คุณหญิงตาณโพยมเดินอ้อมลานใต้ถุนหลังบ้านอันเป็อาณาจักรทำขนมมายังระเบียงหน้าบ้าน ตรงนั้นน้องสาวกำลังนั่งทบทวนวิชาเรียนที่โต๊ะตัวโปรดใต้ชายคาร่มรื่น
“อ้าว...มาั้แ่เมื่อไหร่”
เ้าตัวเงยหน้าจากตำรา “อาบน้ำเสร็จเมื่อกี้เองพี่ตาณ”
คนพูดดูสะอาดสดชื่นในชุดเสื้อฮาวายกางเกงครึ่งเข่าสีขาว กระเป๋าผ้าปักวางอยู่เก้าอี้ข้าง ๆ เพราะรู้จักน้องเล็กดีตาณโพยมเขยิบไปรูดซิปเปิดดูข้าวของข้างในแล้วบ่นอุบ
“ชุดใหม่กระเป๋าใหม่ของน้ำหอมอีกล่ะสิ เดี๋ยวเขาได้กรี๊ดบ้านแตก”
“กว่าพี่น้ำหอมจะกลับน้ำว้าก็เก็บเข้าที่เดิมหมดละ ไร้หลักฐานเอาความไม่ได้”
“วันนี้ไปวังอักขระกานต์มาใช่มั้ย”
น้ำว้าไม่ตอบว่ากระไร
“ครั้งนี้ยังไงอีกล่ะ” พี่สาวรู้ทัน
‘เฮ้อ...เ้าหมอกเอ๋ย ชีวิตนี้จะรอดพ้นคุณหญิงรัมภาเพียงพิศไหม’
เสียงเขาก้องดังในความทรงจำที่เ็ป เธอเม้มปากก่อนตอบ “ก็แค่แกล้งคนเล่น”
หลังจากคุณชายธภูมิตะครุบตัวน้องชายไว้อยู่หมัด เธอแล่นลงบันไดไปดึงแขนคุณชายหมอก ได้ตัวเขาขึ้นมาห้องนวลจันทร์ เจรจาพาทีพอควรแก่มารยาทแล้วเธอทูลพระองค์หญิงว่าอยากไปฟังเพลงที่โรงแรมแมนดาริน แต่เป็ผู้หญิงไปคนเดียวค่ำมืดก็ยังไงอยู่ ที่บ้านก็มีแต่พี่น้องหญิง
“พอน้ำว้าปรายตาทางคุณชายหมอกนิดเดียว องค์ย่าน้อยก็รับสั่งให้พาน้องไป” คนเล่าหัวเราะชอบใจ “เจอรับสั่งให้มารับเสาร์หน้า คุณชายเธอหน้างอเหมือนสมัยเด็กหมดมาดทหารกล้าเดี๋ยวนั้นเลย”
“ไปแหย่เขาแบบนั้นทำไม น้ำว้า” เสียงติงหนักใจเพราะพี่สาวใหญ่รู้ความนัยลึกกว่านั้น มีข่าวแว่วว่าคุณชายธเจตไปติดพันนักร้องสาวดาวรุ่งกำลังเนื้อหอมในหมู่หนุ่มสังคมและร้องประจำที่โรงแรมนั้น “แล้วเราจะไปหรือเปล่า”
“หน้าด้านจีบเขาไปด้วยกันงั้นล่ะ ขืนรอก็เป็แม่สายบัวแต่งตัวเก้อ น้ำว้ารู้หรอกเบี้ยวตามเคยอยู่แล้ว”
พี่สาวถอนหายใจเฮือก ค่อย ๆ ปิดตำราเรียกให้น้องฟังสิ่งที่จะพูดจริงจัง “กรณีพี่กับคุณชายธภูมิต่างกับของน้ำว้ากับคุณชายหมอก เรามีโอกาสเรียนรู้กัน ไม่ได้รังเกียจกัน แต่ก็ไม่ได้รักกัน” หยุดอย่างชั่งใจจึงค่อยพูด “ถ้าน้ำว้ารู้สึกยังไงกับ...”
“พี่ตาณ...” น้องสาวทัดทานเสียงอ่อน
“น้ำว้าควรให้โอกาสตัวเอง ให้เขาได้รู้จัก...” มือบอบบางทาบลงหลังมือน้อง “รัมภาเพียงพิศคนนี้ เผื่อบางที...”
