ตอนที่๗
ท่านยุวาจารย์
สหายคนหนึ่งหน้าตากวนบาทาเอ่ยปากบิดเบี้ยวไม่พึงใจที่ปราณจ้องมองกลุ่มของพวกเขายาวนานทั้งยังไม่หลบสายตาอีกด้วย
ปราณเงยหน้าขึ้นมองทำเอาทั้งโต๊ะขยับลุกขึ้นไม่พอใจ
“สงสัยวันนี้มีเื่ให้สนุกกันแล้วกระมังพวกเรา!”
ชายหน้ากวนบาทากล่าวเสียงแหลมเล็กแววตาจ้องมองปราณพยายามจะกวนโมโหให้จงได้สหายในโต๊ะหันมองแล้วจึงสะกิดรัตนาคร
“ว่าไง? รัตนาคร! เ้าหนุ่มหน้าอ่อนนั่นมันมองพวกเรา...ข้าเกลียดขี้หน้ามันชะมัด ดูสายตาและใบหน้าหล่อๆ ของมันสิ!”
สหายอีกคนเอ่ยขึ้นขบเขี้ยวเคี้ยวฟันทำท่าพยักหน้าให้พี่ใหญ่ตัดสินท่ามกลางสายตาของทุกคนที่เหลือบมองบ้างก็เริ่มส่ายศีรษะเสียดายกับความหล่อเหลาที่ดูท่าจะมิได้ช่วยอะไรหากเจอกับบรรดาอำมาตย์กลุ่มนี้
รัตนาครยิ้มมุมปากมองหน้าปราณแล้วลุกขึ้นมายืนเท้าโต๊ะถามเสียงห้วนๆ
“เ้าหนุ่ม!...มาจากไหน?ไยข้าไม่เคยเห็นหน้าเ้ามาก่อน...แล้วยังมาที่ภัตตาคารสุดหรูของเมืองเพียงคนเดียวซะด้วยท่าทางจะมีฐานะมิใช่น้อยเลยนะ!”
ปราณมองหน้ายิ้มจางๆแล้วจึงแสร้งไม่รู้จักไปก่อนเขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าไฉนตอนนี้รัตนาครจึงมีนิสัยเปลี่ยนไปชนิดหน้ามือเป็หลังเท้าไปได้!
“เรียนท่านสมุหเสนา...ข้าเพิ่งจะกลับมาจากต่างแดนจึงไม่ทราบว่าตอนนี้บ้านเมืองของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างเห็นท่านดูน่าเกรงขามกับทั้งบริวารมิใช่น้อยหากการมองพวกท่านทำให้ไม่พอใจข้าก็ขออภัยด้วย!”
ปราณค่อยๆกวาดตามองทั้งหมดอย่างช้าๆ พิจารณาหน้าตากิริยาท่าทางและััถึงพลังฌานก็พอจับความรู้สึกได้ว่าทั้งหกคนอยู่ในระดับลหุยุทธ์ขั้นที่๑๕-๑๘ เท่านั้น เขาพยักหน้าให้เพียงเล็กน้อย แต่สายตามิได้อ่อนน้อมใดๆ
สหายอีกคนของรัตนาครเห็นสายตาของปราณกวาดมองอย่างแข็งกร้าวก็เกิดหงุดหงิดไม่พอใจฟ้องรัตนาครทันที
“ไอ้เ้าหนุ่มคนนี้มันมองพวกเราไม่เป็มิตรข้าเกลียดสายตาของมันจัง น่าจะควักออกมาเสีย...จะได้ไม่จ้องมองแบบนี้!”
