………
อานนท์เก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวของเขาเรียบร้อยแล้ว เขาเดินไปลาพี่ผู้จัดการที่ยืนรอเขาอยู่ที่ตรงหน้าประตูบ้านหลังใหญ่ อานนท์คืนกุญแจบ้านทั้งหมดที่เขาถือไว้ให้แก่ผู้จัดการพร้อมกับบอกว่า
“ผมลาล่ะนะครับพี่ สวัสดีครับ” อานนท์ยกมือไหว้พี่ผู้จัดการคนนั้น เขารับไหว้และพยักหน้าให้อานนท์
“เอ่อ…จริงสิ!! กุญแจบ้านอันที่เป็ประตูหลัง ผมปั๊มเอาไว้ให้กับสุภัทราไปหนึ่งดอกนะครับ แล้วผมจะบอกเธอเอามาคืนให้ก็แล้วกันนะครับพี่” อานนท์เพิ่งนึกขึ้นมาได้ถึงเื่กุญแจ
“อ๋อ…ไม่ต้องเอามาคืนหรอกนะ คุณหนูเขาให้ช่างมาทำกุญแจประตูใหม่หมดทุกบานน่ะ ไม่จำเป็หรอกเื่กุญแจน่ะ และนี่เงินเดือนของนายสามเดือน ฉันคิดให้เรียบร้อยแล้วนะนายไปได้เลย โชคดีล่ะ” พี่ผู้จัดการออกปากไล่และส่งซองใส่เงินเดือนให้กับอานนท์
“เอ่อ…อย่างนั้นหรือครับ!?” อานนท์รับเงินเดือนครั้งสุดท้ายของเขามาถือในมือแล้วกำไว้อย่างแน่น ก่อนที่ตัวเขาจะเดินคอตกกลับออกไป
………….
อานนท์เดินออกมาจากบ้านหลังใหญ่นั่นอย่างคนหมดเรี่ยวแรง ในตอนนี้เขาไม่มีหน้าไปหาสุภัทราที่บ้านเลย เขาเดินกำซองใส่เงินเดือนของเขาไปอย่างแน่น แล้วก็พาตัวเองเดินกลับไปยังห้องเช่าของเรไรด้วยความคิดที่กำลังยุ่งเหยิงอยู่ข้างในหัวสมองของเขาเวลานี้ยิ่งนัก มันช่างว่างเปล่าและเลื่อนลอยเสียจริง ๆ อานนท์ตัดสินใจเดินไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็มาถึงยังหน้าประตูห้องเช่าของเรไรเสียแล้ว ที่ในตอนนี้ไม่มีคนอยู่เพราะว่าเรไรไปคลอดลูกอยู่ที่โรงพยาบาล เขาจึงไปอยู่ที่นั่นก่อน
‘อยู่ที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน เผื่อหางานใหม่ได้แล้วค่อยไปบอกกับภัทรว่าเปลี่ยนงานใหม่ ถึงยังไงเราก็ยังไม่กล้าไปบอกกับเธอเื่นี้หรอก…จะเอายังไงดีเนี่ย?’
อานนท์โยนกระเป๋าใส่เสื้อผ้าของตนไว้ที่กลางบ้าน เขามองดูห้องว่าง ๆ ที่มีแค่พัดลมกับที่นอนหมอนมุ้งแล้วก็เสื้อผ้าแค่ไม่กี่ชุดของเรไร
‘นี่ฉันยังไม่ได้ซื้อของใช้และที่นอนของเด็กเลยนี่นา แล้วไหนจะผ้าอ้อมอีก?’
