เมื่อวานนี้เป็วันแต่งงานของฉินจิ่ว อาจเพราะสตรีในบ้านตระกูลฉินมีมากเกินไป คนที่ไร้ประโยชน์และร่างกายอ่อนแออย่างนาง จึงถูกยกให้แก่คู่หมั้นที่เป็พรานป่าในหมู่บ้านข้างเคียงอย่างง่าย ๆ
ค่าตัวของนางนั้นเป็หมูป่าตัวใหญ่ถึงสองตัว ซึ่งเพียงพอให้ครอบครัวที่มีสมาชิกมากถึงสิบเก้าคนกินอิ่มได้เต็มที่ถึงหนึ่งเดือนครึ่ง
แต่เมื่อคืน ขณะทำกิจกรรมระหว่างสามีภรรยา ฉินจิ่วที่ร่างกายอ่อนแอได้หัวใจวาย ตายจากไปโดยที่ผู้เป็สามีไม่ได้ล่วงรู้เลย เพราะเมื่อเสร็จกิจแล้ว สามีร่างใหญ่ของนางก็ทิ้งตัวหลับไปด้วยความสุขใจ ทิ้งให้ร่างของฉินจิ่วค่อย ๆ เย็นลง
ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด ฉินอวี้หลันซึ่งเป็นักสมุนไพรศาสตร์จากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด จึงได้ตื่นขึ้นมาในร่างของฉินจิ่วได้ เธอตื่นขึ้นมาพร้อมร่างกายที่ร้าวระบม บ่งบอกถึงกิจกรรมอันหนักหน่วงที่เ้าของร่างได้เผชิญมาทั้งคืน
ฉินอวี้หลันสาปส่งสามีเ้าของร่าง ซึ่งเธอยังไม่รู้จักชื่อเลยด้วยซ้ำ ช่างเป็คนไม่รักหยกถนอมบุปผาเสียบ้างเลย มิน่า เ้าของร่างถึงได้ขาดใจตายไปกลางคัน!
กลิ่นข้าวหุงสุกใหม่โชยมาจากด้านนอกห้อง ทำให้ท้องไม่รักดีของฉินอวี้หลันครวญครางด้วยความหิวโหย ไม่รู้เ้าของร่างได้เติมอาหารใส่ท้องครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เธอจึงได้หิวไส้กิ่วถึงเพียงนี้
“ภรรยา เ้า… เ้าตื่นรึยัง? ข้าเตรียมมื้อเช้าเสร็จแล้ว”
เสียงนายพรานดังขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เมื่อคืนนี้เขาเองก็ไม่รู้ว่าตนเป็อะไรไป ถึงกับกลืนกินภรรยาตัวน้อยอย่างดุดันปานนั้น ไม่รู้ว่านางจะโกรธเคืองคนหยาบคายอย่างเขาหรือไม่
ฉินอวี้หลันได้ยินแล้วก็นึกประหลาดใจ ที่แท้เ้าหมอนี่ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก รู้จักเตรียมอาหารไว้ให้ภรรยาด้วย
“ข้าตื่นแล้ว ท่านยกเข้ามาเถิด ขะ.. ข้าลุกไม่ไหว” ฉินอวี้หลันพูดแล้วก็อับอาย ถูกกระทำอยู่ค่อนคืน หากลุกไหวก็แปลกแล้ว
“อ้อ ได้ ๆ ข้าจะยกเข้าไปให้เดี๋ยวนี้”
ไม่นานถาดอาหารก็วางอยู่ตรงหัวเตียง ในนี้มีข้าวหุงสุกเรียงตัวสวยกับหมูตุ๋นวุ้นเส้น ยำผักป่าและน้ำแกงไก่
ฉินอวี้หลันเห็นแล้วก็น้ำลายสอ แม้ว่ากินอาหารเช้าเช่นนี้จะไม่เหมาะนัก แต่ท้องน้อย ๆ มันร่ำร้องให้เธอปรนเปรออยู่ ดังนั้นฉินอวี้หลันจึงไม่เื่มากอีกต่อไป