ปราณหันมองคนที่พูดแล้วจ้องกลับแต่มิได้เพ่งเพื่อปลดปล่อยเนตรสะกดฌานเขารู้จักที่จะควบคุมอารมณ์มากขึ้นหลังจากที่พญาเวนไตยพร่ำสอนมิให้แสดงความเก่งออกมาควรจะแสดงออกเมื่อจวนตัวจริงๆ เท่านั้น พลันคำสอนก็ปรากฏในมโน
‘เ้ามีความแข็งแกร่งและอดทนมากกว่าผู้ใดดังนั้นความเก่งกาจที่เ้ามีควรไว้ใช้เฉพาะศัตรู คนโฉดชั่วที่รุกรานหรือบรรดาปีศาจมารอสูรที่ข่มเหงรังแกเพื่อให้รอดพ้นภัยพิบัติ’
เขายิ้มจางๆ ระลึกถึงคำสอนแล้วฟันนิ้วชี้กลางอากาศสามสี่ครั้งตามจังหวะที่พูด
“ฮ่าๆๆ...ท่านนี่มีอารมณ์ขันมิใช่น้อยนะ...มีความสามารถถึงขนาดจะควักลูกตาใครออกมาได้ง่ายๆอย่างนั้นเชียวหรือ?...แล้วเขาจะยอมท่านกันหรือไง?”
“บ๊ะ!...ไอ้หนุ่มนี่!...วอนเสียแล้ว!...กล้าต่อปากต่อคำ...ใครๆเจอแบบนี้ก็มักจะยกมือไหว้ร้องขอชีวิตแต่เ้ากลับยียวนท้าทายอยากมีเื่หรืออย่างไร?”
ปราณยิ่งหัวเราะร่าแล้วส่ายศีรษะเลิกคิ้วเบิกตาโต
“เหรอ?...หึหึหึ...ท่านคงเจอแบบนั้นมาตลอดสินะ...เอาเถอะพวกท่านนั่งที่ดีกว่า...อาหารของข้ามาแล้วเชิญพวกท่านกลับที่นั่ง อย่าไปรบกวนเวลาอาหารของข้า!”
ปราณเอ่ยจบก็ผายมือเชิญในจังหวะเดียวกับที่อาหารทั้งสามชนิด ได้แก่กุ้งแม่น้ำเผาสามตัวขนาดใหญ่แผ่เต็มจาน กุ้งแม่น้ำทอดราดซอสมะขาม กุ้งแม่น้ำนึ่งนมสด
พอบรรดาลิ่วล้อและรัตนาครเห็นอาหารทั้งสามมีแต่กุ้งทั้งนั้นต่างก็ตกตะลึงเพราะพวกเขาเองก็ยังไม่กล้าที่จะสั่งกุ้งถึงขนาดนี้กลิ่นหอมพร้อมควันโชยเข้าจมูกผู้คนในร้านทำให้ต้องหันมองพอได้เห็นเมนูทั้งสามก็ตาเหลือกมิใช่น้อย
ส่วนลิ่วล้อทั้งหลายรอจนทุกรายการวางบนโต๊ะต่างก็น้ำลายไหล
“จุ๊ๆๆๆ...เ้านี่! ท่าทางจะมีฐานะมิใช่น้อยเลยนะ!...มาคนเดียวแต่ใจกล้า...สั่งรายการเด็ดถึงสามรายการข้าว่าเ้าคงกินไม่หมดหรอกนะ!...พวกข้ามากันหกคนกินกันคนละตัวสองตัวเ้าคงไม่ว่ากระมัง?”
ใบหน้าของไอ้หน้ากวนบาทาจ้องมองอาหารแลบลิ้นเลียปากอย่างน่าเกลียด
“ขออภัย!...ข้าไม่ได้กินอาหารเช่นนี้มานานแล้ว...วันนี้ขอกินให้สบายๆเสียหน่อย เชิญท่านกลับไปนั่งที่ได้แล้ว!”
น้ำเสียงของปราณเริ่มเข้มขึ้นเขาจ้องมองอาหารทั้งสามจานแล้วเหลือบมองทั้งหกที่ยังรายล้อม ในขณะที่รัตนาครคว้ากุ้งเผาหนึ่งตัวขึ้นมาปอกเปลือกทันที
“กลิ่นมันหอมยั่วใจจนข้าอดไม่ได้จริงๆ!”
