เหล่าคุณชายและซื่อจื่อที่อยู่ข้างๆ ก็อดเปล่งเสียงลอกเลียนตามมิได้
สีหน้าฮูหยินผู้เฒ่าลู่เอือมระอาสุดจะทน เ้าเด็กเซี่ยซีผิงนี่ช่างไม่รู้ความเสียจริง! คนในสกุลลู่ยังไม่ทันเปิดปากเขาก็โพล่งออกมาก่อนเสียแล้ว! เจตนาที่แท้จริงของนางก็คือการเอาตัวนักพรตเต๋าจอมปลอมนี่ออกไปจากจวนอู่อันโหวเสีย เื่ราวจะได้ไม่บานปลายใหญ่โต
ทว่าเหล่าแเื่ต่างพากันชื่นชมวิธีนี้ของเซี่ยซีผิง ฮูหยินผู้เฒ่าอับจนหนทางที่จะปฏิเสธได้
อวิ๋นจือมองเห็นบิดาสวมใส่เสื้อคลุมฉังเผาทรงตรงสีเข้มจากไกลๆ ค่อยๆ เดินตรงมาทางนี้ ใบหน้าหล่อเหลานั้นแลดูโรยราเล็กน้อย อวิ๋นจือวิ่งเตาะแตะๆ ตามบิดาพลันรั้งชายแขนเสื้อเขา “ท่านพ่อเ้าคะ”
ลู่เฮ่อเหนียนหมุนตัวมา อวิ๋นจือจึงเห็นว่าเบ้าตาเขาแดงก่ำ
เมื่อครู่นี้คงร้องไห้มาเป็แน่
“จือจือ” น้ำเสียงแหบพร่า
มือน้อยๆ ของอวิ๋นจือชี้ไปทางหอมหรสพ “ลูกก็อยากไปเล่นตรงนั้นเหมือนกันเ้าค่ะ”
ลู่เฮ่อเหนียนค้อมเอว อุ้มบุตรสาวขึ้นมาโดยไม่แม้แต่จะคิด “พ่อพาเ้าไปเอง”
ลู่เฮ่อเหนียนมิได้สนใจรังสีเดือดดาลที่แผ่มาของฮูหยินผู้เฒ่าลู่เลยสักนิด เขาเพียงแค่อุ้มอวิ๋นจือเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้อย่างง่ายดาย พลันเพ่งพิศนักพรตตัวจริงและตัวปลอมทั้งสองคนที่อยู่บนเวที เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัยพลางเอ่ยถามอู๋เฉิงเบาๆ ว่าเกิดเื่อันใดขึ้น
เหล่าแเื่ต่างทอดสายตาประหลาดใจมาทางอวิ๋นจืออย่างอดมิได้
ในใจก็พลันคิดไปต่างๆ นานาว่านางคงเป็บุตรสาวที่เจียงซั่นชูให้กำเนิดมาโดยแน่
แม่นางน้อยผู้นี้ถือกำเนิดมาด้วยความงดงามดั่งหยกขาวบริสุทธิ์ เส้นคิ้วและดวงตางดงามประดุจภาพวาด ภายใต้วงหน้างามละออกลับแฝงไว้ด้วยความเก่งกล้าอย่างลูกผู้ชายอยู่หลายส่วน งดงามดั่งบุตรสาวหล่อเหลาปานบุตรชายเสียจริงๆ หรือว่าท่านลู่เฮ่อเหนียนแห่งจวนอู่อันโหวจะมิแบ่งแยกระหว่างธิดาเอกกับธิดาอนุ ถึงได้อุ้มแม่นางน้อยผู้นี้เข้ามาในงาน
ส่วนลู่จิ่นผินที่กำลังจับจ้องอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าลู่ แม้ถือกำเนิดมาโฉมงามน่ารักน่าชัง แต่กลับหาได้งามสะดุดตาเยี่ยงธิดาอนุผู้นี้ไม่ ทว่าการแต่งเนื้อแต่งตัวด้วยสีสันฉูดฉาดของนางนั้นออกจะไร้รสนิยมกว่าอยู่หลายส่วน
จูฉุนอี้มองอวิ๋นจือซ้ำไปซ้ำมา กำสิ่งของหนึ่งชิ้นในมือแน่น