“พยุงข้าลุกขึ้น” ฉินอวี้หลันสั่งการคนที่ยืนเก้กังอย่างคล่องปาก
“ได้ ๆ ข้าพยุงเ้า” นายพรานผู้ว่าง่ายขยับเข้าไปทันที
หลังจากฉินอวี้หลันนั่งดีแล้ว นายพรานจึงยกอ่างล้างหน้าและไม้สีฟันเข้ามา
ฉินอวี้หลันไม่คุ้นชินกับการใช้กิ่งหลิวทุบสีฟัน แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกมากนัก เธอจึงต้องยอมใช้อย่างถูไถไปก่อน
ฉินอวี้หลันจัดการตัวเองเสร็จแล้ว จึงหันมองสามีได้เปล่าของตนอย่างจริงจัง วินาทีที่สบตากัน หญิงสาวพลันรู้สึกว่าดวงตาของเขางดงามมาก ราวกับรวบรวมดวงดาวนับแสนล้านดวงอยู่ในนั้น
“ท่านกินอะไรรึยัง? มากินด้วยกันดีไหม?” ฉินอวี้หลันเห็นเขาโดนจ้องจนหน้าแดงก่ำ มือไม้เก้กังอย่างคนทำอะไรไม่ถูกก็นึกเอ็นดู นางจึงอดปฏิบัติกับเขาอย่างอ่อนโยนไม่ได้ รู้ตัวอีกทีก็เห็นเขานั่งลงด้านข้างเสียแล้ว
“ท่านชื่ออะไร? ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้ว?” ฉินอวี้หลันเอ่ยถามหลังรับถ้วยข้าวและตะเกียบมา
นายพรานก้มหน้าอย่างเสียใจ เมื่อได้รู้ว่าภรรยาของตนไม่รู้แม้กระทั่งชื่อแซ่ของผู้เป็สามี
“ข้า.. ข้าแซ่สือ ชื่อตัวเดียวคือโม่ ปีนี้ข้าสิบเจ็ดแล้ว”
“อ้อ สือโม่ อายุสิบเจ็ด” ฉินอวี้หลันทวนแล้วก็เงียบไป คิดไปว่าชื่อนี้ก็สมกับเ้าตัว รู้ชื่อแซ่เขาแล้ว นางก็เริ่มกวาดอาหารเติมเต็มท้องอย่างรวดเร็ว
สือโม่เห็นนางไม่พูดอะไรก็คาดว่าคงจะไม่พอใจบางอย่าง ใบหน้าคร้ามเข้มนั้นพลันหมองลง เขาจึงกินข้าวอย่างเงียบ ๆ ไป
สือโม่หารู้ไม่ว่า ฉินอวี้หลันเคยชินกับธรรมเนียมกินไม่พูด นอนไม่คุย ดังนั้นเมื่อเริ่มกินอาหาร นางจึงกินเพียงอย่างเดียว ไม่สนใจพูดคุยอีกต่อไป
ในเวลาไม่นานนัก อาหารจำนวนมากก็ถูกสองสามีภรรยากวาดจนเรียบ ฉินอวี้หลันลูบท้องด้วยความพึงพอใจ
“ฝีมือทำอาหารของท่านไม่เลวเลย วันหน้าก็รบกวนท่านแล้วล่ะ”
สือโม่พยักหน้า เห็นนางอารมณ์ดีแล้วก็ยกถาดอาหารออกไปด้วยความเบิกบานใจ
“ภรรยา เ้าอยากอาบน้ำไหม? ข้าจะต้มน้ำให้”
ฉินอวี้หลันได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ปฏิเสธ ร่างกายนี้มีกลิ่นเหงื่อหมักหมมมานาน นางเองได้กลิ่นแล้วยังรังเกียจตัวเองเลย ไม่รู้เมื่อคืนนี้สือโม่หน้ามืดเพียงใด จึงทำเื่เช่นนั้นกับนางได้ลง
“ก็ดีเหมือนกัน รบกวนท่านแล้ว”
“ไม่ ๆ ไม่รบกวนเลย เป็เื่ที่ข้าควรทำอยู่แล้ว”