“ไม่ค่ะ” เสียงขัดแข็งขึ้น “เขาไม่เปิดใจต่างหากตาเลยปิด”
“เรานี่น้า”
“อ้อ น้ำว้าเจอเปียโนคุณแม่แล้วนะ” น้องสาวเฉไฉเปลี่ยนเื่ “เค้นพี่น้ำหอมแทบแย่กว่าจะยอมเปิดปากว่านายหน้าขายเปียโนไปไว้ไหน”
ตาณโพยมถอนหายใจอีกเฮือก “บ้านไหน”
“เศรษฐีใหม่ น้ำว้าได้งานที่บ้านนั้นด้วย ค่าสอนงามมาก ทีนี้ล่ะจะได้เล่นเปียโนของแม่ทุกเสาร์ด้วย ใจหายคิดถึง”
“เราละก็ดันทุรังตามเคย คุณชนิดออกปากไม่รู้จะกี่ปีแล้ว เขาอยากช่วยเื่เรียนของน้ำว้า ไม่จำเป็ต้องทำงานพิเศษ”
คุณน้าน้ำว้าทอดสายตายังสลักคุณ หลานชายวัยกำลังซนวิ่งกระปุ๊กลุกเสียงแจ้วเติมบรรยากาศร่าเริงสดใสอยู่ในสนามหญ้าเล็กๆ หน้าบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้นกะทัดรัด ถัดขึ้นไปข้างประตูรั้วเป็คูหาซึ่งพี่เขยกับช่างต่อเติมเป็หน้าร้านขนม
“พี่ตาณมีสลักคุณแล้ว น้ำว้าไม่เบียดเบียนเอาของหลานหรอก แค่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในวัง ช่วยค่าใช้จ่ายส่วนตัวคุณพ่อ พี่ตาณก็เต็มมือจะแย่ แค่งานเดียวเองอาทิตย์ละสองชั่วโมง อึดอีกหน่อยน้ำว้าเรียนจบก็เบาขึ้นแล้ว”
ตาณโพยมได้แต่ส่ายศีรษะกับความดื้อของน้อง ขณะอีกฝ่ายเห็นใจพี่สาวและเห็นน้ำใจพี่เขย ภรรยาขายขนมมีกำไรแทนที่จะได้ใช้เสริมสร้างครอบครัวใหม่หรือซื้อความสุขสบายกลับนำไปค้ำจุนครอบครัวเดิมเกือบหมด สามีก็ไม่ปริปาก
แรกทีเดียวท่านชายสลักพันธ์ทรงทำราชการทว่าไม่ยั่งยืนเนื่องด้วยพระสุขภาพมิสู้แข็งแรง แต่ก็เห็นเสด็จนานาสโมสรได้คล่องแคล่วกระปรี้กระเปร่าดี สมาคมของท่านกว้างขวาง รับสั่งว่าต้องตามโลกให้ทันและค่าตามโลกให้ทันของท่านแพงเสมอ ทรงหยิบจับการค้าที่ดูโก้ลงทุนธุรกิจที่กำลังเฟื่องตามแต่พรรคพวกเพื่อนฝูงจะแห่พาไปโดยไม่ได้ทรงมีประสบการณ์ความรู้รอบด้านในกิจการนั้นๆ หรือเข้าพระทัยเื่ทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตามความเป็จริง ทรงทำการค้าแบบเ้าใหญ่นายโต เงินลงทุนไม่งอกเงยมีแต่จมหาย ที่ไม่เคยยอมจมคือพระองค์เองอย่างภาษาชาวบ้านว่าหน้าใหญ่จมไม่ลง สิ่งที่ทรงนิยมไม่ใช่การทำงานจริงจังเพื่อบำรุงเลี้ยงชีพ หากแต่ชมชอบการสังสรรค์ในหมู่สหายที่ป้อยอยกท่าน ส่วนลูกสาวใหญ่กับลูกเขยไม่ว่าจะช่วยเหลือทางตรงพยุงทางอ้อมเยี่ยงไรก็ยังเป็เพียงพ่อค้าแม่ขายในสายพระเนตร
“แล้วนี่น้ำหอมไปไหน รู้ไหม” พี่ใหญ่ถาม
“หมดเงินจะถลุงก็กลับมาเอง”
“เป็ผู้หญิงไม่กลับมานอนบ้านน่าเป็ห่วง”