อานนท์นึกทบทวนและเขาก็หยิบซองเงินเดือนของเขามาเปิดดู ในนั้นมีเงินอยู่ 15,000 บาทเงินเดือนของอานนท์เมื่อยี่สิบปีที่แล้วได้เดือนละ 5,000 บาท ซึ่งเยอะพอสมควรเพราะค่าแรงขั้นต่ำจะอยู่ที่วันละ 133 บาท เดือนหนึ่ง ๆ เขาจะได้เงินเดือน 3,990 บาท อานนท์หยิบกระเป๋าสตางค์ของเขามาเปิดดู หนึ่งในจำนวนนั้นมีเงินจำนวน 3,000 บาทที่สุภัทราได้หยิบยื่นให้แก่เขามาใช้จ่ายเื่ค่าคลอดลูกของเรไร กับจำนวนเงินของตัวเองที่มีอยู่แล้วในกระเป๋าอีกแค่ไม่กี่พันบาท อานนท์นั่งนิ่งและเหม่อลอยอยู่ในห้องนั้นอย่างคนที่คิดอะไรไม่ออก เขาล้มตัวลงนอนบนพื้นอย่างไม่ได้สนใจอะไรและปล่อยเวลาให้มันผ่านไปแบบนั้น…
……………..
นานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้…อานนท์ค่อย ๆ ลุกขึ้นมานั่งแล้วตั้งสติใหม่อีกรอบ เขามองที่นาฬิกาข้อมือของตนว่าตอนนี้มันเป็เวลาเท่าไหร่กันแล้ว
“เพิ่งจะ 11.05 น. เองหรือนี่? ยังไม่เที่ยงเลยนี่นา แล้วฉันจะต้องนอนอยู่แบบนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่กันนะ?” อานนท์ถามตัวเองเพราะว่าเขาในตอนนี้…มันว่างงานและไม่รู้จะทำอะไรนี่นา
และแล้วอานนท์ก็ต้องลุกขึ้น เพื่อดูว่าภายในห้องเช่าแห่งนี้นั้นมันมีอะไรที่พอจะให้เขาทำได้บ้าง? ภายในห้องยังไม่มีแม้แต่หม้อหุงข้าวสักใบเลย มีแต่เสื้อผ้าที่ยังไม่ได้ซักของเรไรกับเสื้อผ้าในกระเป๋าของเขา อานนท์ตัดสินใจออกไปข้างนอกเพื่อที่จะไปหาซื้อของใช้เด็กอ่อนที่นอนของทารกกับมุ้งครอบกันยุงให้แก่ลูกสาวคนเล็กของเขา คิดได้ดังนั้นเขาก็เลยออกไป
อานนท์หาซื้อข้าวของและเครื่องใช้ของเด็กอ่อนซึ่งในเวลานี้เขาหอบข้าวของจนดูพะรุงพะรังเป็อย่างมาก ในเมื่ออานนท์ได้สิ่งของครบตามที่เขา้าแล้ว ก็เลยนำกลับมาเก็บไว้ที่ห้องเช่าของเรไรก่อน ในเวลานี้ก็เป็เวลาบ่ายโมงกว่า ๆ ไปแล้ว แต่อานนท์ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปอีกดี เขาก็เลยไปขนเอาเสื้อผ้าที่ยังไม่ได้ซักของเรไรมาซักเสียเลย คราวนี้…อานนท์ก็ได้ทำงานบ้านและซักผ้า ซึ่งมันทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่ได้ว่างงานอยู่ในตอนนี้นั่นเอง
หลังจากที่หาทำงานภายในบ้านจนเสร็จแล้ว เวลาก็ผ่านไป…นี่ก็บ่ายสามโมงครึ่งแล้ว อานนท์จึงไปอาบน้ำแล้วแต่งตัวเพื่อที่จะไปยังโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมเรไรและลูกสาวคนเล็กของเขา
…………..
ทับทิมไปโรงเรียนอีกแค่วันเดียวก็จะปิดเทอมแล้ว ซึ่งตัวทับทิมเองก็ให้รู้สึกชอบใจเป็อย่างมากเพราะว่าเธอนั้นจะได้อยู่กับแม่ของเธอตลอดทั้งวันนั่นเอง ในวันนี้ของทับทิมตอนนั่งรถโรงเรียนกลับมายังที่บ้านเธอจึงดูร่าเริงกว่าทุกวันเป็ไหน ๆ
“ยิ้มอะไรใหญ่เลยทับทิม? มีเื่อะไรดี ๆ อย่างงั้นเหรอ?” ชัชวาลพี่ชายของสายชลทักทายทับทิมตอนที่นั่งอยู่ในรถของโรงเรียน
“ก็…ั้แ่วันพรุ่งนี้โรงเรียนก็จะปิดเทอมแล้วยังไงล่ะพี่ชัช หนูก็ดีใจน่ะสิ” ทับทิมพูดอย่างภูมิใจนำเสนอเป็อย่างที่สุด
“อ๋อ…แสดงว่าทับทิมไม่อยากมาโรงเรียนอย่างนั้นเองหรือเนี่ย?”
