คืนนั้น ภายในถ้ำพักมีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างริบหรี่ เหวินซานยืนอยู่กลางลานหินหน้าถ้ำ กระบี่เหล็กธรรมดาอยู่ในมือ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเริ่มกระบวนท่าแรกที่บันทึกไว้ในตำรา
ฟัน... แทง... ปัด... เฉือน...
ทุกกระบวนท่าล้วนเรียบง่ายไม่มีสิ่งใดพิสดาร เหวินซานฝึกซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า
เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลอาบใบหน้า เสื้อผ้าชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่กระบี่ในมือกลับยังดูแข็งทื่อไร้ชีวิตชีวา เขาหยุดลงหอบหายใจเบา ๆ ก่อนเปิดตำรากระบี่ไร้ลักษณ์ขึ้นอีกครั้ง
ภายในไม่มีคำอธิบายเกี่ยวกับวิธีใช้พลัง ไม่มีเคล็ดลับเร่งการฝึก มีเพียงคำอธิบายเกี่ยวกับ "มรรคากระบี่" เหวินซานอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ยิ่งอ่านกลับยิ่งไม่เข้าใจ
"มรรคากระบี่ แท้จริงคือสิ่งใด" เขาพึมพำกับตนเอง
วันแล้ววันเล่า หลังเสร็จงานดูแลสวนสมุนไพร เขาจะกลับมาฝึกกระบี่ทุกคืน กระบี่ถูกชักออกจากฝักนับพันครั้ง กระบวนท่าถูกฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คำว่า "มรรคา" กลับยังอยู่ไกลเกินเอื้อม หลายครั้งเขาถึงกับคิดว่าตนเองเลือกวิชาผิดดั่งที่ผู้าุโเคยกล่าวไว้
จนกระทั่งคืนหนึ่ง ขณะกำลังจะปิดตำรา สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นประโยคสั้น ๆ ที่เขียนไว้ท้ายหน้าสุดท้าย ราวกับผู้สร้างวิชาตั้งใจซ่อนไว้ว่า "กระบี่อยู่ในมือ เป็เพียงอาวุธ กระบี่อยู่ในใจ จึงเรียกว่ามรรคา"
เหวินซานนิ่งงัน สายตาจับจ้องอยู่กับตัวอักษรทั้งสองบรรทัด เขาอ่านซ้ำอีกครั้งแล้วอีกครั้ง "กระบี่อยู่ในมือ เป็เพียงอาวุธ" เขาค่อย ๆ ก้มมองกระบี่ในมือของตน ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเอาแต่ฝึกให้กระบี่เคลื่อนไหวถูกต้อง แต่ไม่เคยคิดเลยว่า เหตุใดตนจึงชักกระบี่
เหวินซานหลับตาลงช้า ๆ เขาไม่ได้ยกกระบี่ขึ้นฝึกอีก แต่ยืนอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านร่าง เวลาผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นก่อนยกกระบี่ขึ้นอีกครั้ง
การเคลื่อนไหวของเขายังคงเป็กระบวนท่าเดิม ไม่มีความรวดเร็วเพิ่มขึ้น ไม่มีพลังอันน่าตื่นตะลึง แต่ภายในใจของเขา กลับรู้สึกสงบนิ่งกว่าที่เคย เหวินซานเผยรอยยิ้มบาง ๆ
จากคืนนั้นเป็ต้นมา เหวินซานไม่เพียงฝึกกระบวนท่า แต่เริ่มค้นหาความหมายของคำว่า “กระบี่อยู่ในใจ” ไปพร้อมกัน
อาเหมียวไม่ได้กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดเตาหลอม หรือก้มหน้าท่องจำตำราสมุนไพรเหมือนเคย แต่เขากำลังยืนถ่างขาอยู่กลางห้อง เหงื่อไหลอาบทั้งตัว พลางชกหมัดใส่อากาศอย่างเอาเป็เอาตาย
"ฮึบ! ฮ่า!"
