บทที่ 4
ศิษย์พี่ศิษย์น้อง
“อาเจียวเดี๋ยวเ้าเปลี่ยนอาภรณ์ไปใส่ชุดนี้ก่อน เพราะอีกสักประเดี๋ยว ข้าจะให้เ้าไปบริการคุณชายลู่ซือ คุณชายท่านอยากพบเ้ามานานแล้ว” มาม่าซังกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส ก่อนจะหันไปสั่งเด็กสาวอีกสามสี่คน ให้เตรียมงานแสดงต่อ
“ขอรับมาม่าซัง” เหลียงเฟยฮวาขานรับอย่างอิดออด เพราะชุดที่หญิงวัยกลางคนเตรียมไว้ให้ ช่างเบาบางสวนทางกับสภาพอากาศยิ่งนัก
เนื้อผ้าแพรพรรณนุ่มลื่นมือ คาดว่าคงมีราคาแพงไม่เบา ชั้นในสุดเป็สีขาวล้วนสวมทับด้วยเสื้อคลุมตัวยาวสีชมพูอ่อน ซึ่งแตกต่างจากนางโลมคนอื่นที่มักจะใส่เป็แพรพรรณสีแดงขาว
“สายตาของข้ายังเฉียบแหลมเช่นเดิม” มาม่าซังเดินมาจูงมือเหลียงเฟยฮวาให้นั่งลงบนเก้าอี้ พร้อมกับจัดการลบสิ่งแปลกปลอมบนผิวหน้าออก จากนั้นจึงแต่งแต้มแก้มเนียนด้วยแป้งชนิดพิเศษ ซึ่งจะทำให้ผิวหน้าของเ้าตัวดูเปล่งปลั่งอย่างเป็ธรรมชาติ ตบท้ายด้วยการแต้มชาดสีแดงอมชมพู เพื่อให้ริมฝีปากไม่ซีดจนเกินไป
“เป็อย่างไรบ้าง ฝีมือของข้าถูกใจเ้าหรือไม่” เหลียงเฟยฮวารับคันฉ่องจากมาม่าซังขึ้นมาพินิจใบหน้าตัวเอง ซึ่งมันช่างแตกต่างจากฝีมือของนางยิ่งนัก แก้มแดงอมชมพูเหมือนกับสีปากดูเข้ากันได้ดี
“ก่อนหน้านี้เ้าผัดแป้งจนหน้าขาวซีดเกิน แถมยังแต่งแต้มริมฝีปากจนแดงราวกับไปดื่มเื สงสัยต้องเรียนรู้งานอีกหลายวันถึงจะชำนาญ” มาม่าซังกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ ผิดกับเหลียงเฟยฮวาที่กำลังคิ้วกระตุก
‘ใครจะสนกัน ถ้าวันนี้ข้าชำระแค้นไม่ได้อย่ามาเรียกข้าเหลียงอ้ายอีก’
แต่ไม่ว่าจะรู้สึกเคียดแค้นจนเส้นเืปูดโปนสักเพียงใด ตอนนี้นางก็ทำได้เพียงยิ้มอย่างเขินอาย พร้อมตอบกลับไปว่า
“ต้องรบกวนท่านแล้วมาม่าซัง”
“วันนี้เ้าออกไปนั่งรินสุราให้แขก และดูพวกพี่ๆ ร่ายรำไปก่อน ส่วนพรุ่งนี้ข้าจะเป็คนสอนเ้าฟ้อนรำเอง” มาม่าซังกล่าวอย่างอ่อนโยน หารู้ไม่ว่าเด็กที่ตัวเองหมายมั่นปั้นมือจะให้เป็ดาวเด่นแห่งย่านเริงรมย์ กำลังคิดจะพังร้านของนางอยู่
‘ฮึ....พรุ่งนี้อย่างนั้นหรือ มาดูกันว่าร้านที่เ้าภูมิใจนักหนาจะอยู่รอดพ้นคืนนี้ไปหรือไม่ ช่วยไม่ได้อยากมาหลอกใช้ความใจดีของข้าก่อนทำไมกัน คนเห็นแก่ตัวเช่นเ้า เหลียงอ้ายจะสั่งสอนเอง’
“มาม่าซังเ้าคะ คุณชายลู่ซือมาแล้วเ้าค่ะ” เด็กสาวรับใช้ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็มือขวาของมาม่าซัง ก็รีบวิ่งกุลีกุจอเข้ามาในห้องแต่งตัว