“ไม่ใช่ค่ะ…พี่ชัช หนูแค่จะบอกว่า…แม่กับหนูน่ะ…จะได้อยู่ที่บ้านกันตลอดทั้งวันยังไงล่ะคะ หนูจะได้กอดแม่ทั้งวันเลยด้วย ดีใจจัง!!” ทับทิมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
ชัชวาลมองทับทิมที่อารมณ์ดีเป็พิเศษเพราะเขาเห็นว่าทับทิมนั้นดูมีความสุขอย่างมากโดยสังเกตเห็นจากท่าทางของเธอ แล้วชัชวาลเองก็อยากจะมีความสุขแบบนั้นบ้างเหมือนกันกับทับทิมในตอนนี้
…………
สามวันผ่านไป
วันนี้อานนท์ไปหาเรไรที่โรงพยาบาลเร็วขึ้น เพราะเรไรบอกว่าวันนี้คุณหมอบอกให้กลับบ้านได้แล้ว เขาจึงไปรับเรไรและลูกสาวคนเล็กกลับ เรไรดีใจที่จะได้กลับไปยังห้องเช่าเล็ก ๆ นั่นพร้อมกับลูกสาวของเธอ
อานนท์ยังไม่ได้บอกกับเรไรเื่ที่เขาโดนไล่ออกจากงาน เพราะคิดว่าเดี๋ยวค่อยมาบอกตอนที่พาเรไรกลับมาที่บ้านจะดีกว่า หรือไม่ก็หางานใหม่ให้ได้เสียก่อนและไม่ต้องบอกเลยก็ได้ อานนท์เขาคิดแบบนั้นอย่างน้อยในตอนนี้เขาก็ยังพอมีเงินทุนไว้กินไว้ใช้ไปก่อนนี่นา
พอเรไรกลับมาถึงที่ห้องเช่าของเธอ เรไรก็เห็นว่าภายในห้องนั้นมีที่นอนของเด็ก และข้าวของเครื่องใช้ของเด็กทารกที่ยังเป็ของใหม่ ๆ หล่อนคิดว่าอานนท์คงเพิ่งจะไปซื้อมาอย่างแน่นอน เรไรรู้สึกดีใจเป็อย่างมากที่อานนท์ดูแลเอาใจใส่ในตัวของเธอและลูกน้อยในเวลานี้อย่างที่สุด เพราะหล่อนขาดความรักความอบอุ่นจากครอบครัวที่บ้านของตัวเองมานานมากแล้ว ขนาดผู้ที่เป็แม่แท้ ๆ ของเธอยังไม่เคยจะสนใจไยดีในตัวของเธอเลยนี่นา
แถมภายในห้องก็ดูสะอาดตาเสื้อผ้าของหล่อนที่อยู่เคยในตะกร้าผ้าก่อนไปคลอดลูกที่โรงพยาบาล อานนท์ก็เอาไปซักเสียหมดสิ้น เรไรคิดไม่ถึงว่าอานนท์จะมาดูแลเธอและลูกสาวอย่างจริงจังแบบนี้มาก่อน นี่คงเป็โชคดีของหล่อนแล้วจริง ๆ สินะ เพราะนอกจากที่หล่อนจะเป็แค่เมียน้อยของเขาแล้ว ก็ไม่มีข้อไหนเลย…ที่ไม่ดีของอานนท์ในสายตาของเรไรในตอนนี้เลยทีเดียว
เรไรค่อย ๆ วางลูกสาวของเธอลงบนที่นอนอย่างเบามือ เพราะหนูน้อยนั้นได้หลับไปแล้ว เรไรนำผ้าขนหนูมาห่มให้กับลูกสาวตัวน้อยเพื่อให้อบอุ่น หล่อนค่อย ๆ หยิบจับข้าวของเครื่องใช้ของเด็กทารกที่อานนท์ซื้อมาอย่างทะนุถนอม เธอมีความสุขอย่างมากมายในมุมมองของตัวเอง อานนท์นั่งมองหน้าลูกสาวตัวน้อยของเขาแล้วก็บอกกับเรไรว่า
“ในตอนนี้…พี่ตกงานแล้วนะเรไร แต่พี่ก็ว่าจะลองไปหางานที่อื่นดู แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้งานในเร็ววันนี้หรือเปล่า?”