เสียงะโดังลั่นจนเหวินซานอดสงสัยไม่ได้ว่ากำลังฝึกวิชา หรือกำลังทะเลาะกับอากาศกันแน่ เมื่อเห็นเหวินซาน อาเหมียวก็รีบหยุด ก่อนใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่ออย่างภาคภูมิใจ
"น้องเหวิน! ข้าตัดสินใจแล้ว!"
"ตัดสินใจเื่ใด"
"ข้าค้นพบแล้วว่าตนเหมาะกับการฝึกกายมากกว่าหลอมโอสถ"
เหวินซานเลิกคิ้วขึ้น อาเหมียวยืดอกพลางเกร็งแขนจนกล้ามเนื้อเล็ก ๆ นูนขึ้นมา "่นี้ข้าไปลงชื่อเรียน วิชากายาแกร่งที่หอศึกษา สนุกกว่านั่งหลอมโอสถตั้งเยอะ!"
เขาหัวเราะเสียงดัง ก่อนชี้ไปที่เตาหลอมมุมห้อง
"หมัดของข้า" เขาเหวี่ยงหมัดออกไปหนึ่งครั้งจนเกิดเสียงหวือ "อย่างน้อยมันก็ทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้น"
เหวินซานยิ้มบาง ๆ "ระวังอย่าให้สุดท้ายหมัดเ้าแข็งกว่าสมองก็แล้วกัน"
"ไม่มีทาง!" อาเหมียวตอบทันที ก่อนหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เดี๋ยวนะ เ้ากำลังด่าข้าใช่หรือไม่"
เหวินซานหัวเราะ พลางตบไหล่สหายเบา ๆ "รีบไปฝึกเถอะ"
"คราวหน้าเจอกัน ข้าจะใช้มือเดียวแบกเ้าได้!"
"รอให้แบกถังน้ำไหวก่อนค่อยว่ากัน"
อาเหมียวทำหน้าเหวอ ก่อนรีบวิ่งไล่ตามจะเถียง แต่เหวินซานหัวเราะแล้วเดินออกจากห้องไป
หลังจากร่ำลาสหายที่กำลังกระตือรือร้นกับการฝึกกาย เหวินซานจึงมุ่งหน้าออกจากยอดเขา สู่หุบเขาทางทิศตะวันตกของสำนัก ซึ่งเป็ที่ตั้งของป่าอสูร
เมื่อมาถึงหน้าทางเข้า ชายชราผู้เฝ้าประตูเงยหน้าขึ้นมองแล้วถามขึ้น "เข้าป่าหรือ"
เหวินซานประสานมือตอบอย่างนอบน้อม "ขอรับ"
ชายชราหยิบป้ายหยกออกมา บันทึกชื่อของเขาลงในบันทึกสำนัก ก่อนจะกำชับด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ห้ามเข้าป่าลึกเกินสิบลี้ ห้ามเข้าเขตอสูรระดับสอง หากพบอันตราย ให้บดป้ายหยกทันที จะมีผู้าุโเข้าช่วย"
"ขอบคุณที่เตือน" เหวินซานพยักหน้ารับคำอย่างตั้งใจ ก่อนจะก้าวผ่านม่านพลังของสำนักเข้าไปทันที
เมื่อก้าวเข้าสู่ป่า บรรยากาศก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ต้นไม้สูงเสียดฟ้าปกคลุมจนแสงอาทิตย์แทบไม่สามารถส่องลงมาถึงพื้นดิน
บรรยากาศรอบข้างเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าของตนเอง เสียงนกร้องและเสียงคำรามของอสูรดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ
ไอิญญาภายในป่าเข้มข้นกว่าภายนอกหลายเท่าตัว เหวินซานกระชับกระบี่เหล็กที่คาดไว้ด้านหลังแน่น พลางสายตาจับจ้องไปรอบทิศด้วยสมาธิที่แน่วแน่
