Ep 08 : ดันเจี้ยนที่ไร้จอมมาร
เนื่องจากว่าเพียวสไลม์ได้ทำให้ทะเลสาบปนเปื้อนเต็มไปด้วยพิษ ผมจึงต้องหาวัตถุดิบมาสร้างเป็แพหรือเรือ เพื่อที่จะพาตัวเองเข้าไปยังดันเจี้ยน
ผมมองหาต้นไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุด ที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่และเล็กมากจนเกินไป ก่อนจะเรียกอาวุธออกมาจากไอเทมบ๊อกซ์ พลางตวัดฟันไปหนึ่งครั้ง ต้นไม้ก็ถูกรอยตัดอันคมกริบตัดออกมา
ผมทำการใช้สกิล [แปรรูป X] [สร้างสรรค์ X] และ [ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง X] น่าเสียดายที่สกิล [ย่อขนาด] และ [แยกโมเลกุล] ของผมไม่ได้อยู่ในระดับ X จึงถูกยัยเทพธิดาบ้าคลั่งทำลายไป แต่ก็คงสามารถกู้คืนกลับมาได้อยู่ดี ถ้าหากผมได้ลองใช้สกิลขึ้นมา
ซึ่งเพียวสไลม์ก็ดูผมที่กำลังจะสร้างเรืออย่างสนอกสนใจ
ผมแปรรูปต้นไม้ให้กลายเป็แผ่นยาวๆ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างของมันให้โค้งเข้าหากัน ผมดัดมันหัวเรือและท้ายเรือประกบกัน ซึ่งมันก็ออกมาเป็เรือพายตามปกติ
เพราะสกิลการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทำให้ไม้มันไม่ได้แตกหักออกจากกัน หลังจากโดนดัด
การสร้างเรือเลยประสบความสำเร็จ ไร้ความกังวลใดๆ ผมสร้างไม้พาย และผลักเ้าเรือที่ยาวกว่า 2 เมตรลงน้ำ ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนเรือและก็พายเรือไปเรื่อยๆ จนถึงปากทางเข้าดันเจี้ยน
ซึ่งมันก็มีเกาะเล็กๆ เป็ที่ยืน ผมก้าวขาไปเหยียบ ก่อนจะมองไปที่ปากถ้ำเล็กน้อยและหันไปมองศพของไฮดราที่นอนอืดอยู่กลางน้ำ
(ไว้ค่อยมาตรวจสอบล่ะกัน...)
ผมตัดสินใจเข้าดันเจี้ยนไปก่อน เดี๋ยวขากลับค่อยไปเช็กร่างของไฮดรา หลังจากที่ผมจะไปแล้ว
และผมก็เดินเข้าไปในดันเจี้ยนแห่งนั้น
(จะพูดว่ายังไงดี...)
หลังจากที่ผมเข้ามาในดันเจี้ยนแล้วก็พบกับผนังถ้ำที่กว้างไม่มากสักเท่าไร บริเวณพื้นเต็มไปด้วยโคลน และน้ำสีดำๆ คล้ายกับเป็น้ำสกปรก ตรงผนังถ้ำก็มีมอสขึ้นเกาะหนังจนเหมือนพื้นดินที่ถูกคลุมด้วยพื้นสีเขียวชุ่มๆ
ผมดูรอบๆ ก็คิดว่าดันเจี้ยนแห่งนี้คงถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้นานหลายปีแน่ๆ หลังจากจอมมารตาย
ผมเกาะผนังถ้ำ ซึ่งมันก็ดังก้องกังวาน ดูมันไม่ค่อยแข็งแกร่งมากเท่าไร
ผมนึกไปถึงตอนที่สู้กับ อามาเดอุส กำแพงดันเจี้ยนถูกทำลายทิ้งอย่างง่ายดาย ซึ่งผมคิดว่าความแข็งแกร่งของดันเจี้ยนนั้นมันน่ามีระดับของมันด้วยเช่นกัน อาจจะต้องใช้ SP ในการอัพเกรดความแข็งแกร่งของกำแพง