“อะไรนะพี่!! ทำไมล่ะ? มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่?” เรไรงงไปหมดแล้ว หล่อนไม่เข้าใจว่าทำไมอานนท์ถึงต้องตกงาน
“เ้านายของพี่เขารู้เื่ของเราแล้ว เขาไม่ชอบใจน่ะ เลยไล่พี่ออกจากงาน แต่เขายังใจดีให้เงินเดือนมาล่วงหน้าเป็ค่าจ้าง เพื่อจ้างให้พี่ออกจากงานตั้งสามเดือนเลยนะ” อานนท์แกล้งพูดให้เรไรอารมณ์ดี แต่ดูเหมือนว่าเรไรจะไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นัก
“อะไรกัน!? อยู่ดี ๆ มาให้ออกจากงานได้ยังไงกัน? แถมเื่ที่ให้ออกก็ไม่ได้เกี่ยวกับงานที่พี่ทำเลย มันจะไม่ทำกันเกินไปหรอกหรือ? พี่ยอมเข้าไปได้ยังไงกัน? เป็ฉันจะไม่ยอมหรอกนะ เราไปฟ้องกรมแรงงานกันดีไหมพี่?” เรไรพูดเหมือนกับแม่ของเธอไม่มีผิด เหมือนกันตรงที่ชอบฟ้อง และคิดจะเอาเื่ผู้อื่นแบบนี้
“ไม่ใช่ว่าจะไม่เกี่ยวกันเลยนะ คุณหนูเขาก็มีเหตุผลของเขา…เราอย่าไปยุ่งกับเขาเลย เขาเป็คนมีเงิน มีฐานะและเผลอ ๆ เขาอาจจะมีอำนาจด้วยก็ได้ แล้วพวกเราจะแย่เอานะถ้าคิดไปวุ่นวายกับเขาเข้า” อานนท์เอาจดหมายที่พี่ผู้จัดการให้มาเขาวางให้เรไรดู
“คุณหนูเขาเป็คนที่อ่อนไหวต่อเื่พวกนี้น่ะ แล้วอีกอย่างเขาใจดีกับพวกคนงานของเขาทุกคน แต่…ไม่ยินดีและไม่ชอบคนที่ทำผิดศีลธรรมเ้าชู้ทำตัวทิ้งลูกทิ้งเมียแบบพี่” อานนท์พูดไปคอของเขาก็ก้มต่ำลง
“เอ่อ…ถ้าอย่างนั้น!? ฉันก็มีส่วนผิดด้วยสิ?” เรไรดูอึดอัดจากเื่ที่เกิดขึ้นนี้
“ที่จริงเราก็ผิดด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ แต่ไม่เป็ไรหรอกนะ…อีกหน่อยพี่ก็หางานใหม่ได้เองแหละ แต่เงินเดือนอาจจะไม่เยอะเท่าเดิมนะ และอีกอย่างพี่ก็ต้องแบ่งเงินเดือนให้กับภัทรอีกด้วย แล้วในตอนนี้เรไรก็คลอดลูกออกมาเรียบร้อยแล้ว ตอนที่เราทั้งสองคนได้ตกลงกับภัทรไปก็บอกว่าจะช่วยเช่าบ้านให้จนกว่าเรไรจะคลอดลูกนี่นา ตอนนี้เรไรก็คลอดลูกออกมาแล้วนี่ แต่ว่า…พี่ดันมาตกงานแบบนี้เสียอีก!! มันก็…พี่ยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงต่อไปดี…”
“แล้วพี่ภัทรรู้ว่าหนูคลอดลูกแล้วรึยังล่ะพี่?”