เหวินซานไม่ได้รีบร้อน เขาเดินอย่างระมัดระวัง คอยสังเกตร่องรอยบนพื้นดิน
ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ เสียงกรอบแกรบพลันดังขึ้นจากพุ่มไม้ด้านซ้าย เหวินซานหยุดฝีเท้าทันที มือขวาค่อย ๆ จับด้ามกระบี่ ดวงตาจับจ้องไปยังพุ่มไม้เบื้องหน้า
หมาป่าตัวหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมา มันเป็หมาป่าเขี้ยวเทาระดับหนึ่งขั้นปลาย ลำตัวยาวกว่าหนึ่งจั้ง ขนสีเทาปนน้ำตาล ดวงตาสีเขียวมรกตจับจ้องเหวินซานไม่กะพริบ เขี้ยวแหลมคมโผล่พ้นริมฝีปาก น้ำลายหยดลงบนพื้นเป็ระยะ
เหวินซานจ้องมองคมกระบี่ในมือที่สะท้อนแสงแดดยามสาย เขานึกถึงเปลวเพลิงที่เต้นระบำอยู่ใต้เตาหลอม เขาต้องใช้สมาธิมหาศาลควบคุมความร้อนไม่ให้แรงจนโอสถไหม้เกรียม
สิ่งที่เขาเรียนรู้จากการควบคุมไฟใต้เตาหลอมผุดขึ้นมาในหัว เขาตระหนักได้ว่าทุกสรรพสิ่งล้วนมีวิถีแห่งการควบคุมที่คล้ายคลึงกัน
เหวินซานกระชับด้ามกระบี่แน่นขึ้น ความเงียบงันในใจของเขาแปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่น
"เพลิงแรงเกินไป โอสถย่อมไหม้ มือที่ออกแรงเกินไปกระบี่ก็คงไม่ต่างกัน" เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นเบาราวกับเสียงใบไม้ไหว แต่กลับหนักแน่นด้วยความเข้าใจที่กระจ่างแจ้ง
สายตาของเหวินซานไม่ได้หยุดอยู่ที่เขี้ยวของมันอีกต่อไป เขามองหัวไหล่ที่กดต่ำลง ขาหลังที่เกร็งแน่น และน้ำหนักที่กำลังถ่ายไปด้านหน้า
ในวินาทีนั้นเอง ทุกการเคลื่อนไหวของศัตรูเบื้องหน้าดูเหมือนจะช้าลงในสายตาของเขา
เหวินซานปล่อยลมหายใจออก ความตื่นเต้นในใจค่อย ๆ สงบลง ก่อนจะชักกระบี่ออกจากฝักอย่างช้า ๆ เสียงคมกระบี่เสียดสีกับฝักดังแ่เบา หมาป่าอสูรแยกเขี้ยวคำรามต่ำ แล้วพุ่งเข้าใส่ทันที!
หมาป่าอสูรคำรามลั่นป่า
โฮก!
ร่างขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่เหวินซานราวกับสายฟ้าสีเทา ดวงตาสีเขียวมรกตเปล่งประกายดุร้าย เขี้ยวคมงับตรงลำคอโดยไม่เปิดโอกาสให้หลบหนี
เหวินซานสูดลมหายใจลึก มือขวากำด้ามกระบี่แน่นก่อนฟันลงตามกระบวนท่าแรกของกระบี่ไร้ลักษณ์
ฉัวะ!
คมกระบี่เฉียดผ่านไหล่ของหมาป่า แต่เพราะจังหวะช้าเกินไปจึงทำได้เพียงตัดขนออกกระจุกหนึ่ง หมาป่าแทบไม่ได้รับาเ็
"แย่แล้ว..." เหวินซานรีบถอยหลัง แต่หมาป่าไม่เปิดโอกาส อุ้งเท้าหน้าตวัดเข้าใส่เด็กหนุ่มทันที
ปัง!