อวิ๋นจือซบอยู่ที่หัวเข่าของผู้เป็บิดา เผยลักยิ้มแสนหวานให้ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ที่เก็บซ่อนโทสะอยู่
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่โมโหจนกลอกตามอง
แต่กระนั้นก็ยังได้ยินอู๋เฉิงพูดกับลู่เฮ่อเหนียนเบาๆ ว่า “ท่านโหว พวกเขาเตรียมตัวประลองกันอยู่ หากผู้ใดชนะผู้นั้นก็คือตัวจริง แต่ฮูหยินผู้เฒ่ามิเห็นด้วย ให้คนไปลากนักพรตเต๋าตัวปลอมออกไปบัดเดี๋ยวนี้เลยไหมขอรับ”
ั์ตาดำขลับของลู่เฮ่อเหนียนส่องประกาย ชูมือห้ามพลางเอ่ยว่า “มิจำเป็ ให้พวกเขาประลองกันเถิด”
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินเข้า สีหน้าพลันบึ้งถมึงทึง หมุนลูกประคำในมือไม่หยุด “เ้าเห็นจวนอู่อันโหวเป็สนามเด็กเล่นหรืออย่างไรกัน?! รีบสั่งการให้พาตัวนักพรตเต๋าที่มาทีหลังนั่นออกไปเสีย อีกประเดี๋ยวจะได้ทำพิธีโกนผมไฟให้เด็กๆ ทั้งสองคน!”
สายตาทมิฬของลู่เฮ่อเหนียนทอประกายแน่วแน่ กล่าวด้วยเสียงกดต่ำว่า “ท่านแม่หากมิสืบหาตัวตนของนักพรตสองรูปนี้ให้กระจ่าง เกรงว่าหากเื่แพร่ออกไปคงจะถูกผู้คนติฉินนินทาว่า จวนอู่อันโหวแยกผิดชอบชั่วดีมิออกเสียกระมัง”
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่จ้องลู่เฮ่อเหนียนตาเขม็ง บันดาลโทสะ กำพวงลูกประคำแน่นจนปลายนิ้วเขียวคล้ำ
“หากจังชิวเสวียนเป็จังชิวเสวียนตัวจริง แล้วเหตุไฉนไยท่านแม่จักต้องกังวลด้วยเล่า” ฟังละม้ายคล้ายว่าเป็วาจาปลอบประโลมให้นางสบายใจ แต่กลับแฝงไว้ซึ่งความหมายล้ำลึกอีกหนึ่งขั้น
ด้วยประการฉะนี้สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าจึงมิสู้ดีนัก ทั้งซีดขาวสลับดำเขียว
ครั้นอวิ๋นจือเห็นสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าก็อดสงสัยมิได้
วาจาของท่านพ่อแฝงไว้ด้วยความยั่วยุโทสะ
หรือว่าท่านย่าจะสมรู้ร่วมคิดกับโต้วสือสยาจ้างวานนักพรตสารเลวนี่มาใส่ร้ายท่านแม่
ครั้นคิดได้เช่นนี้อวิ๋นจือก็ชักจะเริ่มรู้สึกดีต่อผู้เป็บิดาขึ้นมาเล็กน้อย
จังชิวเสวียนและจังจื่ออวิ้นสะบัดแส้จามรี พลางถกเถียงกันไปมาเยี่ยงนั้นเยี่ยงนี้มิมีหยุด
อวิ๋นจือเงยหน้าขึ้นพูดกับลู่เฮ่อเหนียนด้วยเสียงเบาๆ ว่า “ท่านพ่อนักพรตที่มาทีหลังผู้นั้น ตั้งสมาธิทำนายชะตาได้ใช่หรือไม่เ้าคะ ไม่สู้ให้พวกเขาลองทำนายดู ใครทำนายไม่ถูกผู้นั้นก็คือตัวปลอม”
