ครึ่งชั่วโมงต่อมา หานเลี่ยทรุดลงกับพื้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วง หมดสิ้นเรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง
"ในที่สุดข้าก็โค่นสัตว์อสูรระดับสองได้แล้ว" หานเลี่ยอุทานด้วยความตื่นเต้น
ครูฝึกหลินพร้อมด้วยคนอื่น ๆ เดินเข้ามา ครูฝึกหลินกล่าวด้วยความพึงพอใจ "ไม่เลวเลย ท้ายที่สุดเ้าก็ไม่ทำให้ผู้เยาว์ตระกูลหานต้องเสียหน้า"
"ตอนนี้เ้าคงรู้แล้วสินะว่าสัตว์อสูรระดับสองไม่ได้น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือการขาดจิตใจที่มุ่งมั่นของพวกเ้าเอง"
"หากไร้ซึ่งจิตใจที่มุ่งมั่นอย่างแรงกล้า พวกเ้าก็จะกลัวพวกมันตลอดไป ภายหน้าย่อมยากที่จะแสดงพลังที่แท้จริงออกมา"
"เดิมทีด้วยระดับพลังและความสามารถของเ้า เ้าควรจะจัดการลิ่นเกราะทองตัวนั้นได้ภายในสามกระบวนท่า ทว่าท้ายที่สุดเ้ากลับถูกลิ่นเกราะทองไล่ล่า จนได้รับาเ็สาหัส"
"ถึงแม้สุดท้ายแล้วเ้าจะก้าวข้ามอุปสรรคไปได้ แต่ก็มีาแปกคลุมไปทั่วทั้งตัว ทำให้เ้าต้องต่อสู้อยู่นานสองนาน ถึงจะเอาชนะลิ่นเกราะทองตัวนั้นได้ในท้ายที่สุด"
หานเลี่ยพยักหน้าซ้ำ ๆ "ขอบคุณครูฝึกหลินที่ชี้แนะ หากต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับสองอีกครั้ง บัดนี้ข้ามั่นใจแล้วว่าข้าจะไม่อยู่ในสภาพน่าอับอายเช่นนั้นอีก"
"หากข้าเจอกับลิ่นเกราะทองอีกทั้ง ข้าจะต้องสังหารมันได้ภายในสิบกระบวนท่าอย่างแน่นอน"
หานหลินและคนอื่น ๆ ทั้งกังวลระคนอิจฉา
ครูฝึกหลินเหลียวมองไปรอบ ใบหน้าผุดรอยยิ้มพิลึกขึ้นมา "วางใจ พวกเ้าล้วนหนีไม่พ้น"
ถัดจากนั้น ทุกคนล้วนต้องผ่านการต่อสู้คนแล้วคนเล่าดังคาด ที่พวกเขาเผชิญหน้าล้วนเป็สัตว์อสูรระดับสอง เพียงแต่พวกมันส่วนใหญ่ล้วนอยู่ระดับเดียวกับลิ่นเกราะทอง ความแข็งแกร่งอยู่ระดับล่างในบรรดาสัตว์อสูรระดับสอง
ในหมู่พวกเขา หานหรงและหานเจิ้งต่อสู้ได้ยอดเยี่ยมที่สุด ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ที่เปิดเส้นลมปราณที่สองแล้ว พวกเขาต่อสู้ได้คล่องแคล่วกว่าหานเลี่ยไม่น้อย
แม้จะเป็เช่นนั้น ทั้งสองคนก็ยังได้รับาเ็มาบ้างเช่นกัน
ผู้ที่ยังไม่ผ่านการต่อสู้จนถึงตอนนี้ เหลือเพียงหานหลินกับหานเฟิงแล้ว
ในไม่ช้า ทุกคนก็ได้พบกับสัตว์อสูรระดับสองอีกตัวนึ่ง
เป็งูหมาป่าละโมบตัวหนึ่ง
ครูฝึกหลินอธิบาย "งูหมาป่าละโมบเป็สัตว์อสูรที่ชอบกินหมาป่า งูหมาป่าละโมบโตเต็มวัยมีพละกำลังของสัตว์อสูรระดับสาม งูหมาป่าละโมบบางส่วนสามารถพัฒนาได้ พวกมันมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็สัตว์อสูรระดับสี่ได้"
"งูหมาป่าละโมบโตเต็มวัยมีความยาวสิบเมตร งูหมาป่าตัวนี้มีความยาวเพียงแปดเมตร ดังนั้นเห็นได้ชัดว่ามันยังไม่โตเต็มวัย จัดเป็สัตว์อสูรระดับสอง"
"เพียงแต่งูหมาป่าละโมบตัวนี้ควรนับเป็ผู้แข็งแกร่งในหมู่สัตว์อสูรระดับสอง พลังของมันไม่ด้อยไปกว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เปิดเส้นลมปราณที่สามแล้ว บางทีมันอาจแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต่อกรกับผู้ฝึกยุทธ์ที่เปิดเส้นลมปราณที่สี่ทีเดียว"
"หานหลิน งูหมาป่าละโมบตัวนี้ข้ายกให้เ้าแล้ว"
"ขอรับ!"