ผมเลิกสนใจไปก่อน และก้าวไปยังด้านหน้า พลันน้ำสีดำที่เป็โคลนก็สั่นระลอกหนึ่ง พร้อมกับปรากฏร่างของ มนุษย์ที่มีสีดำทั้งตัว
[มนุษย์โคลนสีดำ] ระดับ E ปรากฏตัวขึ้นมา ลักษณะของมันก็เป็มนุษย์โคลนตัวอ้วนๆ หน้าตาน่าเกลียด มันเป็รูปร่างของน้ำที่ก่อตัวขึ้นมาด้วยแก่นเวท
มันไม่ค่อยมีความแข็งแกร่งมากนัก แต่ต้านทานการโจมตีกายภาพในระดับหนึ่ง ส่วนเวทมนต์ก็สามารถใช้เวทธาตุไฟ ในการโจมตีได้เช่นกัน ถึงตัวมันจะเป็ธาตุน้ำ แต่ว่าก็แพ้ธาตุไฟ
เพราะเนื่องจากว่าที่นี่มันแคบไป เกินกว่าที่จะให้เพียวสไลม์ใช้ควันพิษออกมา
แต่ทว่าเพียวสไลม์กลับะโไปเบื้องหน้าของผม พร้อมกับปล่อยสกิล [ร่ายรำพยุหะวารี V] ออกมา
ะเิลูกบอลที่คล้ายกับเข็มสายน้ำขนาดเล็ก ไม่ก็หัวลูกะุปืนพุ่งออกไป ออกจะแตกแขนงไปหลายสิบเส้น พุ่งเข้าโจมตีมนุษย์ร่างโคลน
เ้ามนุษย์โคลนทั้งหลายก็ร่างพรุนเป็รังผึ้ง จนสภาพน่าดูไม่ได้
ซึ่งพวกมันตายโดยยังไม่ได้ทันโจมตีผมแต่แม้น้อย
(เอ่อ... ก็รู้หรอกนะว่าได้รับสกิลมาจากไฮดรา แต่แบบนี้ไม่โหดไปหน่อยหรอ)
ผมได้พูดในใจ ไม่กล้าพูดออกไปขัดเ้าเพียวสไลม์ตรงหน้านี้ คงเพราะกำลังทดแทนบุญคุณที่ผมได้ช่วยเหลือให้แข็งแกร่งขึ้นล่ะมั่ง
และดูท่าการบุกในแต่ละชั้น ก็คงไม่น่ากินเวลานานมากเท่าไรเสียด้วย ผมเดินไปยังชั้นถัดต่อไปทันที
ในตอนนี้ผมมาอยู่ชั้นที่ 5 แล้ว ซึ่งชั้นอื่นๆ นั้นก็มีอสูรระดับ D C บ้างออกมาประปราย แต่มันก็ถูกเ้าเพียวสไลม์จัดการฆ่าตายไปหมด โดยเฉพาะ แมงมุมทาลันทุล่าร้อยพิษ ที่เป็อสูรระดับ B มีความแข็งแกร่งเป็อย่างมาก
แต่ก็เพราะให้กับเพียวสไลม์ เพราะพิษมันรุนแรงน้อยกว่า เ้าเพียวสไลม์จึงได้พิษใหม่ๆ เพิ่มเติมเก็บเข้ามาในตัวอีก
และลาเมียที่มีสกิล [กลายเป็หิน V] ซึ่งก็เป็ที่โปรดปรานสำหรับเ้าเพียวสไลม์ไม่น้อย เพราะมันได้รับทักษะใหม่ๆ เข้ามา
ในดันเจี้ยนก็มีแบ่งเป็ห้องๆเช่นกันในบางชั้น มีห้องซ่อนสมบัติ ด้วยสกิล [Treasure Hunter X] ทำให้ผมค้นหาสมบัติที่ซ่อนได้อย่างง่ายดาย แต่มันก็เป็สกิลระดับต่ำ และเหรียญเงินไม่กี่สิบเหรียญ
ซึ่งสำหรับผมไม่ได้้า เลยไม่คิดจะเอาไป ซึ่งชั้นที่เก็บซ่อนสมบัติก็มี กับดักมากมายวางเอาไว้ทั่วเช่นกัน โดยเฉพาะบ่อโคลนดูด และบ่อสารพิษ ซึ่งมันสูบพลังมานาออกจากร่าง ไม่ได้เป็อันตรายต่อชีวิตอะไรมากนัก
ส่วนเหล่าอสูรในแต่ละชั้นก็ผ่านมาได้ด้วยเพียวสไลม์ ซึ่งก็แสดงฝีมือออกมาอย่างน่าสนใจ คล้ายกับพยายามเอาใจผมอย่างไงอย่างนั้น
การต่อสู้ดำเนินไปตลอดทาง แต่ว่าพวกมอนสเตอร์ก็ไม่ได้เยอะจนจับตัวเป็กลุ่ม มีประปรายให้เห็นตลอด