“รู้เื่แล้วล่ะ ภัทรยังช่วยค่าทำคลอดมาเลย”
“แล้วเื่ที่พี่โดนไล่ออกจากงานล่ะ?”
“เอ่อ…พี่ยังไม่ได้บอกเื่นี้เลย ไม่รู้จะบอกเื่นี้ยังไงกับภัทรดีน่ะสิ”
“พี่นนท์ก็บอกกับพี่ภัทรแบบที่บอกกับหนูสิ” เรไรทำหน้าแบบไม่พอใจเล็กน้อย
“พี่ยังไม่กล้าบอกกับภัทรในตอนนี้น่ะสิ พี่กลัวเธอจะกังวลแล้วล้มป่วยลงไปอีก ยิ่งไม่ค่อยจะสบายอยู่ด้วย” อานนท์ยังคงเป็ห่วงในสุขภาพของภรรยาหลวงของเขาอยู่เลย จนทำให้เรไรหน้าเปลี่ยนสีไป
“พี่ควรจะบอกพี่ภัทรนะ จะปิดไปได้อีกนานแค่ไหนกัน? เดี๋ยวเธอก็รู้จนได้…ความลับไม่มีในโลกนี้หรอก เผื่ออีตาคุณหนูอะไรนั่นของพี่ แอบไปบอกกับพี่ภัทรขึ้นมาล่ะ? ทีตัวฉัน…พี่ยังบอกได้เลยไม่เห็นว่าพี่ต้องเป็ห่วงอะไรเลยนี่นา? แต่กับพี่ภัทรทำเป็…” เรไรลืมตัวและพูดออกไปโดยไม่ทันคิดว่าคนที่เธอกำลังบ่นอยู่นั้นเขาก็เป็เมียของอานนท์เหมือนกัน แถมเป็เมียหลวงเมียใหญ่เสียด้วย แล้วยังเป็คนช่วยเธอในตอนที่ลำบากไม่มีที่พึ่งอีกด้วยนะ!!
“เรไร!! เธอไม่ควรจะพูดแบบนี้นะ ภัทรไม่เคยทำผิดสัญญาที่ให้ไว้กับเธอเลย ทั้งที่ตัวของภัทรเองก็ไม่สบายและป่วยหนักมาก ๆ ขนาดนั้น ที่จริงแล้วเขาไม่จำเป็ที่จะต้องมาช่วยอะไรพวกเราเลยด้วยซ้ำ!! แต่ก็ยังช่วย”
“พี่นนท์…หนูขอโทษค่ะ หนูลืมไปว่าพี่ภัทรไม่สบายอยู่ แต่ถึงยังไงอีกหน่อยพี่ภัทรก็ต้องรู้เื่นี้อยู่ดีไม่ใช่หรือพี่? สู้พี่บอกกับพี่ภัทรเองจะไม่ดีกว่าหรือคะ?” เรไรหาข้ออ้างเพื่อไกล่เกลี่ยให้อานนท์หายโกรธในตัวของเธอ
แต่ด้วยความที่ทั้งสองคนเริ่มคุยกันเสียงดังขึ้น…ดังขึ้น!! จึงทำให้หนูน้อยที่หลับอยู่ในขณะนั้นตื่นขึ้นมา แล้วเธอก็ส่งเสียงร้องด้วยความใ
“แว้…อุแว้ ๆ ๆ แว้ ๆ ๆ”
“อ๊ะ!! ลูกตื่นแล้ว รีบมาดูลูกก่อนเร็ว ๆ เข้าเรไร” อานนท์รีบลุกขึ้นแล้วเดินหนีออกไปที่หน้าบ้าน คงเป็เพราะเขายังอารมณ์ไม่ดีและหงุดหงิดอยู่กระมัง
เรไรอุ้มลูกน้อยขึ้นมาโอ๋ แล้วให้หนูน้อยดูดนมเพื่อให้หยุดร้องไห้ เด็กทารกตัวน้อยดูดนมมารดาของเธอด้วยสัญชาตญาณ และแล้วเสียงร้องก็เงียบไป
……….