หานหลินเดินออกไปด้วยจิติญญาแห่งการต่อสู้ล้นเปี่ยม
หานหลินสมกับเป็อัจฉริยะที่ตระกูลหานให้ความสำคัญเป็พิเศษ เมื่อเผชิญหน้ากับงูหมาป่าละโมบ หานหลินรู้สึกไม่สบายใจเพียงครู่หนึ่งเท่านั้น จากนั้นเขาก็กลับสู่สภาวะปกติ ก่อนที่งูหมาป่าละโมบจะลงมือจู่โจม หานหลินก็เป็ฝ่ายลงมือเสียก่อน
"กงเล็บสยบนิ่ง!!"
กรงเล็บสยบนิ่งของเขาสำเร็จขั้นเล็กแล้ว ใกล้จะสำเร็จขั้นสมบูรณ์แล้ว ผนวกกับกำลังภายในสี่เส้นลมปราณของหานหลินที่ปะทุออกมาในคราวเดียวกัน พลันบังเกิดเสียงดังฟึ่บฟั่บไปทั่วทั้งบริเวณ
ทันใดนั้นหางของงูหมาป่าละโมบก็พุ่งเข้ามาโจมตี จากนั้นฉากที่ทำให้เด็กหนุ่มตระกูลหานต้องตกตะลึงก็เกิดขึ้น หานหลินบิดตัวกลางอากาศหลบการโจมตีของงูหมาป่าละโมบไปได้อย่างหวุดหวิด จากนั้นหานหลินก็โต้กลับงูหมาป่าละโมบอย่างแรง
ภายในพริบตา เืสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งบริเวณ!