เหวินซานยกกระบี่ขึ้นรับ แรงมหาศาลส่งเขาลื่นถอยหลังหลายก้าว แขนทั้งสองชาจนแทบกำกระบี่ไม่อยู่
"แรงเยอะกว่าที่คิด..."
ยังไม่ทันตั้งหลัก หมาป่าก็กระโจนเข้ามาอีกครั้ง ครั้งนี้เร็วกว่าเดิม เหวินซานกัดฟันรีบใช้กระบวนท่าที่สอง แทง! ปลายกระบี่พุ่งตรงไปยังลำตัวอสูร แต่เพราะความประหม่า วิถีกระบี่กลับเบี่ยงไปเพียงเล็กน้อย ปลายกระบี่แทงเพียงิัไม่ลึกพอจะสร้างาแ หมาป่าคำรามอย่างเกรี้ยวกราด สะบัดลำตัวกระแทกเหวินซานเต็มแรง
ตูม!
ร่างของเขาลอยไปกระแทกต้นไม้ใหญ่ เืสดไหลออกจากมุมปาก กระบี่แทบหลุดจากมือ
เหวินซานหอบหายใจหนัก หัวใจเต้นรัวไม่เป็จังหวะ เขามองกระบี่ในมือ
'ข้า... ยังใช้มันเป็แค่อาวุธจริง ๆ' เขาเอาแต่จำกระบวนท่า จำมุมฟัน จำจังหวะแทง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูจริงทุกอย่างกลับสับสนไปหมด
หมาป่าไม่รอให้เขาคิด มันพุ่งเข้ามาเป็ครั้งที่สาม เหวินซานสูดลมหายใจลึก
คราวนี้เหวินซานไม่ได้มองคมเขี้ยวที่แยกออกของหมาป่า สมาธิของเขาจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่านั้น เขาสังเกตเห็นจังหวะการหายใจเข้าออกที่สม่ำเสมอ การถ่ายเทน้ำหนักลงบนขาหน้าแต่ละข้างก่อนที่จะพุ่งตัว
ความคิดหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในจิตใจ "การควบคุม..." เหวินซานพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะที่ร่างของหมาป่าพุ่งเข้าใส่
"การควบคุมไม่ใช่การบังคับศัตรู"
เขาก้าวเท้าหลบคมเขี้ยวไปทางด้านข้างเพียงนิดเดียวอย่างแเี ร่างของสัตว์ร้ายถลาผ่านหน้าเขาไปในระยะเพียงลมหายใจผ่าน
"อย่างน้อย... เขาต้องมองให้ออกว่ามันจะเคลื่อนไหวเมื่อใด"
ในจังหวะที่หมาป่าเสียหลักจากการพุ่งตัว เหวินซานไม่ได้ฟาดฟันกระบี่ออกไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่เขาสังเกตเห็นช่องว่างที่เปิดกว้างจากการลงน้ำหนักที่ผิดพลาดของมัน การเคลื่อนไหวของเขาในตอนนี้เปรียบเสมือนนักปรุงยาที่กำลังหยิบสมุนไพรลงสู่เตาหลอมในจังหวะที่ไฟกำลังได้ที่
'ก่อนกระโจน... ขาซ้ายของมันจะขยับก่อนเสมอ' วินาทีนั้นเองขาซ้ายของหมาป่าขยับไปด้านหน้าเล็กน้อย เหวินซานพลันก้าวหลบไปด้านข้าง
หวือ!
เขี้ยวของหมาป่าพลาดเป้าหมายไปเพียงเส้นผม
ฉับ!