ตลอดทั้งวันนั้น สือโม่เอาแต่วนเวียนอยู่รอบกายฉินอวี้หลัน เอาใจใส่นางทุกอิริยาบถ ทำเอานางอึดอัดใจไปหมด จนสุดท้ายนางต้องไล่เขาออกไป อ้างว่านางไม่สบายตัวและอยากพักผ่อนแล้ว
สือโม่เชื่อฟังมาก เขาออกจากบ้านไปจริง ๆ จากนั้นก็กลับมาพร้อมห่อยาสมุนไพรสองห่อ เขายุ่งง่วนอยู่ในครัวตลอดบ่าย ต้มยาและเตรียมอาหารรอนางตื่น ใบหน้านั้นฉายชัดถึงความสุขใจ
ฉินอวี้หลันตื่นมาในยามเย็น นางลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ขยับร่างกายอย่างยากลำบาก ร่างกายนี้อ่อนแอเป็อย่างมาก ขยับเพียงเล็กน้อยนางก็เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดูท่าต้องหาโอกาสสำรวจป่าที่นี่ เพื่อดูว่าจะมีสมุนไพรบำรุงร่างกายบ้างหรือไม่
สือโม่ให้นางกินข้าวและดื่มยา ตอนแรกที่นางเห็นยาต้มสีดำโชยกลิ่นขมออกมา นางก็ส่ายหน้าปฏิเสธไม่ยอมดื่มเด็ดขาด แต่สือโม่หลอกล่อเก่งนัก ไม่นานยาในถ้วยก็ไปอยู่ในท้องนางจนหมด
กินข้าวดื่มยาเสร็จแล้ว ฉินอวี้หลันก็เริ่มกระวนกระวายใจ เกรงว่าคืนนี้สือโม่จะลงมือกับนางอีก แต่ความกังวลของนางดูจะเปล่าประโยชน์ เมื่ออาทิตย์ใกล้ลับเหลี่ยมเขา บุตรชายของหัวหน้าหมู่บ้านตามหาสือโม่ด้วยความร้อนใจ
กลุ่มชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านมักรวมตัวกันไปล่าสัตว์ใหญ่ในทุก ๆ เดือน ครั้งนี้เพราะสือโม่แต่งภรรยาจึงไม่ได้ไปด้วย ผลก็คือกลุ่มล่าสัตว์กลับเข้าไปในป่าชั้นในที่แสนอันตรายเสียได้
ทั้งที่สือโม่ได้เคยกำชับเอาไว้แล้ว ว่าเขตป่าชั้นในนั้นแม้จะมีสัตว์และพืชพรรณหายากที่มีราคามากมาย แต่ทว่าที่แห่งนั้นอันตรายนัก บิดาของสือโม่เองก็สิ้นชีพในป่านั้น กระทั่งศพยังไม่ได้กลับมา สุดท้ายต้องฝังเพียงอาภรณ์แทนตัวเท่านั้น
“โก่วเซิ่งที่มาส่งข่าว บอกว่าเป็หนิวต้าที่ยุยงให้ทุกคนเข้าไปในป่าชั้นใน นี่ก็ไม่ใช่เพราะพวกเขาหลายคนล่าสัตว์ใหญ่ไม่ได้หรอกหรือ? คิดไปแล้วพวกเขาจะทำอย่างไรได้เล่า ในบ้านมีปากท้องรออาหารอยู่หลายสิบคน หลายวันมานี้เดินกันจนทั่วป่าละแวกนี้แล้ว แต่ก็ยังล่าอะไรเป็ชิ้นเป็อันไม่ได้เลย ดังนั้นทุกคนจึงเสี่ยงเข้าไปที่นั่น” ลิ่วจื่อนั่งกุมศีรษะบอกเล่าเื่ที่เกิดขึ้นอย่างจนใจ
สือโม่สบถด่าคนกลุ่มนั้นอย่างรำคาญใจ เคยบอกเคยตักเตือนแล้วแท้ ๆ แต่คนพวกนั้นไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตากันจริง ๆ
