็กชายขึ้นบ้านไปในขณะที่เฟิงหลี่เฉียงขนของที่เขาซื้อมาเดินตามหลัง เขาขอบคุณตำรวจหนุ่ม จากนั้นก็ลงมือรักษาเด็กชายที่ตอนนี้ไม่รู้ตัวด้วยพิษไข้และาแที่อักเสบ ถึงตอนนี้เฟิงหลี่เฉียงจะไม่ได้ไปรักษาโรคที่ไหนแล้วแต่ก็ยังมียาและสมุนไพรจำเป็เก็บไว้ เขาจึงใช้มันรักษาอาการาเ็และอาการอื่นๆ ของเด็กชายได้
จนเมื่อเวลาผ่านไปสัก2-3 ชั่วยาม เมื่อเด็กชายค่อยๆ ตื่นขึ้นมา เขาพบตัวเองนอนอยู่บนเตียงเล็กๆในห้องรับแขก เมื่อมองไปด้านข้าง เขาเห็นชายร่างสูงผอมคนหนึ่ง กำลังนั่งเขียนอะไรบางอย่างบนกระดาษอย่างตั้งใจเสียงพู่กันัักระดาษ แสงสว่างจากตะเกียงกลางห้อง และบรรยากาศเงียบสงบในห้องทำให้เด็กชายรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นใจ จนน้ำตาคลอออกมา
แล้วใต้เท้าที่ช่วยเหลือเขาเอาไว้ก็หันมามองทางเขา และยิ้มให้ ก่อนจะถามว่า “ตื่นแล้วหรือ เป็อย่างไรบ้าง”
เด็กชายััได้ถึงความเมตตาของคุณชายท่านนี้เขาพยายามจะลุกขึ้นมาเพื่อคำนับขอบคุณ แต่เฟิงหลี่เฉียงรีบลุกขึ้นและแตะไหล่ให้เขานอนลงไป“เ้ายังไม่หายดี นอนลงก่อนเถอะ ตอนนี้ยังเ็ปตรงไหนบ้าง บอกมาซิ”
เด็กชายตอบด้วยเสียงที่เบาและแหบแห้งว่า“เรียนใต้เท้า ข้าดีขึ้นบ้างแล้วขอรับ” แล้วน้ำตาของเขาก็ไหลออกมาถึงจะพยายามเช็ดน้ำตาอย่างไร ก็ยังไหลไม่หยุด เฟิงหลี่เฉียงเข้าใจความรู้สึกของเด็กชายเขาจึงตบไหล่พื่อปลอบใจ
จนในที่สุด เด็กชายก็หยุดร้องไห้และพูดออกมาว่า“ใต้เท้า ข้าขอขอบพระคุณท่านเป็อย่างสูงขอรับ ที่ช่วยข้าเอาไว้ ถ้าไม่ได้ท่านชีวิตของข้าก็คง..” แล้วเขาก็ร้องไห้ออกมาต่อ
เด็กคนนี้คงเจออะไรมามากมายนัก เฟิงหลี่เฉียงคิดในใจเขาเดินไปที่หน้าบ้าน และยกถ้วยโจ๊กใส่ผักและหมูที่กำลังร้อนควันกรุ่นมาวางบนโต๊ะ “เ้าลุกขึ้นมากินข้าวก่อนจะได้กินยาแล้วก็นอนหลับ”
แล้วเขาก็ช่วยประคองเด็กชายให้ลุกขึ้นมานั่งที่โต๊ะกินข้าวเด็กชายพยายามกินอย่างระมัดระวังเพราะไม่อยากให้อาหารกระเด็นไปโดนกระดาษที่บัณฑิตผู้มีพระคุณของเขาวางเอาไว้ใกล้ๆ
เมื่อเด็กชายกินข้าวและกินยาแล้วสีหน้าของเขาก็สดใสขึ้น เขาจึงเริ่มเล่าเื่ของตัวเอง “ชื่อจริงของข้า คือลู่เหยาหลงขอรับ พ่อของข้าเคยเป็ขุนนางกรมการคลัง แต่ถูกเนรเทศออกไปอยู่ชายแดนพวกเราถูกขายเป็ทาส แม่กับน้องของข้าก็ถูกขายไป ตอนนี้ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนข้าเองก็ถูกขายมาอยู่ที่นี่”
เด็กชายเล่าไปและเช็ดน้ำตาไป เขามาอยู่กับนายคนปัจจุบันได้ 6 -7 เดือนแล้วและถูกใช้งานจนแทบไม่ได้กินไม่ได้นอน หลายครั้งที่ได้กินแต่เศษข้าวพอประทังชีวิตเมื่อ 2-3 วันที่แล้วร่างกายของเขาเริ่มทนไม่ไหว แต่ก็ต้องฝืนทำงานเมื่อทำของหล่นแตก จึงถูกลงโทษเฆี่ยนตีอย่างที่เห็น