ทันทีที่เอาเข้าปากปราณที่กำลังอดกลั้นรู้สึกว่าคนพวกนี้เริ่มไร้มารยาทแล้วยิ่งเห็นรัตนาครแสดงกิริยาน่าเกลียดเช่นนี้ ก็ไม่รอช้าใช้ฝ่ามือซ้ายตบปากรัตนาครจนกุ้งที่กำลังกินหลุดเข้าไปติดคอจนดิ้นพราดๆหายใจแทบไม่ออก
จากนั้นแค่เพียงชั่วอึดใจคนทั้งห้าที่รายล้อมโต๊ะของปราณก็รู้สึกเหมือนมีแรงลมผลักพวกเขาจนหงายหลังนอนแผ่หรารอบโต๊ะต่างพากันร้องโวยวายตื่นใกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนรัตนาครนอนกลิ้งแทบเท้าปราณ
ปราณใช้เท้าของตนเหยียบร่างท้วมของรัตนาครไว้แต่แรงกดมีน้ำหนักจนรัตนาครหายใจแทบไม่ออกทั้งยังกุ้งตัวโตที่ค้างอยู่ในปากพร้อมเปลือกแข็ง ะโเสียงอู้อี้แต่ก็หาคนช่วยไม่ เพราะทั้งห้าก็ร้องโอดโอยค่อยๆ พยุงกายขึ้นใบหน้าแต่ละคนเดือดดาลเป็ที่สุด
บรรดาคนที่นั่งกินอยู่ก่อนต่างหยุดมือวางอาวุธในการกินหันมองปราณเป็จุดเดียว
“เ้ากำลังก่อเื่ใหญ่แล้วนะน้องชาย!”ชายาุโคนหนึ่งที่โต๊ะถัดไปเอ่ยบอกปราณ “รัตนาครเป็สมุหเสนาหนึ่งดาวอยู่ภายใต้การดูแลของท่านอุรคะองครักษ์พิเศษขององค์ไชยครามเชียวนะ!...เ้าหาเื่เดือดร้อนเสียแล้ว!”
ปราณหันมองผู้าุโยิ้มแล้วคำนับศีรษะน้อยๆ
“ขอบคุณท่านผู้าุโครับ! เ้ารัตนาครเป็ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านอุรคะอย่างนั้นหรือ?...ดีเลยครับ!ยิง่เป็คนแบบนี้แต่ใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่นโดยมิชอบสมควรจะถูกสั่งสอนเสียบ้าง...ท่านอุรคะปล่อยให้มีคนแบบนี้มาเพ่นพ่านได้อย่างไรกัน?”
น้ำเสียงที่ปราณเอ่ยดังชัดถ้อยชัดคำจนได้ยินทั่วทั้งร้านต่างหน้าซีดเผือด บ้างก็มือกุมขมับนึกภาพที่ปราณจะถูกลงโทษก็จำต้องปล่อยเลยตามเลย เท้าข้างที่เหยียบรัตนาครก็เพิ่มแรงกดดันขึ้นจนรัตนาครต้องทุบพื้นอย่างรวดเร็วสีหน้าในเวลานี้แดงฉานเพราะหายใจแทบไม่ออก
ปราณจ้องมองแล้วถอนฝ่าเท้าออกในจังหวะเดียวกับที่ทั้งห้าลุกขึ้นมาต่างกำหมัดกัดกรามเร่งออร่าพลังฌานยุทธ์สีน้ำตาลห่อหุ้มกายพร้อมออร่างูจงอางทางด้านหลัง
ต่างะโด่าปราณอย่างเดือดดาลคนหนึ่งประคองรัตนาครขึ้นมาแล้วตบหลังสองสามทีจนกุ้งตัวโตหลุดออกมาปราณก้มมองกุ้งแล้วส่ายศีรษะ เงยมองทั้งหมดที่ยังคงจดจ้องเขาแต่ยังไม่กล้าเข้าต่อยตีเพราะยังไม่รู้ว่าคนเปิดงานจะถูกซัดก่อนหรือไม่!
แค่ถูกแรงลมผลักใส่จนนอนหงายไม่เป็ท่าก็ตื่นตระหนกพอสมควรไม่แน่ใจว่าเป็ลมที่พัดผ่านเข้าร้านรุนแรงหรือเพราะเ้าหนุ่มหน้าจืดคนนี้กันแน่!
