ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 100 ตำหรับสูตรยา

            สามวันให้หลัง ขงเหวินก็เรียกเขาเข้าพบ

            เพราะความสามารถโดดเด่นในหอประชุมโอสถวันนั้นเหล่าผู้อาวุโสของแขนงโอสถจึงอนุญาตให้เขาฝึกฝนวิชายุทธ์นั้น หลังจากการฝึกฝน โหยวเสี่ยวโม่ก็จะกลายเป็นศิษย์รักของสำนักเทียนซิน

            คำสาบานนั้นกล่าวต่อหน้าขงเหวินและผู้อาวุโสทั้งหลาย

            มีตัวช่วยอย่างเมล็ดสัญญาเลือดแล้ว โหยวเสี่ยวโม่จึงสาบานอย่างว่าง่ายกล่าวปฏิญาณต่อหน้าผู้อาวุโส ว่าเขาจะจงรักภักดีกับสำนักเทียนซินตลอดชีวิต และไม่เปิดเผยเคล็ดวิชากับผู้ใดเนื้อหาคำสาบานนั้นกล่าวตามผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ที่ผ่านมาล้วนเป็นเช่นนี้ ดังนั้นพวกเขาก็ไม่ต้องกังวลว่าผู้กล่าวคำสาบานตนนั้นจะหลุดคำพูดใดไป

            เมื่อจากหอประชุม โหยวเสี่ยวโม่ตามขงเหวินไปยังห้องลับ

            ณ ห้องลับนี้ ขงเหวินยื่นคัมภีร์เล่มนั้นให้กับเขาเนื่องจากเป็นคัมภีร์ชั้นล่าง เนื้อหาไม่เยอะมาก เทียบกับคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ที่มีเพียงสิบหน้าคัมภีร์ชั้นล่างนี้มีเพียงหกหน้าเท่านั้น

            โหยวเสี่ยวโม่อ่านครั้งเดียวก็จดจำไว้ในสมองจนหมดจากพลังของเขาที่ข้ามขั้นแล้ว ตอนนี้เขาอ่านตำราเพียงรอบเดียวก็จำได้ขึ้นใจ เหมือนการอ่านผ่านตาแต่ไม่ลืมเลือนและเพราะเหตุนี้ ดังนั้นเขาใช้เพียงระยะเวลาครึ่งปีก็อ่านตำราต่างๆ กว่าครึ่งในหอคัมภีร์ชั้นหนึ่ง

            “อาจารย์ ข้านึกได้แล้วว่าอยากได้อะไร”

            หลังท่องคัมภีร์เสร็จ โหยวเสี่ยวโม่ก็นึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้ยื่นคำขอก่อนจากมาจึงเอ่ยกับอาจารย์

            ขงเหวินไม่ได้เอะใจ เอ่ยถามเสียงเรียบ “ขอเพียงไม่เกินความสามารถของอาจารย์เจ้าจะขออะไรก็ได้ทั้งนั้น” คำพูดที่ว่าไม่เกินความสามารถนั้นหมายถึงเสียโอกาสไปเปล่าๆหรือไม่ก็ขออย่างอื่นแทน

            โหยวเสี่ยวโม่เดาออกแต่แรก โชคดีคำขอของเขาไม่ได้ยากนัก “อาจารย์คือว่า…ข้าอยากไปสำรวจหอคัมภีร์ชั้นสามดูขอรับ”

            ทันใดขงเหวินก็ขมวดคิ้ว “เจ้าจะไปหอคัมภีร์ชั้นสามทำไมกัน?”

            หอคัมภีร์ชั้นสามถือว่าเป็นเขตหวงห้าม ตำราด้านในล้วนเป็นตำรามีค่าหากไม่ได้รับอนุญาตจากเบื้องบน ศิษย์คนไหนก็ห้ามเข้าทั้งนั้น แม้โหยวเสี่ยวโม่จะเป็นศิษย์รักแล้วก็ตามจากสถานะเขาตอนนี้เข้าได้เพียงชั้นหนึ่งกับชั้นสอง

            “ข้าได้ยินมาว่าหอคัมภีร์ฝั่งตะวันออกชั้นสามมีตำราขนานโอสถของยาเซียนตันขั้นสี่ดังนั้นจึงอยากลองไปดูขอรับ” โหยวเสี่ยวโม่แอบชำเลืองมองเขา