งูหมาป่าละโมบส่งเสียร้องแหลมหูด้วยความเ็ปออก ร่างกายอันใหญ่โตของมันกระตุก หางของงูหมาป่าละโมบทั้งหางถูกหานหลินสับเป็ชิ้น ๆ
หานหลินไม่ปล่อยให้เสียโอกาสไปแม้แต่น้อย ถือจังหวะที่งูหมาป่าละโมบกำลังเ็ป เขาใช้กรงเล็บสยบนิ่งโจมตีไปที่หัวของงูหมาป่าละโมบอย่างรวดเร็ว
งูหมาป่าละโมบรับรู้ได้ถึงวิกฤติร้ายแรง รีบส่ายหัวเพื่อหลบในทันที ทว่ามือซ้ายของหานหลินยื่นออกไปกำท้องที่กำลังบิดพล่านของงูหมาป่าละโมบเอาไว้แล้ว ดึงงูหมาป่าละโมบกลับมาในทันใด
จากนั้น หานหลินเพ่งกำลังภายในทั้งหมดไปที่กรงเล็บขวาของเขา กรงเล็บของหานหลินแทงทะลุผ่านหัวงูหมาป่าละโมบในบัดดล งูหมาป่าละโมบตายในทันที
เด็กหนุ่มทุกคนต่างก็อ้าปากค้าง พละกำลังของหานหลินแข็งแกร่งเกินไปแล้ว
พวกเขาใช้เวลาอยู่เป็นานกว่าจะจัดการสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาสัตว์อสูรระดับสองได้สำเร็จ สุดท้ายแล้วยังได้รับาเ็กลับมา
กลับนึกไม่ถึงว่าหานหลินจะเอาชีวิตของงูหมาป่าละโมบได้ในพริบตา งูหมาป่าละโมบตัวนี้ยังเป็ผู้แข็งแกร่งอันดับต้น ๆ ในบรรดาสัตว์อสูรระดับสอง
ก่อนหน้านี้พวกเขายังคิดว่ากำลังภายในของหานหลินแข็งแกร่งมากแล้ว ตอนนี้เด็กหนุ่มเหล่านี้ถึงได้พบว่าจิตใจมุ่งมั่นของพวกเขาก็แตกต่างจากจิตใจมุ่งมั่นของหานหลินมากเช่นกัน เมื่อรวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน ระยะห่างระหว่างพวกเขาจึงใหญ่โตเกินไป
หานเฟิงเลิกคิ้ว "หานหลินมาไกลกว่าความคาดหวังของข้าจริง ๆ บางทีการพัฒนาตระกูลหานในภายภาคหน้าต้องพึ่งพาหานหลินแล้ว"
"เพียงแต่ข้าก็ไม่ได้ย่ำแย่เช่นกัน" หานเฟิงตื่นเต้นเป็อย่างยิ่ง ถัดจากนี้ก็ถึงคราวของเขาแล้ว
อีกทางด้านหนึ่ง หานหย่งซิ่งเผยสีหน้าตื่นเต้นระคนยินดี "ตอนที่ข้าสู้กับสัตว์อสูรเป็ครั้งแรก ข้ายังไม่สงบเช่นนี้ บุคลิกของหานหลินไม่เลวจริง ๆ "
"หากมีเคล็ดวิชาที่เหมาะสม หานหลินจะข้ามผ่านท่านผู้นำตระกูลไปได้นั้นไม่ใช่เื่เป็ไปไม่ได้เสียทีเดียว"
"น่าเสียดายเคล็ดวิชาของตระกูลหานระดับขั้นไม่สูงนัก"
หลินต๋าเอ่ยยิ้ม ๆ "นี่หาได้สำคัญไม่ ครึ่งปีให้หลังจะมีเื่อะไร ท่านลืมไปแล้วหรือ? "
หานหย่งซิ่งยกมือขึ้นตบหน้าผากตนเอง "ข้าเกือบลืมไปแล้ว ครึ่งปีให้หลังสำนักเสวียนิจะมาเสาะหาคนที่นี่ หากพวกเขาสังเกตเห็นหานหลิน อนาคตอย่างน้อยเขาก็จะอยู่ในขั้นมนุษย์สิบสองดารา กระทั่งว่าอาจทะลวงเข้าสู่ขั้นล้ำลึกก็เป็ได้"
หากคนผู้หนึ่ง้าจะทะลวงข้ามขอบเขต ระดับความสามารถในการฝึกยุทธ์นั้นสำคัญมาก นิสัยและบุคลิกก็สำคัญมากเช่นกัน
สิ่งเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยเหลือในการเพิ่มพูนโอกาสให้คนผู้หนึ่งสามารถทะลวงข้ามขอบเขตได้อย่างมาก