“แล้วกุ้งเผาของข้า...ใครจะรับผิดชอบ?”
ปราณไม่สนใจกับการปล่อยออร่าออกมาเพราะรู้ว่าฝีมือของคนทั้งห้ายังห่างชั้นกับเขามากนัก!
รัตนาครที่เริ่มกลับสู่ปกติชี้หน้าปราณะโด่าลั่น
“ไอ้สารเลว...กล้าดียังไงมาทำแบบนี้กับข้า?”
“มากกว่านี้ข้าก็ทำได้รัตนาคร!...ขนาดสกุลโชติชัชวาลที่ว่าแน่!คิดว่ายิ่งใหญ่กว่าสกุลใดๆ ในมหาพิภพ...สกุลของข้ายังสามารถทำให้พวกเ้าสูญพันธุ์จากมหาพิภพได้แล้วสำมะหาอะไรกับเด็กหนุ่มเช่นเ้า!”
ปราณตอบอย่างฉุนเฉียวลากไส้ความเลวทรามของสกุลโชติชัชวาลออกมาแฉเพียงผิวๆทำเอาผู้คนที่นั่งอยู่ในร้านพากันตกตะลึงขมวดคิ้วย่นเพราะไม่มีใครทราบเื่นี้มาก่อนรวมถึงบรรดาห้าสหายโฉดของรัตนาครด้วย พากันหันมองรัตนาครสลับกับปราณไปมา ต่างก็งุนงงว่าปราณพูดเื่อะไร
ทว่ารัตนาครที่กัดกรามโกรธขึ้งก็กลับเก็บงำความรู้สึกจำใจปั้นหน้าเค้นหัวเราะกลบเกลื่อน
“บัดซบ!...อย่าไปฟังมันพล่ามขยันปั้นน้ำเป็ตัวหวังทำลายชื่อเสียงของข้า...เ้าเป็ใครกัน? ถึงกล้าหาญชาญชัยเอ่ยวาจาสุนัขไม่รับทานเช่นนี้!”
ปราณส่ายศีรษะแล้วลูบกำไลบรรจุต่างมิติปรากฏเข็มกลัดติดเสื้อฉลุลวดลายสีทองมีพลอยทับทิมทรงรีอยู่ตรงกลาง ฉลุลายทองนั้นมีสายสีทองเล็กๆยาวห้อยลงมาเชื่อมส่วนปลายที่มีพลอยทับทิมรีขนาดเล็กติดอยู่ แล้วยื่นให้รัตนาครดู
ทันทีที่ได้เห็นเข็มกลัดติดเสื้อภาพแห่งความทรงจำเมื่อครั้งเยาว์วัยก็ปรากฏขึ้นในมโนอย่างต่อเนื่องรัตนาครเบิกตาถลนเหงื่อกาฬแตกร่างสั่นสะท้าน จำได้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับท่านยุวาจารย์ปราณโอฬารปฐี
โดยเฉพาะกับประโยคที่กลุ่มก้อนบรรดาลูกหลานเสนามหาอำมาตย์พากันเรียกปราณว่าไอ้ขี้แพ้
รัตนาครมองจ้องปราณยาวนานยาวราวถูกมนตร์สะกดจู่ๆ ขาทั้งสองก็อ่อนแรงทรุดเข่ากองพื้นต่อหน้าปราณทำเอาผู้คนยิ่งตกตะลึงกับกิริยาของรัตนาคร ที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันเช่นนี้!
“ทะ...ทะ...ท่านยุวาจารย์!”
ปราณยิ้มแล้วเอ่ยผ่านทางจิต
‘จำข้าได้แล้วหรือรัตนาคร! ยังไม่ต้องบอกว่าข้าเป็ใคร ข้าเพิ่งกลับมาจากต่างแดนอยากจะศึกษาชีวิตความเป็อยู่ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา...ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง...เราคงต้องคุยกันให้มากกว่านี้เสียหน่อยแล้ว...ไยเ้าจึงมีพฤติกรรมแตกต่างจากเมื่อวัยเยาว์นัก?’