“ถ้าอย่างนั้นเ้าพาอาเจียวไปแนะนำตัวให้คุณชายลู่ซือรู้จักเถิด ข้าจะเดินตรวจดูความเรียบร้อยที่หลังม่านเสียหน่อย” แต่เมื่อนางเห็นใบหน้าร้อนรน ราวกับ้าจะบอกอะไรบางอย่าง นางก็ถามเด็กสาวด้วยความหงุดหงิด
“มีอันใดก็รีบบอกมาอย่ามาทำพิรี้พิไร เวลาของข้ามีค่ามากกว่าชีวิตเ้า”
“คือข้า......” เด็กสาวกลัวว่าถ้อยคำที่เอ่ยออกไปนั้น จะทำให้ตัวเองเดือดร้อน นางจึงเข้าไปกระซิบกระซาบบอกเ้านายอย่างแ่เบา
“ที่เ้าพูดมาไม่ได้ตาฝาดใช่หรือไม่” มาม่าซังถามเด็กสาวกลับด้วยความร้อนรนไม่แพ้กัน จนเหลียงเฟยฮวานึกสงสัย
“มีอะไรหรือเ้าคะ”
“ไม่มีเหตุอันใดที่เ้าจะต้องเป็กังวล.... ประเดี๋ยวเ้าพาอาเจียวไปรับหน้าคุณชายลู่ซือ ถึงอย่างไรรายนั้นก็เป็แขกคนสำคัญ” ท้ายประโยคมาม่าซังบอกกับผู้ช่วย ก่อนนางจะเบี่ยงเบนทิศทางรีบวิ่งออกไปนอกร้าน
“เ้าค่ะมาม่าซัง”
ทั้งสองคนจึงล่วงหน้าเพื่อไปพบหน้ากับคุณชายลู่ซือ ที่มาม่าซังกำชับไว้นักหนาว่าให้ดูแลอย่างดี ทว่าเมื่อเหลียงเฟยฮวาพบเข้ากับคุณชายผู้นี้ ดวงตากลมโตจึงเบิกโพลง เพราะคุณชายลู่ซือที่ทุกคนในร้านรู้จักคือเหลียงเล่อจิง ศิษย์น้องที่เพิ่งจะอายุครบสิบห้าปีบริบูรณ์ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
“นี่เ้า!/ศิษย์พี่!” ทั้งสองพี่น้องตระกูลเหลียงต่างเปล่งเสียงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย จนเด็กสาวข้างกายเหลียงเฟยฮวา มองใบหน้าทั้งสองคนสลับไปมา
“ท่านทั้งสองรู้จักกันด้วยหรือ”
“ไม่ใช่เช่นนั้น ข้าแค่จำคนผิด คุณชายลู่ซือท่านนี้ช่างมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับน้องสาวของข้าก็เท่านั้น ขืนเ้าเด็กนั่นออกหนีเที่ยวกลางดึกกลางดื่น คงไม่วายจวนแตกเป็แน่” ได้ทีเหลียงเฟยฮวาจึงกล่าวเหน็บแนมเหลียงอัน พร้อมกับส่งสายตาเชิงตำหนิให้ศิษย์น้อง
“ส่วนข้าเองก็เช่นกัน ท่านฉีซูเจียวผู้ได้รับฉายาว่าเป็สตรีที่งามที่สุดในเปาเฟินฮัว จะเป็พี่สาวข้าไปได้อย่างไร ถ้าเป็เช่นนั้นจริงท่านพ่อคงมีกระอักเืกันบ้าง” เหลียงเล่อจิงก็ไม่เบาเช่นกัน เมื่อถูกศิษย์พี่พูดจาเหน็บแนมใส่ นางเองใช่ว่าจะเป็คนยอมคน ยิ่งตรงหน้าเป็ถึงศิษย์พี่ใหญ่แต่งองค์ทรงเครื่องเป็นางคณิกาเช่นนี้ ความไม่พอใจจึงบังเกิดได้ไม่ยาก
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวไปดูความเรียบร้อยก่อนนะเ้าคะ เชิญคุณชายตามสบาย” หญิงสาวเชื่อสนิทใจ ก่อนจะปลีกตัวเพื่อเดินไปสมทบกับมาม่าซัง เพราะฝั่งนั้นคงมีเื่หนักเอาการ
“เหลียงอันเ้ามาทำอันใดที่นี่ แถมยังปลอมตัวเป็บุรุษทำตัวเสเพลเที่ยวสถานที่มั่วสุม ช่างกล้าดียิ่งนัก ถ้าหากท่านอาจารย์เหลียงรู้เข้า มีหวังเ้าได้หลังลายเป็แน่” เหลียงเฟยฮวากล่าวด้วยความเป็ห่วง ทว่าศิษย์น้องอย่างเหลียงเล่อจิงมีหรือจะฟัง และยิ่งคนพูดคือหัวโจกอย่างศิษย์พี่เหลียงเฟยฮวาด้วยแล้ว คนอย่างนางไม่มีทางเชื่อฟังโดยเด็ดขาด