ผ่านมาอีกสามวัน
อานนท์ก็ยังคงหางานทำไม่ได้เลย เขาเริ่มเครียดและทุกข์ใจหนักขึ้น เรไรก็ยังต้องเลี้ยงลูกน้อยของตนและทำงานยังไม่ได้ แถมบ้านต้องเช่าข้าวต้องซื้อ!? อะไร ๆ มันกลับไม่ง่ายอย่างที่เขาคิดในตอนแรกเลย หรือว่าอานนท์จะต้องไปหาภัทรขึ้นมาจริง ๆ แต่มันจะไม่เกินไปหรอกหรือ? แต่ว่า…ถ้าเขาได้แค่มีงานทำก็พอ
ความคิดที่กำลังตีกันจนยุ่งเหยิงอยู่ในหัวของอานนท์ในตอนนี้ เหมือนมีเทวดาและพญามารกำลังมาถกเถียงกันอยู่ในหัวของเขาและผลสุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้ต่อพญามารในจิตใจ อานนท์ตัดสินใจว่าจะไปหาสุภัทราเพื่อที่จะบอกความจริงและ้าจะเอาเรไรกับลูกสาวคนเล็กไปกราบขอโทษแม่สร้อยและพ่อของตนเผื่อแม่สร้อยของเขาจะเมตตาแล้วสงสารหลานตัวน้อย ๆ เหมือนอย่างที่แม่ของเขามีเมตตาต่อ อาเล็กในวัยเด็กเมื่อครั้งที่แม่แท้ ๆ ของอาเล็กทอดทิ้งไป แล้วสร้อยก็รับอาเล็กเป็ลูกบุญธรรมนั่นเอง อานนท์จึงได้บอกกับเรไรถึงเื่ที่จะพาไปหาแม่สร้อยของเขา
“เรไร…พี่ว่าเราทั้งสองคนไปกราบขอโทษและขอขมาพ่อกับแม่ของพี่กันเถอะนะ”
“จริงด้วยสิพี่ หนูก็คิดว่าเป็วิธีที่ดีนะคะ อีกอย่างแม่ของพี่อาจจะใจอ่อนกับหลานสาวตัวน้อยก็ได้” เรไรฝันหวานถึงวันที่จะได้ย้ายไปอยู่กันเป็ครอบครัว
“พี่ก็ไม่รู้สินะ…แต่พี่จะถือโอกาสนี้ไปบอกกับภัทรเื่ที่พี่ตกงานอีกด้วย เผื่อภัทรจะช่วยฝากงานให้พี่ได้ ขอแค่มีงานทำพวกเราก็จะได้ไม่ลำบาก เพราะค่าเช่าบ้านเราต้องจ่ายเขาในทุก ๆ เดือนเองแล้ว แต่ตอนนี้พี่ยังไม่มีงานทำเลยแถมเงินที่มีก็ยังต้องใช้จ่ายหมดไปในทุก ๆ วันอีกด้วย แต่ถ้าแม่สร้อยของพี่อภัยให้พวกเราแล้วล่ะนะ แม่ของพี่อาจจะเห็นใจยอมรับเลี้ยงหลานให้ แล้วเรไรก็จะสามารถทำงานได้อีกด้วย พวกเราจะได้ไม่ต้องลำบากกันยังไงล่ะ” อานนท์เองก็อยากให้มันเป็ในแบบที่เขา้า โดยที่เขาคิดว่าแม่สร้อยอาจจะเลี้ยงดูหลานให้พวกเขาเหมือนอย่างกับที่เลี้ยงทับทิมในตอนเด็ก ๆ นั่นเอง
“งั้นไปเตรียมตัวกันเถิดพี่ เดี๋ยวมันจะร้อนแล้วน้องพลอยจะไม่สบายเอา” เรไรเตรียมเอาผ้าอ้อมและผ้าขนหนูใส่กระเป๋าไปเผื่อลูกน้อยของเธอพร้อมทั้งขวดน้ำและขวดนม
และแล้วทั้งสามคนก็ได้เดินทางไปที่บ้านของแม่สร้อยกัน