เมื่อมาถึงชั้นรองสุดท้ายผมก็ได้เห็น รูหนอนที่คล้ายแบล็คโฮลตั้งอยู่ ถ้าจำไม่ผิดแล้ว ผมเรียกมันว่า [วังวนแห่งอสูร] มันเป็จุดที่อสูรเกิดทุกวันและตลอดเวลา คล้ายกับเป็จุดสปอนเหมือนอย่างในเกมหลายๆ เกมที่เป็จุดน้ำพุกลางเมือง อะไรประมาณนี้
เพราะแบบนั้นอสูรชั้นนี้ก็เยอะมากกว่าปกติ
เ้าเพียวสไลม์ก็ยังทำหน้าที่ดี แสดงพลังทำลายแสนยานุภาพของมันด้วย สกิล [ความพิโรธของวารี VII]
พลันกลางอากาศก็ปรากฏหยดน้ำหลากหลายเม็ดและค่อยๆ รวมกันกลายเป็คลื่นขนาดใหญ่ ถ้าให้เรียกก็คงคล้ายกับคลื่นสึนามิในโลกเก่าที่ผมเคยอยู่
มันดูโหดร้ายและน่ากลัว กวาดพัดทุกอย่างที่อยู่ในชั้นนี้ไปกระแทกกำแพงและก็ตายกันหมด
ซึ่งผมไม่อยากคิดเลยถ้าเพียวสไลม์สามารถประยุกต์กับกลายโจมตีด้วยพิษได้ มันจะไม่กลายเป็ทะเลพิษไปเลยอย่างนั้นหรอ เพราะความน่ากลัวที่สามารถกวาดล้างทุกอย่างได้นั้น ผมอาจคงต้องเอ่ยเตือนกำชับกับเ้าเพียวสไลม์ในทีหลัง
และเมื่อมาถึงชั้นสุดท้าย ผมก็เห็นคริสตัลดันเจี้ยนแห่งนี้ ซึ่งก็ไม่มีอสูรตัวไหนอยู่แล้ว คงคิดว่าชั้นเมื่อกี้ เป็ชั้นเตรียมตัวป้องกันเอาไว้ แล้วคงผ่านไปไม่ได้อะไรประมาณนั้น
ซึ่งจากที่สังเกตผมก็รู้ว่า ดันเจี้ยนที่ไร้จอมมารแล้ว ระดับความแข็งแกร่งของอสูรจะลดไปหนึ่งระดับ ทำให้พวกมันอ่อนแอกว่าปกติ ยกเว้นพวกอสูรแห่งพันธโบราณที่ยังมีความแข็งแกร่งคงเดิมเอาไว้
ท่าแบบนี้ผมสร้างดันเจี้ยน แล้วผมตาย ความแข็งแกร่งของอสูรในดันเจี้ยนก็จะลดลงไปหนึ่งระดับ เท่ากับว่าผมต้องรักษาชีวิตของผมเอาไว้ให้ดีที่สุด
ผมเดินเข้าไปหาคริสตัลดันเจี้ยน ก่อนจะบีบมันทิ้ง เมื่อมันแตกแล้ว ผมก็ได้รับจิตแห่งจอมมารมาทันที
ทว่ามันกลับไม่ได้เพียงอันเดียว แต่ได้สามอัน ซึ่งสร้างความสงสัยให้แก่ผมเป็อย่างมาก
[[จิตแห่งจอมมารวารี] ระดับ A อสูรที่เกิดมาจะมีส่วนของิญญาวารีสถิตอยู่ พลังเวทมีระดับสูง และใช้ธาตุวารีได้ระดับสูง]
ผมอ่านมันเล็กน้อย ก่อนจะอ่านจิตแห่งจอมมารอันอื่นเช่นกัน
[[จิตแห่งจอมมารปฐี ระดับ A อสูรที่เกิดมาจะมีส่วนของิญญาปฐี ได้รับการคุ้มครองจากผืนดิน พลังกายระดับสูง และใช้ธาตุดินได้ระดับสูง]
ส่วนอีกอันก็เป็จิตแห่งจอมมารวารีด้วยเช่นกัน เท่ากับว่าผมได้รับจิตแห่งจอมมารวารี 2 อันและจิตแห่งจอมมารปฐี 1 อัน รวมเป็ 3 อัน
ที่ผมสงสัยก็คือทำไมผมได้จิตแห่งจอมมารปฐีและจิตแห่งจอมมารวารีเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างละอัน คงต้องรอการผจญภัยในครั้งนี้เสร็จ ค่อยไปถาม จอมมารผู้ปกครองสตาร์ไลท์ของผมอีกที