เฟิงหลี่เฉียงถอนหายใจถึงจะรู้ว่าโลกใบนี้ก็เป็เช่นนี้ แต่เขาก็อดเศร้าใจไม่ได้ชีวิตของทาสนั้นไม่แตกต่างจากสัตว์เลี้ยง เ้านายจะทำอย่างไรก็ได้และเ้านายที่ทำร้ายหรือฆ่าทาสก็ยังได้รับโทษน้อยกว่าทำร้ายคนธรรมดาทั่วไป
ทาสมีที่มาหลากหลายบางคนยากจนจึงขายตัวมาเป็ทาสเพื่อให้มีข้าวกิน บางคนเป็ขุนนางถูกลงโทษจากฮ่องเต้จึงต้องกลายมาเป็ทาส ซึ่งเป็การเชือดไก่ให้ลิงดู บางคนมีความผิดสาสมที่จะเป็ทาสแต่บางคนก็ถูกใส่ร้ายจนถูกลงโทษ ต้องกลายมาเป็ทาสก็มี อย่างเช่นครอบครัวของลู่เหยาหลงนี้
เฟิงหลี่เฉียงถอนหายใจและขับไล่ความรู้สึกเศร้าใจออกไปเขาเป็ข้าราชการตัวเล็กๆ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบในตอนนี้ได้แต่สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้ คือ ช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งเอาไว้ก่อน เขาจึงบอกกับเด็กชายว่า“ต่อไปนี้ เ้าไม่ต้องไปอยู่กับเ้านั่นแล้ว ข้าซื้อตัวเ้ามาแล้ว เ้าก็อยู่ที่นี่กับข้าซะแล้วในอนาคตจะเป็อย่างไรก็ค่อยว่ากัน”
เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองบัณฑิตหนุ่มอย่างไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า น้ำตาของเขาก็ไหลออกมาด้วยความดีใจเขารีบก้มลงคำนับเฟิงหลี่เฉียงด้วยความดีใจ “ขอบคุณขอรับใต้เท้า ขอบคุณท่านมาก! ข้าจะรับใช้ท่านให้ดีที่สุดขอรับ!”
และั้แ่นั้นเป็ต้นมาเด็กชายลู่เหยาหลงคนนี้ก็ได้กลายมาเป็ส่วนหนึ่งในบ้านเช่าหลังนี้ ทำให้บัณฑิตเฟิงต้องหาเงินเพิ่มเพื่อเลี้ยงอีกหนึ่งปากท้อง แต่เด็กชายก็ช่วยแบ่งเบาภาระให้เขาได้หลายอย่างอย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องทำความสะอาดบ้านและเดินไปซื้อของเองอีกต่อไป แต่เขาวางแผนว่าจะฝึกฝนให้เด็กชายมีความสามารถให้มากกว่านี้ เพื่อช่วยงานอื่น และให้เด็กชายพึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต
วันรุ่งขึ้นเด็กชายตื่นขึ้นมาแต่เช้า เขาเห็นเฟิงหลี่เฉียงเดินออกมาจากห้อง แต่งตัวรัดกุมและมีกระบี่ไม้คาดเอวไว้จึงอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ว่า “ใต้เท้าจะไปไหนหรือขอรับ”
เฟิงหลี่เฉียงหันมามอง“ข้าจะออกไปฝึกวรยุทธ์เสียหน่อย”
เด็กชายจึงนึกออกว่าเหตุใดนายใหม่ของเขาจึงสามารถจัดการเ้านายใจโหดของเขาได้ง่ายดาย ดวงตาของลู่เหยาหลงลุกวาวเขาอยากจะฝึกวรยุทธ์บ้าง เพื่อใช้ป้องกันตนเองและช่วยดูแลเ้านายคนใหม่ได้แต่ก็ไม่กล้าร้องขอ