“เ้ากลับไปก่อน ข้าจะเข้าป่าไปช่วยพวกเขาเอง หวังว่าพวกเขาจะยังเข้าไปไม่ลึกนัก ข้าเองก็เคยเข้าไปได้ราวสามสี่หลี่เท่านั้น หากพวกเขาเข้าไปลึกกว่านั้นคงได้แต่บอกว่า ล้วนเป็พวกเขารนหาเื่เอง”
ลิ่วจื่อพยักหน้ารับรัวเร็วดุจไก่จิกอาหาร ตัวเขาเองรู้ดีว่าต่อให้เป็สือโม่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่อย่างไรก็ยังดีกว่าไม่มีความหวังเลย
“พี่โม่ ครั้งนี้ต้องรบกวนพี่แล้วจริง ๆ หากพี่มีอะไรให้ข้าช่วย รับรองได้ว่าข้าจะไม่บ่ายเบี่ยงเด็ดขาด ไม่ว่าพี่อยากได้อะไรหรืออยากได้คนกี่คน ข้าจะหามาให้อย่างไม่ขาดตก” ลิ่วจื่อเอ่ยปากรับรองเป็มั่นเป็เหมาะ
“ไม่ต้องแล้ว คนเยอะจะเป็ตัวถ่วงข้าเสียเปล่า ๆ เคลื่อนไหวคนเดียวสะดวกกว่า เ้ากลับไปเถอะ” สือโม่โบกมือไล่
ลิ่วจื่อยืนรีๆ รอ ๆ อยู่อีกพัก แล้วจึงจากไปอย่างวิตกกังวล
“ท่านพี่ ป่าที่ท่านจะไปอันตรายมากหรือ?” ฉินอวี้หลันได้ยินเื่ราวทั้งหมดแล้ว เมื่อเห็นว่าสือโม่เตรียมข้าวของใส่ย่าม สะพายกระบอกธนูที่มีลูกธนูอยู่เต็มกระบอกและหยิบคันธนูคู่กายขึ้นมา นางจึงอดหวาดหวั่นไม่ได้
สือโม่ที่เผลอลืมตัว หลงลืมภรรยาตัวน้อยไปชั่วขณะนึกละอายใจ เพิ่งแต่งงานเข้าหอไปเมื่อวานแท้ ๆ วันนี้กลับต้องทิ้งให้ภรรยาอยู่คนเดียวเสียแล้ว
“ภรรยา ข้าขอโทษเ้า วันกลับบ้านเกรงว่าข้าคงไม่ได้ไปด้วยแล้ว”
“ใครกังวลเื่นั้นกัน บ้านข้าก็ยังอยู่ที่นั่นไม่หนีไปไหน วันหน้าพวกเราค่อยกลับไปด้วยกันก็พอแล้ว” ฉินอวี้หลันลูบแขนปลอบใจเขา อีกทั้งนางเองก็ไม่อยากกลับไปบ้านเดิมอะไรนั่น เกิดถูกจับได้ขึ้นมาว่านางไม่ใช่ฉินจิ่ว เดี๋ยวจะมีเื่วุ่นวายตามมาเปล่า ๆ
“ท่านยังไม่ตอบข้าเลย ป่าที่ท่านจะไป อันตรายมากใช่หรือไม่?”
สือโม่ไม่อยากปิดบังนาง แต่การยอมรับว่าที่นั่นอันตรายอาจทำให้นางต้องกังวลใจ เขาจึงเลือกที่จะบอกไปตรง ๆ แต่ก็ยังปกปิดเอาไว้บางส่วน
“อืม ป่าชั้นในมีสัตว์ใหญ่ที่ดุร้ายมากมาย แต่ด้วยฝีมือข้าแล้ว ข้าเอาตัวรอดได้แน่นอน เมื่อก่อนข้าเคยเข้าไปตามหาศพท่านพ่อข้า แต่หลังจากเข้าไปได้สามหรือสี่หลี่ก็ต้องยอมแพ้ ถอยกลับออกมา แน่นอนว่าครั้งนี้ก็เช่นกัน ข้าจะเข้าไปหาพวกเขาในระยะสามถึงสี่หลี่นี้เท่านั้น หากพวกเขาเข้าไปลึกกว่านั้น ข้าเองก็จนหนทาง”
“อืม ท่านต้องจำไว้นะ อย่าทำอะไรเกินตัว จดจำไว้ยังมีข้ารออยู่ที่บ้าน จะต้องกลับมาอย่างปลอดภัยนะ”
“ได้ ข้าจำเอาไว้แล้ว”