            ขงเหวินเป็นผู้นำทัพพิภพ นักหลอมโอสถขั้นสูงไม่ต้องได้รับอนุญาตก็สามารถเข้าออกบริเวณชั้นสามได้สบาย อีกอย่างเขามีสิทธิ์ที่จะอนุญาตการเข้าออกให้ลูกศิษย์ได้เรื่องพวกนี้เขาได้ยินมาจากศิษย์พี่ใหญ่คราวก่อน

            ขงเหวินท่าทีไม่ได้คาดเดามาก่อนว่าเขาจะขอเรื่องนี้ลังเลครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “ตอนนี้เจ้าเป็นเพียงนักหลอมโอสถขั้นสอง หอคัมภีร์ชั้นสามนั้นมีแต่สิ่งที่เจ้ายังแตะต้องไม่ได้แม้เจ้าจะดูแล้ว ก็คงไม่มีประโยชน์มากมายนัก”

            “ศิษย์รู้ขอรับ แต่ศิษย์แค่อยากไปดู…” โหยวเสี่ยวโม่ก้มหน้าเอ่ยเสียงเบา

            เขาก็พึ่งรู้ทีหลังว่า นักหลอมโอสถนั้นไม่ใช่ว่ามีหญ้าเซียนและพลังปราณวิญญาณก็สามารถหลอมยาได้เลย

            ส่วนผสมหญ้าเซียนที่จำเป็นของขั้นหนึ่งถึงขั้นสามมีไม่เยอะดังนั้นการนวดผสมยาจึงมีเพียงแค่ห้ากระบวนท่า ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีตำรับสูตรยาแต่ยาเซียนตันขั้นสี่นั้นต่างออกไป

            ยกตัวอย่างเช่น ยาเซียนตันขั้นสี่ เขาต้องใช้หญ้าเซียนถึงแปดชนิดเนื่องจากสรรพคุณของตัวหญ้าเซียนแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน หากหลงลืมขาดสรรพคุณของยาชนิดใดชนิดหนึ่งไปยาเม็ดนั้นเท่ากับศูนย์เปล่า ดังนั้นจึงต้องอ้างอิงจากกระบวนท่าของตำรับสูตรยามาช่วยในขั้นตอนการนวดยา

            โหยวเสี่ยวโม่เคยหาจนทั่วหอคัมภีร์ชั้นสองก็หาข้อมูลเกี่ยวกับตำรับสูตรยาของยาเซียนตันขั้นสี่ถึงขั้นหกไม่เจอ ดังนั้นเขาเดาว่าตำราของขั้นสี่คงไม่สามารถถ่ายทอดง่ายๆด้วยเหตุนี้จึงอยากไปลองหาที่หอคัมภีร์ชั้นสาม

            แต่หอคัมภีร์ชั้นสามเขายังไม่มีอำนาจเข้าถึงดังนั้นจึงต้องขออนุญาตจากขงเหวิน

            หากเขาเอ่ยขอเรื่องนี้ก่อนการสาบานตน ขงเหวินต้องไม่ยอมแน่เพราะตำรับสูตรยาของขั้นสี่ขึ้นไปนั้นนอกจากศิษย์สายกลางแล้ว ตอนนี้เขาเพียงสงสัยเท่านั้น

            “หากว่าเจ้ายืนกรานที่จะไปดูที่หอคัมภีร์ชั้นสามอาจารย์ก็ไม่ห้ามเจ้า แต่เจ้าเข้าไปได้เพียงสองชั่วยามเท่านั้น ครบสองชั่วยามเจ้าต้องออกมาทันทีรีรอไม่ได้ เข้าใจมั้ย?” ขงเหวินเอ่ย

            “ศิษย์รับทราบขอรับ” โหยวเสี่ยวโม่รับปากอย่างยินดี

            จากนั้นขงเหวินก็หยิบแผ่นป้ายสีแดงออกจากตัวแล้วยื่นให้เขาบนป้ายมีชื่อเขาอยู่ หากใช้ป้ายนี้ก็สามารถเข้าไปชั้นสามได้ แต่เข้าได้เพียงฝั่งตะวันออกฝั่งตะวันตกนั้นเข้าไม่ได้