ครั้นลู่เฮ่อเหนียนได้ยินบุตรสาวพูดเช่นนี้ ก็ฉีกยิ้มเล็กน้อยพลางพยักหน้าเห็นด้วยแล้วผุดตัวลุกขึ้นยืน “พวกท่านทั้งสองคนมิสู้ประลองกันหน่อยเล่าว่า ผู้ใดมีญาณหยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทรได้”
เมื่อวาจาเอื้อนเอ่ยออกไป เหล่าแเื่ผู้มีเกียรติทั้งหลายก็ต่างพากันสนับสนุน
จังชิวเสวียนชักเริ่มเหงื่อแตกซิก เนื้อตัวหนาววูบวาบ การทำนายเหตุการณ์ของเขาในอดีตล้วนแล้วแต่เตรียมการล่วงหน้ามาเป็อย่างดีทั้งสิ้น ทว่าวันนี้เว้นเสียจากเตรียม ‘พิธีขับไล่ภูตผีปีศาจ’ แล้วก็หาได้เตรียมการอันใดมาไม่
ทางด้านจังจื่ออวิ้นเองก็วิตกเล็กน้อย เขากังวลว่าหัวข้อ ‘การทำนาย’ ที่ลู่เฮ่อเหนียนมอบให้ จะมิตรงตามที่อวิ๋นจือคาดการณ์เอาไว้
จังจื่ออวิ้นหันไปมองอวิ๋นจืออย่างอดมิได้ อวิ๋นจือส่งยิ้มให้เขาแล้วพยักหน้า
“โหยวผอผอยังหาบุปผาหยกประดับเม็ดมุกของข้าไม่เจออีกหรือ?!” จิ่นผินกระทืบเท้าด้วยความโมโห
บ่าวสูงวัยพูดปลอบประโลมนางเบาๆ ว่า “คุณหนูใจเย็นๆ ก่อนนะเ้าคะ บ่าวสั่งให้คนไปหาที่ห้องให้แล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่เพ่งพิศอวิ๋นจือที่นั่งสงบเสงี่ยมเรียบร้อยอยู่ข้างลู่เฮ่อเหนียน แล้วก็มองจิ่นผินที่ทั้งอารมณ์ฉุนเฉียวทั้งเอาแต่ใจ นางจึงเอ่ยมิสบอารมณ์ว่า “จิ่นผินเ้าไปนั่งเงียบๆ ข้างๆ พ่อเ้านู่นไป”
จิ่นผินเบ้ปาก แบกหน้าเง้าหน้างอไปนั่งลงตรงลู่เฮ่อเหนียน
ลู่เฮ่อเหนียนกำลังกลัดกลุ้มว่าจะตั้งหัวข้อการทำนายอันใดดี อวิ๋นจือก็มองจิ่นผินพลางเอ่ยว่า “บุปผาประดับเม็ดมุกของคุณหนูจิ่นผินหายไป ตอนนี้ยังหาไม่เจอ ไม่สู้ลองให้นักพรตเต๋าทั้งสองรูปทำนายดูล่ะเ้าคะ”
ลู่เฮ่อเหนียนคลายปมที่หัวคิ้ว พลันคะนึงว่าความคิดนี้ไม่เลวทีเดียว ทั้งยังรู้สึกมิถูกใจกับวิธีการเรียกของอวิ๋นจือสักเท่าใด สายตาสั่นไหวด้วยความมิสบอารมณ์
“ถ้าเช่นนั้นก็ลองทำนายดูสิว่า บุปผาประดับเม็ดมุกของคุณหนูจิ่นผินหายไปไหน”
เหล่าคุณหญิงคุณนายขุนนางชั้นสูงและคุณชายกับซื่อจื่อต่างพากันจับจ้องกันอย่างสนอกสนใจ พลันฉุกคิดได้
จูฉุนอี้ยืนอยู่ข้างสวนถาดอันวิจิตรประณีต เอามือไพล่หลังพลางจ้องมองมาทางอวิ๋นจือมิละสายตา
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/bda8e0532a28be00bbebbbebb7b3e4f6