“แล้วการที่ท่านเล่นเป็นางโลมอยู่ในสถานที่มั่วสุมเช่นนี้ ท่านอาจารย์เหลียงคงปลาบปลื้มมากนัก” เหลียงเล่อจิงกล่าวด้วยความโมโห ก่อนจะกระดกจอกสุราดอกท้อเพื่อดับไฟในใจ
“ข้ามีเหตุผลของข้า และมันก็ไม่ใช่อย่างที่เ้าคิดด้วย” เหลียงเฟยฮวาก็ชักจะเริ่มมีน้ำโหเช่นกัน ถ้าจะบอกว่าแท้ที่จริงแล้วคือนางชอบปลอมตัวเข้าหอนายโลมเพื่อชื่นชมบุรุษ คงมีคนหัวใจวาย ฉะนั้นเพื่อให้ความลับยังคงเป็ความลับ นางจึงต้องอดทนอดกลั้นไม่พูดมันออกไป แต่ดูท่าเหลียงอันคงจะโกรธมากทีเดียวเด็กสาวจึงเอื้อมมือไปคว้าไหสุราดอกท้อ ก่อนจะกระดกขึ้นดื่ม แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองพี่น้องจะได้ปะทะฝีปากกันอีกครั้ง เสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังขึ้นด้านหลัง
“ข้าได้ยินว่าที่ซ่องแห่งนี้ มีหญิงงามล่มเมือง พวกเ้าไปเอาตัวมาให้ข้า”
เพราะสำเนียงที่แปลกประหลาด และยังส่อถึงความหยาบคาย ทั้งสองพี่น้องตระกูลเหลียง จึงต้องหันหลังไปเผชิญหน้าโดยเร็ว พบว่าคนที่ส่งเสียงดังอย่างไร้มารยาท ปราศจากการสั่งสอนไม่รู้จักเกรงใจผู้อื่น คือบุรุษตระกูลฉาง แพรพรรณสีน้ำเงินเข้มสลับดำปักด้วยคลื่นทะเลประกายทอง ที่สำคัญไปกว่านั้นคือความกักขฬะที่ไม่ว่าจะเดินผ่านไปที่ใด ผู้คนก็ต่างสาปส่งกันทั้งนั้น
เหลียงเฟยฮวาถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และกล่าวอย่างสง่าว่า.....
“ข้าอยู่ตรงนี้ เ้ามีธุระอันใดกับข้ารึ” เหลียงเฟยฮวาเดินเข้าไปประจันหน้าบุรุษกำยำอย่างไม่เกรงกลัว ด้วยความเป็ห่วง เหลียงเล่อจิงจึงเข้าไปรั้งแขนศิษย์พี่ไว้ ก่อนที่จะมีเื่บานปลายไปมากกว่านี้
“ศิษย์พี่เหลียงอ้าย อย่ามีเื่กันเลย”
“เ้าน่ะอยู่เฉยๆ คนพวกนี้ก่อความเดือดร้อนให้ชาวเมืองมามาก ข้าจะเป็คนสอนมารยาทแก่พวกเขาเอง” เหลียงเฟยฮวากล่าวเสียงดังไม่กลัวความจะแตก เพราะนางไม่ชอบนิสัยของคนตระกูลนี้เป็ทุนเดิม ยิ่งนึกถึงเด็กชายที่เจอเมื่อครู่ และความแค้นที่ถูกผลักให้ล้มลงไปนอนกับพื้น ความอยากเอาชนะจึงได้เอ่อล้น จนเผลอท้าทายอีกฝ่ายแฝงเร้นไว้ด้วยถ้อยคำเหน็บแนม
“นี่เ้าคือ.....” ฉางเจินจงกล่าวด้วยความไม่มั่นใจ เพราะใบหน้าของสตรีคนนี้ ช่างเหมือนกับคู่หมั้นของฉางห่าวอู๋พี่ชายต่างมารดาไม่มีผิด แถมเขายังได้ยินชื่ออันแสนคุ้นหูที่เปล่งออกมาอีก ซึ่งเป็การยืนยันว่าสตรีนางนี้คือศิษย์เอกตระกูลเหลียงไม่ผิดแน่