            “นี่เป็นแผ่นป้ายเข้าออกชั่วคราวที่ข้าทำขึ้นใช้เข้าออกได้เพียงครั้งเดียว ใช้เสร็จมันก็จะทำลายตัวเอง”

            เพราะศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองล้วนเป็นนักหลอมโอสถขั้นสี่จึงต้องไปหอคัมภีร์ชั้นสามบ้างเป็นครั้งคราว ดังนั้นขงเหวินจึงเตรียมแผ่นป้ายพวกนี้ไว้ซึ่งมีพลังปราณของเขาบรรจุอยู่ หากมันทำลายตัวเองเขาก็สามารถรับรู้ได้

            เมื่อได้รับแผ่นป้ายมา โหยวเสี่ยวโม่ก็รีบปรี่ไปยังหอคัมภีร์

            การทดสอบจบลงเขามีเวลาว่างมาก ครั้งนี้ไม่มีธุระอะไรจึงตั้งใจไปดูที่หอคัมภีร์

            ผู้เฒ่าที่เฝ้าหอคัมภีร์โยนแผ่นป้ายสำหรับชั้นสองให้เขาเขาไม่ได้ปฏิเสธ เพราะอย่างไรก็เข้าไปชั้นสามได้แค่สองชั่วยาม ส่วนเวลาที่เหลือจึงตั้งใจลงมาต่อที่ชั้นสอง

            หอคัมภีร์ชั้นสามนั้นตำราไม่เยอะเท่าชั้นหนึ่งและชั้นสองแต่ตำราพวกนั้นหากขนออกไปคงมีแต่คนแย่งกัน

            โหยวเสี่ยวโม่กวาดตามองผ่าน บนชั้นวางตำราไม่เพียงมีตำรับสูตรยาของขั้นสี่ถึงขั้นหกทั้งยังมีประสบการณ์หลอมยาของนักหลอมโอสถขั้นกลางและขั้นสูงที่ถูกบันทึกไว้หลายพันปีก่อนลำพังแค่ประสบการณ์พวกนี้ก็กินพื้นที่ชั้นวางไปสามอัน หากไม่ได้จำกัดเวลา จะให้เขาแช่อยู่ในนี้เป็นเดือนเพื่อนอ่านตำราพวกนี้เขาก็ยอม

             

            ……

             

            สองชั่วยามพริบตาเดียวก็ผ่านไป โหยวเสี่ยวโม่อดไม่ได้ที่จะต้องปิดหน้าตำราบนมือ

            ตำรับสูตรยาขั้นสี่ถึงขั้นหก เขาใช้พลังปราณวิญญาณจดจำทุกสิ่งอย่างลงในวิญญาณเพราะใช้ความจำทั่วไปไม่ได้

            คนที่เขียนบันทึกพวกนี้ไว้คงเป็นนักหลอมโอสถขั้นสูงที่เก่งกาจตัวอักษรทุกตัวราวกับมีเวทมนตร์ อ่านนานเข้าสมาธิก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พอจดจำได้ครู่เดียวก็ลืมไปหมดเป็นพลังที่น่าลึกลับมาก

            โชคดีที่ศิษย์พี่ใหญ่เคยบอกเขาไว้ก่อน เขาจึงไม่เสียเวลาเปล่า

            ใช้เวลาไปหนึ่งชั่วยามครึ่ง ในที่สุดก็จดจำตำรับสูตรยาได้หมดเหลืออีกครึ่งชั่วยามเขาหยิบบันทึกของนักหลอมโอสถขั้นสูงท่านหนึ่งมาอ่าน เดิมทีเขาอยากหาตำราบันทึกการดูแลเพาะปลูกของอาจารย์อาเยี่ยว่ามีมั้ยแต่หาทั่วชั้นวางแล้วก็ไม่เจอ

            ออกจากหอคัมภีร์ แผ่นป้ายนั้นก็ทำลายตัวเองทันทีตามคำบอกของอาจารย์

            โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ไปหาขงเหวิน แต่กลับไปยังห้องตัวเองแล้วหยิบกระดาษหมึกกับพู่กันออกมา

            จากนั้นใช้พลังปราณวิญญาณดึงความจำซึ่งทำแบบนี้ครั้งแรกจึงไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ เขาเป็นห่วงว่าวันใดวันหนึ่งจะลืมมัน ดังนั้นจึงตั้งใจว่าจะจดบันทึกตำรับสูตรยาทั้งหมดเก็บไว้