เฟิงหลี่เฉียงรู้ว่าเขาจะพูดอะไรเพราะเขาก็เคยรู้สึกแบบนี้เช่นกัน จนได้ต้าหวงเหลียนมาเป็อาจารย์ เขาจึงพูดอย่างมีเมตตาว่า“ไว้เ้ารักษาตัวให้หายดีแล้ว ข้าจะสอนวรยุทธ์ให้ แต่จะได้ขนาดไหนก็ต้องแล้วแต่สภาพร่างกายและความสามารถของเ้านะ”
เด็กชายรีบขอบคุณเขาอย่างดีใจในวันนั้น เมื่อกลับมาจากการฝึกวรยุทธ์ เฟิงหลี่เฉียงบอกเด็กชายในระหว่างกินข้าวเช้าว่าครัวและห้องน้ำอยู่ตรงไหน และซื้ออาหารเช้าทิ้งเอาไว้ให้เด็กชาย พร้อมกับกำชับให้กินยาและทายาให้ครบด้วยจากนั้นจึงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และออกไปทำงานตามปกติ
ในวันรุ่งขึ้นเจียงอู๋ตี้แวะมาที่บ้านของเฟิงหลี่เฉียงเพื่อแจ้งข่าวว่าชายคนนั้นถูกโบยหลังและติดคุกเป็เวลา 3 เดือน และยังยินยอมทำสัญญายกทาส คือลู่เหยาหลง ให้กับเฟิงหลี่เฉียง เพื่อแลกกับเวลาติดคุกที่น้อยลงทำให้เด็กชายน้ำตาไหลด้วยความดีใจ
ั้แ่เขามาอยู่ที่นี่ถึงแม้จะเพียงไม่กี่วัน แต่เขาก็มีความสุขมาก เฟิงหลี่เฉียงช่วยรักษาร่างกายให้ เขายังมีบ้านที่อบอุ่นมีอาหารกินครบทุกมื้อ มีเ้านายที่คอยปกป้องคุ้มภัยให้ จนอดพูดกับเฟิงหลี่เฉียงไม่ได้ว่า“ตอนข้าอยู่กับพ่อแม่ ยังไม่ได้รับการดูแลดีแบบนี้เลยขอรับ”
เมื่อเห็นนายของเขามองด้วยความสงสัยเด็กชายจึงเล่าว่า “พ่อของข้าเป็ขุนนาง มีภรรยาหลายคน แม่ของข้ามีลูก 2 คน จึงต้องต่อสู้แข่งขันกับภรรยาคนอื่นแล้วแม่ของข้าก็ไม่ใช่ภรรยาหลวง ข้าก็ต้องช่วยทำงานในบ้าน ถึงจะมีบ้าน มีอาหารกินแต่ก็ต้องดูแลตัวเอง บางครั้งก็ถูกกลั่นแกล้ง พ่อกับแม่ก็ไม่ใส่ใจข้านัก แต่พอมาอยู่กับท่านที่นี่ข้ากินอิ่มนอนหลับ ท่านยังดูแลข้าดีกว่าญาติพี่น้องที่ข้าเคยมี แล้วยังสอนหลายสิ่งหลายอย่างที่ข้าไม่เคยรู้มาก่อนด้วย”เมื่อพูดจบ เด็กชายก็ยิ้มด้วยแววตาที่มีความสุขเขาััได้ถึงความอบอุ่นที่มีอยู่ในบ้านหลังนี้
เฟิงหลี่เฉียงมองดูเด็กชายแล้วก็ยิ้ม“การให้โอกาสคน คือ บุญใหญ่นะ ข้ามีทุกวันนี้ได้ ก็เพราะอาจารย์ทั้งสามคน ให้โอกาสข้าเช่นกัน”เขาไม่ได้เล่าอะไรขึ้น และเด็กชายก็ไม่กล้าถาม
“อีกพักข้าจะสอนให้เ้าอ่านเขียนหนังสือเผื่อจะมีหนทางอื่นให้เ้าได้ไปทำอีก” บัณฑิตหนุ่มพูดต่อ“ข้าไม่อยากให้เ้าต้องทำงานใช้แรงงานเพียงอย่างเดียว เสียดายเวลาและโอกาสแล้วข้าก็อยากจะได้คนมาช่วยแบ่งเบางานอื่นๆ ที่มากกว่าแค่งานบ้านด้วยข้าเป็ผู้ชาย ไม่จำเป็ต้องมีคนมาดูแลอะไรมากมาย”
ในตอนนี้ เฟิงหลี่เฉียงยังตอบไม่ได้ว่าเด็กชายควรจะเรียนอะไร ตอนนี้ขอเพียงแค่ให้ร่างกายของเขาแข็งแรงขึ้นก่อน ถึงตอนนั้นค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สายเกินไป