เหวินซานฟันสวนโดยสัญชาตญาณ ครั้งนี้คมกระบี่กรีดผ่านสีข้างของหมาป่า เืสดสาดกระเซ็น
โฮก! หมาป่าร้องลั่นด้วยความเ็ป แต่กลับยิ่งคลุ้มคลั่งกว่าเดิม
การต่อสู้ดำเนินต่ออีกกว่าครึ่งก้านธูป พื้นดินเต็มไปด้วยรอยกรงเล็บ ต้นไม้หลายต้นถูกชนจนหักโค่น เสื้อผ้าของเหวินซานขาดวิ่น แขนซ้ายมีรอยกรงเล็บยาวสามรอย เืไหลไม่หยุด
ลมหายใจของเด็กหนุ่มเริ่มถี่ขึ้น พลังิญญาเหลือไม่ถึงครึ่ง ส่วนหมาป่าเองก็เต็มไปด้วยาแแต่ไม่มีแผลใดเป็แผลสาหัส
เหวินซานยกกระบี่ขึ้นอีกครั้ง แขนของเขาสั่นเล็กน้อย เขาหัวเราะอย่างขมขื่น "นี่หรือ วิชากระบี่ ข้าฝึกมาหลายคืน แต่กลับใช้ได้เพียงเท่านี้"
เหวินซานกำกระบี่แน่นอีกครั้ง แม้ยังไม่เข้าใจเขาก็เตรียมพร้อมรับมือกับการจู่โจมต่อไปด้วยความตั้งมั่นอย่างแรงกล้า
หมาป่าอสูรคำรามลั่นอีกครั้ง เหวินซานมองสภาพของตนเองก่อนสูดลมหายใจลึก แขนซ้ายมีาแหลายแห่ง พลังิญญาเหลือไม่ถึงสามส่วน หากฝืนสู้ต่อ คนที่ตายคงเป็เขา
"หนีก่อน..." คิดได้ดังนั้น เหวินซานก็หมุนตัววิ่งทันที หมาป่าอสูรคำรามด้วยความเดือดดาลก่อนพุ่งไล่ติดมาติด ๆ ตลอดทางเต็มไปด้วยเสียงฝีเท้าและเสียงต้นไม้หักโค่น เหวินซานไม่กล้าหันกลับไปมองแม้แต่ครั้งเดียว เขาใช้พลังิญญาที่เหลือทั้งหมดเร่งความเร็ว วิ่งตรงไปยังทางออกของป่าอสูร
จนกระทั่งม่านพลังของสำนักปรากฎอยู่เบื้องหน้า เหวินซานรีบพุ่งทะลุออกไป วูบ! ทันทีที่ออกจากเขตป่า หมาป่าอสูรก็หยุดอยู่ตรงขอบม่านพลัง คำรามด้วยความไม่พอใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันหลังกลับเข้าไปในป่า
เหวินซานทรุดนั่งหอบอยู่กับพื้น ลมหายใจถี่รัว เสื้อผ้าขาดวิ่น เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยกรงเล็บ ใบไม้แห้งติดอยู่ทั่วศีรษะ
ชายชราผู้เฝ้าทางเข้าป่าซึ่งนั่งจิบชาอยู่ใต้ศาลา ค่อย ๆ วางถ้วยชาลง ก่อนเหลือบมองเหวินซานั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า จากนั้นจึงหัวเราะเบา ๆ
เหวินซานยิ้มเจื่อน ๆ พลางลุกขึ้นประสานมือ "ศิษย์ประมาทเกินไปขอรับ" ชายชราหัวเราะเสียงดัง "ฮ่า ๆ ๆ! อย่างน้อยก็ยังรู้ว่าตัวเองประมาท" เขาลุกขึ้นเดินเข้ามาใช้สายตามองาแของเหวินซานครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า "าเ็ไม่หนักพักสักสองวันก็หาย"