น้องเล็กบุ้ยปาก “ขายเปียโนได้พี่น้ำหอมไปเพลินแล้ว เครื่องสำอางใหม่เป็กองพะเนินแน่”
“เสียดายตังค์” พี่คนโตพึมพำ
“ชิ้นไหนพอว่าแต่เปียโนคุณแม่ ใจคอพี่น้ำหอมขายลง”
คุณหญิงวิมุขมาศหมุนปากกาในมือ เธอเองก็นำของในวังไปปล่อยเพื่อประคองความเป็อยู่ แต่จำเพาะที่จำเป็เท่านั้น ของที่มีคุณค่าทางใจแตะต้องไม่ลง แต่พี่สาวรองไม่ละเว้นเช่นนั้น เปียโนเป็ของรักของคุณแม่และเป็ชิ้นที่ท่านพ่อทรงห้ามกับเ้าตัวไว้แล้วยังแอบขายเสียได้
“จะหมดบ้านแล้ว เฮ้อ...ดีเหมือนกัน เวลาปล่อยแต่ละชิ้นรู้สึกเหมือนแบกหน้าไปขายด้วย ขายทีหนังหน้าลอกทีละชั้น ขายจนหน้าสึกถึงกระดูกเห็นลูกกะตาโบ๋เป็ผีกะโหลกแล้วเนี่ย”
คนพูดถ่างนิ้วแหกตาถลน คนฟังขำคิกคัก แล้วสองพี่น้องก็หัวเราะไปด้วยกัน
น้ำว้ากลับไปสนใจตำราต่อ ตาณโพยมมองพิศผิวใสอ่อนของน้องแล้วไม่วายนึกเห็นเป็เด็กเล็ก ๆ ชอบพูดเล่นเรื่อยเปื่อย ความตกต่ำยังล้อเป็เื่ชวนหัวเรียกเสียงหัวเราะได้ทั้งที่ะเืใจทุกครั้งเมื่อพบของรักกระจัดพลัดพรายไปอยู่ที่อื่น แต่เธอรู้ดีว่าน้ำว้ามีสมุดเล่มเล็กไว้จดชื่อสิ่งของที่ขายออกจากวังวิมุขมาศเฉพาะชิ้นที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันมีค่า คอยสืบเสาะว่าชิ้นใดตกอยู่ที่ไหน หลังเรียนจบจะเก็บเงินไล่ซื้อคืนจากรายชื่อล่างขึ้นบน ดังนั้นเปียโนซึ่งเป็ชิ้นรักจึงอยู่ลำดับท้ายและเป็อันดับแรก ๆ ที่หมายใจจะนำกลับมาให้ได้ พี่ใหญ่คนเดียวรู้ว่าน้องเล็กขี้เล่นเป็คนละเอียดอ่อนกับความทรงจำเพียงใด
“น้ำว้า คืนนี้นอนเป็เพื่อนพี่กับหลานไหม คุณชนิดไปติดต่อซื้อข้าวที่นคร์ ขาลงจะแวะเพชรบุรีซื้อน้ำตาลโตนด น้ำตาลมะพร้าว มะพร้าวน้ำหอม ลูกตาล ให้พี่อย่างเคยของเขา มะรืนถึงกลับ”
ดวงหน้าใสยิ้มกว้าง “ดีเลย ี้เีกลับไปฟังท่านพ่อ พักนี้ชอบลากตำนานเก่าเรากับวังโน้นมาสุมใส่หัว”
“จ้ะ เดี๋ยวพี่ทำของอร่อยให้ทาน จะได้มีแรงดูตำรา”
น้องรวบเอวพี่สาวมากอด “รักพี่ตาณจังเลย”
น่าแปลกที่ร่างอรชรเนื้อตัวนุ่มอ่อนกลับให้ความรู้สึกแกร่งดุจกำแพงกางกั้นให้อุ่นใจ ตาณโพยมยกแขนโอบน้องรับรู้ได้ทันที แม้นน้ำเสียงกับกิริยาจะอ้อนไม่ต่างจากเด็ก ๆแต่แรงกอดรัดและแก้มที่แนบใต้อกฟ้องว่ามีความในใจลึกซึ้งกว่าเื่เปียโนของแม่ ไปวังอักขระกานต์วันนี้ต้องเจอเื่ซึ่งไม่ยอมถ่ายทอดเป็คำพูดตรงๆ น้ำว้ามีวิธีบอกเล่ากับเธอด้วยััจากใจถึงใจเช่นนี้เสมอ
เธอขยี้หัวน้องเบาๆ เ้าตัวเงยหน้าส่งยิ้มทะเล้น
“จะเป็คุณหมออยู่แล้ว ยังมาประจบกิน”