ระดับความสามารถในการฝึกยุทธ์ของหานหลินคือขั้นต่ำระดับห้า ไม่สูงและไม่ต่ำ ทว่าบุคลิกและจิตใจมุ่งมั่นของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ที่อยู่ในขั้นต่ำระดับสาม เมื่อรวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันแล้ว ขอเพียงมีโอกาสที่เหมาะสม เขาย่อมมีโอกาสห้าสิบในหนึ่งร้อยที่จะสามารถทะลวงผ่านขั้นล้ำลึกได้
อีกทั้งโอกาสที่เหมาะสมนี้ ก็คือเคล็ดวิชา
หากไม่มีเคล็ดวิชาที่ดี พร์สูงส่งเพียงใดก็เปล่าประโยชน์
อย่างเช่นว่าเคล็ดวิชาขั้นมนุษย์ชั้นต่ำ อย่างมากที่สุดก็ทำให้ท่านมีระดับพลังขั้นมนุษย์สี่ดาราได้ หาก้าก้าวหน้าต่อไป ก็ต้องใช้เคล็ดวิชาที่สูงกว่านั้น หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องพัฒนาเคล็ดวิชาขึ้นด้วยตนเอง
เคล็ดวิชาที่ทรงพลังที่สุดที่ตระกูลหานอยู่เพียงขั้นมนุษย์ชั้นสูงเท่านั้น
กล่าวกันตามหลัก คนตระกูลหานอย่างมากก็ฝึกปรือจนถึงขั้นมนุษย์เก้าดาราเท่านั้น ทว่าหานอวี้พัฒนาเคล็ดวิชาขึ้นเองหลังจากศึกษามาหลายปี แม้เคล็ดวิชาของตระกูลหานไม่สามารถเทียบได้กับเคล็ดวิชาขั้นมนุษย์ชั้นสูงสุด เคล็ดวิชานี้ก็ทำให้หานอวี้ทะลวงข้ามขั้นจนถึงขั้นมนุษย์สิบดาราได้ เพียงแต่ระดับพลังของเขากลับหยุดอยู่เพียงเท่านั้น
นี่เป็เหตุผลว่าเหตุใดตระกูลที่ได้รับการสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน จึงมีอัจฉริยะมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นภายในระยะเวลาสั้น ๆ ระดับพลังของพวกเขาก็ไปถึงขอบเขตที่ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ไม่อาจฝันถึง
เหตุผลคือเพราะตระกูลใหญ่เหล่านี้สืบทอดต่อกันมานานหลายปี พวกเขาจึงมีเคล็ดวิชาชั้นสูงมากมาย
เฝินหลีเอ่ยด้วยความอิจฉา "สำนักเสวียนิเป็สำนักระดับล้ำลึก ข้าได้ยินว่าอีกไม่กี่ปีมีความเป็ไปได้สูงว่าพวกเขาจะได้เลื่อนระดับขึ้นไปอีกขั้น สำนักเสวียนิมียอดฝีมือมากมาย ข้างนอกเล่าลือกันว่าเพียงแค่ยอดฝีมือขั้นล้ำลึกสิบสองดาราก็เกินกว่าสิบคนขึ้นไปแล้ว"
"ในสำนักเช่นนี้ ย่อมไม่ขาดแคลนเคล็ดวิชาและวิทยายุทธ์ขั้นล้ำลึก"
"น่าเสียดายพวกเราไม่มีเคล็ดวิชาเช่นนั้น ไม่อย่างนั้นตอนนี้พวกเราอาจถึงขั้นมนุษย์ระดับปลายแล้ว แม้กระทั่งขั้นมนุษย์ระดับสูงสุดก็ไม่ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้"
หานหย่งซิ่งตบบ่าไหล่เฝินหลีแล้วถอนหายใจ "รอหานหลินกลับมาหลังจากเรียนวิชาสำเร็จแล้ว เ้ายังจะกังวลว่าพวกเราจะไม่มีเคล็ดวิชาขั้นสูงอีกหรือ? "
"ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่หวังว่าจะสามารถทะลวงไปถึงขั้นล้ำลึก หวังแค่เพียงว่าในชั่วชีวิตของข้าจะได้มีเคล็ดวิชาขั้นล้ำลึก ทะลวงเข้าสู่ขั้นมนุษย์ระดับสูงสุด เท่านั้นข้าก็พอใจแล้ว"