เหวินซานยิ้มอย่างเขิน ๆ "หากวิ่งช้ากว่านี้ คงไม่ได้กลับมาแล้ว" ชายชราถึงกับหัวเราะลั่น "เ้าหนุ่ม ศิษย์สายนอกที่เข้าป่าอสูรครั้งแรก เก้าในสิบคนก็กลับมาในสภาพไม่ต่างจากเ้า" ชายชรายกถ้วยชาขึ้นจิบอีกคำ ก่อนโบกมือไล่
"รีบกลับไปรักษาแผลเสีย คราวหน้าหัดประเมินคู่ต่อสู้ก่อนชักกระบี่ หากเห็นว่าเกินกำลังจงถอยเสียั้แ่แรก "
เหวินซานหัวเราะออกมาแห้ง ๆ "ขอรับ" ก่อนจะประสานมือคารวะอีกครั้ง แล้วเดินกลับถ้ำพักของตน
หลายวันต่อมา แทนที่จะรีบกลับไปหลอมโอสถเหมือนแต่ก่อน เหวินซานกลับมุ่งหน้าไปยังหอศึกษาของสำนัก ซึ่งเป็อาคารไม้สามชั้นขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางเขตศิษย์สายนอก ภายในอาคารแบ่งเป็ห้องบรรยายหลายห้อง แต่ละห้องมีผู้าุโหรือศิษย์สายในผลัดเปลี่ยนกันมาถ่ายทอดความรู้
เหวินซานเดินผ่านห้องแรก ผู้าุโกำลังอธิบายสรรพคุณของสมุนไพรชนิดหนึ่งอย่างเคร่งขรึมว่า "...สมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์เย็น ใช้บำรุงพลังิญญา หากผสมกับหญ้าเมฆาขาวในอัตราสามต่อหนึ่ง..." ศิษย์หลายสิบคนต่างรีบก้มหน้าจดตาม
เหวินซานยืนฟังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินออกมาเงียบ ๆ เพราะสิ่งที่ผู้าุโกล่าวล้วนเป็ข้อความที่มีอยู่ในตำราทั้งหมด ห้องที่สองก็ไม่ต่างกัน เป็การอธิบายสูตรโอสถพื้นฐานตามคัมภีร์ของสำนัก แม้จะละเอียดแต่ก็ยังเป็เพียงการอ่านตำราให้ศิษย์ฟัง
เหวินซานเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงสตรีผู้หนึ่งดังออกมาจากห้องบรรยายเล็กด้านในสุดว่า "หากพวกเ้าท่องจำเพียงสรรพคุณของสมุนไพร วันหนึ่งก็จะเป็ได้แค่นักปรุงยาที่อ่านตำราเป็ แต่หากเข้าใจว่าเหตุใดสมุนไพรจึงมีสรรพคุณเช่นนั้น พวกเ้าจึงจะสามารถสร้างตำราของตนเองได้"
เหวินซานชะงักฝีเท้า เขาหันไปมองภายในห้องกลับพบว่ามีศิษย์นั่งฟังอยู่เพียงเจ็ดหรือแปดคนเท่านั้น ด้านหน้าห้องหญิงสาวอายุราวสิบแปดปีในชุดศิษย์สายในกำลังยืนอธิบายด้วยสีหน้าอ่อนโยน บนกระดานหินเื้ันางไม่ได้เขียนชื่อสมุนไพร แต่กลับวาดรูปดิน แมลง รากไม้ไว้เต็มกระดาน
นางถามว่า "พวกเ้าคิดว่า เหตุใดสมุนไพรชนิดเดียวกัน ที่ปลูกคนละพื้นที่ จึงให้คุณภาพของโอสถไม่เท่ากัน" ทั้งห้องเงียบกริบไม่มีผู้ใดตอบ หญิงสาวไม่ได้ตำหนิเพียงยิ้มแล้วหยิบสมุนไพรสองต้นขึ้นมา
"ทั้งสองต้นนี้... เป็สมุนไพรชนิดเดียวกัน แต่ต้นหนึ่งเติบโตบนดินชื้น อีกต้นเติบโตบนดินแห้ง หากนำไปหลอมโอสถด้วยสูตรเดียวกัน ผลลัพธ์ย่อมไม่เหมือนกัน"