            ยาเพียงสามชนิด รวมกันต้องใช้สูตรยาสิบกว่าสูตรเมื่อโหยวเสี่ยวโม่กำลังจะลงมือจดก็ค้นพบความจริงเรื่องหนึ่ง

            น้ำตาไหลพราก เขาเขียนอักษรจีนพู่กันไม่เป็น…

            เบ้ปากอยู่ครึ่งค่อนวัน โหยวเสี่ยวโม่จึงตัดสินใจลองเขียนได้เพียงตัวอักษรบิดเบี้ยวไปมาได้สามตัวศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมีแต่ปากกาด้ามลูกลื่น พู่กันถูกโยนทิ้งไปซอกหลืบไหนยังไม่รู้เลยในสิบคนก็ใช่ว่าจะมีคนเขียนพู่กันได้เสียเมื่อไร

            ปวดหัวอยู่ครึ่งวัน โหยวเสี่ยวโม่พึ่งรู้ตัวว่าตัวเองควรเริ่มจากฝึกเขียนพู่กันก่อน

            แต่ตอนนี้เขาไม่ได้มีเวลาเหลือเฟือขนาดนั้นคิดอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจบันทึกสูตรยา แม้ว่าตักหนังสือจะเหมือนกับหนอนดิ้น แต่ขอเพียงอ่านออกก็พอ

             

            …….

             

            ตะวันที่ตั้งตรงเหนือหัว ผ่านไปอย่างยากเย็นแสนเข็ญในที่สุดก็คืบคลานจนถึงเส้นขอบฟ้าทิศตะวันตก

            ประตูที่ปิดแน่นถูกเปิดออกจากด้านนอก เงารูปร่างปราดเปรียวถูกแสงตะวันสาดส่องย้อนแสงเข้ามาจากประตูเงานั้นหยุดอยู่ตรงพื้นและเคลื่อนมายังเก้าอี้…

            หลิงเซียวเดินเข้ามาสงัดเงียบ หมุนตัวก็เห็นโหยวเสี่ยวโม่ที่ฟุบหลับอยู่คาโต๊ะ

            โหยวเสี่ยวโม่นอนหนุนแขนตัวเองข้างหนึ่ง น้ำลายไหลย้อยลงกระดาษที่พึ่งเขียนได้เพียงครึ่งหน้าจากน้อยเป็นมาก น้ำลายไหลรวมเป็นกอง

            หลิงเซียวเดินไป ก้มตัวลงเก็บกระดาษที่หล่นอยู่บนพื้นพลิกกลับมาดู ด้านบนถูกเขียนด้วยตัวอักษรบิดเบี้ยวสิบกว่าตัว กระดาษที่คนทั่วไปสามารถจดอักษรลงไปได้เป็นร้อยเขากลับเขียนได้เพียงสิบกว่าตัว อีกทั้งยังน่าเกลียดเกินทน

            หลิงเซียวยิ้มมุมปาก อดไม่ไหวขำออกมาเบาๆ

            ตัวหนังสือพวกนี้ดูก็รู้ว่าเป็นฝีมือพวกฝึกหัดเพราะยังควบคุมน้ำหนักมือไม่เป็น ดังนั้นจึงลากเส้นหนาทึบราวกับท่อนแขนทารก มีบางเส้นที่เรียวอยู่บ้างเล็กใหญ่ไม่พอดีกัน ดูน่าขันนัก

            หลิงเซียวช่วยเก็บกระดาษที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาทั้งหมดดูอย่างละเอียดจึงพบว่าเป็นสูตรยาของยาเซียนตันขั้นสี่ แล้วคิ้วก็กระตุกขึ้น ไม่มีธุระอะไรเขาเขียนสูตรยาพวกนี้ไปทำไมกัน?

            “อือ…”

            โหยวเสี่ยวโม่ที่กำลังหลับส่งเสียง จากนั้นเปลี่ยนท่านอนต่อ

            หน้าที่พลิกมาอีกด้านนั้นแดงเพราะการกดทับราวครึ่งชั่วยามคล้ายกับผื่นวงใหญ่

            หลิงเซียวยื่นมือไปเขี่ยปลายจมูกเขา มุมปากคลี่รอยยิ้ม “เอาเปรียบเจ้าแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159