ส่วนในตอนนี้ผมก็บรรลุเป้าหมายในการมาดันเจี้ยนแห่งนี้แล้ว ซึ่งตัวดันเจี้ยนสั่นไหวเล็กน้อย และค่อยๆ ถล่ม ถ้ามันถล่มไปไม่ดีแน่ เพราะทะเลสาบด้านนอกนั้นเปื้อนพิษไปแล้ว ถ้ามันไหลเข้ามาในดันเจี้ยนแห่งนี้ ผมก็อาจจะไม่มีโอกาสรอดชีวิต
ผมเรียกปีกจอมมารออกมา มันคล้ายกับปีกของค้างคาวแต่ใหญ่กว่ามาก ก่อนที่ผมจะกางมันและสยายปีกบินพุ่งขึ้นตามชั้นดันเจี้ยนไป
่รอยต่อของแต่ละชั้นมันก็จะเป็อุโมงค์ถ้ำทางแคบๆ ซึ่งเป็การบ่งบอกว่าเป็เส้นแบ่งแต่ละชั้นเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้แคบจนผมบินลอดผ่านไม่ได้
ผมบินออกมาจากดันเจี้ยน ที่ค่อยๆ เลื่อนตัวลงไปในทะเลสาบและหายไปอย่างช้าๆ จนมองไม่เห็น ผมกลับขึ้นมาบนฝั่ง และเดินเข้าไปใกล้ศพของไฮดรา
พลันข้อมูลความสามารถของผมคล้ายกับไหลผ่านเข้ามาในผม
ผมพอเข้าใจพลังของผมแล้วเล็กน้อย
[ข้า จอมมารแห่งชีวิต ขอมอบ [ชีวิต] ให้แก่เ้า จงมาเป็ข้ารับใช้อันซื่อสัตย์แก่ข้า]
[จงตื่นขึ้น ซากศพอันไร้ความเน่าเปื่อยและเสื่อมสลาย อันเดด ไฮดรา]
สิ้นเสียงของผม พลันร่างของมันก็กระตุกขึ้นชั่ววูบ ก่อนที่เปลือกตาจะเปิดขึ้น ดวงตาสีขาวไร้ชีวิต จ้องมองมาทางผมที่ผู้เป็นาย
และก็กดหัวต่ำลง คล้ายเป็การยอมรับผมเป็เ้านายและทำความเคารพไปในตัว
ผมจ้องมองมันเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าให้กับอีกฝ่าย
“แด่ องค์เหนือหัวของข้า ข้าอันเดด ไฮดรา จะเป็ข้ารับใช้ของท่านนับแต่นี้เป็ต้นไป”
มันกล่าวกับผมที่เป็จอมมารแห่งชีวิตเล็กน้อย พลางหดขนาดของตัวเองเล็กลงจนเท่างูขนาด 30 เิเ ซึ่งดูน่ารักไปเลย
ผมพอเข้าใจความสามารถของผมแล้ว ความสามารถของผมก็คือ มอบ [ชีวิต] ให้ ซึ่งมันสามารถมอบให้กับสิ่งที่ตายไปแล้วก็ได้หรือสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ได้
มันต่างจากการฟื้นคืนชีพหรือทำให้เป็อันเดด ตรงที่ว่า การมอบ [ชีวิต] ของผม มันไม่ได้ทำการย้อนกระบวนสิ่งมีชีวิตั้แ่ต้น เหมือนฟื้นคืนชีพ แต่จะให้ชีวิต
ส่วนทำให้เป็อันเดด สภาพร่างกายของเปื่อยเน่าสลายหายไปตามกาลเวลา และมีแต่ความรู้สึกที่โกรธแค้น อาฆาตต่างๆ นานา
ให้ [ชีวิต] มันให้ตามสภาพที่สิ่งเ่าั้เป็อยู่ในขณะนั้น ซึ่งสภาพของไฮดราที่เป็สีดำก็มาจาก เพียวสไลม์ฆ่ามันด้วยพิษ ถ้าผมสังหารมันอีกวิธีก็คงได้ไฮดราที่ยังคงสภาพเหมือนตอนแรกที่ได้เจอกัน หรือในกรณีเคสนักหนา ก็ทำลายร่างไปเลย เพื่อจะไม่ได้ใช้ สกิล [ฟื้นฟูความเร็วสูง]
เมื่อคิดได้ดังนี้ ผมก็ย้อนกลับไปนึกถึง โครงกระดูกที่มนุษย์ได้ถูกฆ่าจากหมาป่าวายุ ไม่แน่ว่าผมอาจให้ [ชีวิต] พวกนั้น จนกลายเป็ [สเกเลตัน] ก็ได้ใครจะไปรู้...