“ฮึฮึฮึ” เมื่อไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ นอกเสียจากนางมีรสนิยมชอบนอนกับชายอื่นไม่เลือกหน้า ฉางเจินจงก็เกิดอาการสมเพชเวทนาพี่ชายต่างมารดาไม่ได้
“ขำอันใดของเ้า มีเื่น่าขันขนาดนั้นเลยหรือ” เหลียงเฟยฮวาหรี่ตามองคนไร้มารยาท ก่อนจะถลาตัวเข้าหาคนตรงหน้าเพราะถูกอีกฝ่ายคว้าเข้าที่แขนไม่ยอมปล่อย “คิดจะทำอันใดปล่อย....” เหลียงเฟยฮวากำลังจะยกมือขึ้นเล่นงานบุรุษตระกูลฉาง แต่ก็โดนมาม่าซังร้องเรียกเสียก่อน
“อาเจียวข้าขอฝากคุณชายฉางไว้ให้เ้าดูแลด้วย....รับรองข้าจะตกรางวัลให้อย่างงาม”ประโยคสุดท้ายมาม่าซังกระซิบบอกดาวเด่นราวกับฝากความหวัง
“เชิญคุณชายฉางนั่งด้านนี้ได้เลยเ้าค่ะ การแสดงจะเริ่มในไม่ช้าแล้ว” หญิงวัยกลางคนเดินนำหน้าเพื่อนำคุณชายจอมเอาแต่ใจไปนั่งรอชมการแสดง พร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้มทั้งที่ภายในใจของนางกำลังนึกก่นด่าสาปแช่ง เพราะข้าวของที่คนตระกูลฉางทำลายไปมีมูลค่าไม่น้อย ดังนั้นนางจึงคิดจะใช้ฉีซูเจียวเพื่อล้วงเอาเงินให้คุ้มค่า
“เ้าค่ะ!” เหลียงเฟยฮวาจึงต้องเอ่ยตอบรับอย่างเสียไม่ได้ เมื่อนางกำลังเป็ที่จับตามองของคนในร้าน
“ศิษย์พี่อ้าย” เหลียงเล่อจิงทำได้แค่เพียงยืนเขย่งปลายเท้าะโร้องเรียกศิษย์พี่ใหญ่ เพราะตอนนี้นางกำลังถูกลิ่วล้อของคนตระกูลฉางปิดล้อมไว้ ไม่ให้เข้าถึงตัวศิษย์พี่ได้
“ถ้าหากเ้าอยากให้ข้าดื่มสุราเป็สหาย ข้าขอให้เ้าจงอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ไม่ก่อความเดือดร้อนอันใดแก่ชาวเมือง ได้หรือไม่” เหลียงเฟยฮวามองเลยไปยังด้านหลัง ซึ่งตอนนี้นางกำลังเป็ห่วงเหลียงเล่อจิงอย่างมาก เด็กนั่นเป็ดรุณีน้อยดื้อรั้นเกลียดความอยุติธรรม ขืนเผลอทำอะไรผลีผลามมีหวังร้านแห่งนี้คงกลายเป็สนามรบ ซึ่งนั่นอาจจะทำให้ชาวเปาเฟินฮัวต่างได้รับความเดือดร้อนไปด้วย
“คนงามแห่งเปาเฟินฮัวอุตส่าห์ขอข้าทั้งที มีหรือที่ข้าจะให้ไม่ได้....พวกเ้าจงมานั่งให้เรียบร้อย อย่าให้ใครมาด่าเอาได้ว่าคนของตระกูลฉางไร้มารยาท ไม่เช่นนั้นข้าจะลงแส้บาปประทับที่บังอาจทำให้คนงามฉีซูเจียวเกรี้ยวโกรธ ฮ่าฮ่าฮ่า” ฉางเจินจงกล่าวด้วยความเ้าเล่ห์ ก่อนจะส่งเสียงน่าคลื่นไส้ออกมาในตอนท้าย เมื่อลูกน้องเห็นเ้านายหัวเราะก็พานทำตาม ทำให้แหล่งค้าประเวณีแห่งนี้ดูเหมือนรังโจรไม่มีผิด
‘ข้าน่าจะเชื่อเ้าลูกหมูนั่น ไม่น่าหาเื่ใส่ตัวเลยเชียว’ เหลียงเฟยฮวาก่นด่าตัวเองอยู่ภายในใจ พร้อมกับการแสดงฟ้อนรำหลังม่านที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น.....