เหวินซานยืนฟังอยู่หน้าประตู ดวงตาค่อย ๆ เป็ประกาย เหวินซานที่ตั้งใจเพียงยืนฟังอยู่หน้าประตู กลับก้าวเข้าไปนั่งแถวหลังโดยไม่รู้ตัว หญิงสาวเหลือบมองเขาเพียงครู่หนึ่งก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วดำเนินการบรรยายต่อไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ก่อนออกจากห้อง เหวินซานเหลือบเห็นป้ายชื่อที่วางอยู่บนโต๊ะ ศิษย์สายใน ซูอวิ๋นเหอ
สิบวันต่อมา ตลาดศิษย์ของสำนักเปิดขึ้นอีกครั้ง เหวินซานสะพายห่อผ้าผืนเล็กเดินมายังมุมเดิมที่เคยตั้งแผงขายโอสถ คราวนี้เขาไม่ได้พกโอสถมามากเช่นแต่ก่อน มีเพียงโอสถรวบรวมิญญายี่สิบเม็ด และโอสถชำระชีพอีกสิบเม็ดเท่านั้น
เหวินซานปูผ้าผืนเล็กลงบนพื้น วางขวดหยกเรียงเป็ระเบียบ ก่อนตั้งป้ายไม้ไว้ด้านหน้าว่า "โอสถหลอมเอง หากใช้ไม่ได้ผล ยินดีคืนหินิญญา"
ไม่นานนักศิษย์รับใช้คนหนึ่งก็รีบเดินเข้ามา เมื่อเห็นเหวินซานเขาก็ยิ้มกว้าง "ศิษย์น้องเหวิน ในที่สุดก็มาเสียที" เหวินซานยิ้มบาง "ครั้งก่อนโอสถใช้เป็อย่างไร" ชายผู้นั้นรีบพยักหน้า "ดีมาก วันนี้ข้าขอสิบเม็ด" เหวินซานหยิบขวดหยกส่งให้อีกฝ่าย ก่อนรับหินิญญามาอย่างเรียบง่าย
บทสนทนานั้นทำให้ศิษย์รับใช้อีกสองคนที่เดินผ่านหยุดมอง "โอสถของศิษย์พี่ใช้ดีจริงหรือ" ชายคนแรกหัวเราะ "หากไม่ดี ข้าคงไม่กลับมาซื้ออีก ราคาถูกกว่าร้านใหญ่เกือบสามส่วน แต่คุณภาพไม่ด้อยกว่า" ทั้งสองสบตากัน ก่อนตัดสินใจซื้อไปคนละเม็ด ตลอดทั้งวันเหวินซานขายโอสถได้เพียงยี่สิบเม็ด ทุกเม็ดล้วนขายให้ลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำ หรือคนที่ได้รับการแนะนำจากผู้เคยใช้มาก่อน
อีกฟากหนึ่งของตลาด แผงโอสถขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด ด้านหน้ามีป้ายไม้สลักคำว่า "โอสถศิษย์สายใน รับประกันคุณภาพ" เ้าของแผงคือชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมคาย สวมชุดศิษย์สายในอย่างสง่างาม เขามีนามว่าจ้าวหรง
หลายปีมานี้ โอสถที่จำหน่ายให้ศิษย์รับใช้กว่าครึ่งของสำนัก ล้วนผ่านมือเขา เมื่อเห็นลูกค้าบางส่วนเริ่มบางตาลง จ้าวหรงจึงหันไปถามศิษย์ผู้ช่วยข้างกายว่า "วันนี้ขายได้กี่เม็ด"
"หกสิบเจ็ดเม็ดขอรับศิษย์พี่"
จ้าวหรงขมวดคิ้ว "ครั้งก่อน แปดสิบห้าเม็ด เหตุใดจึงลดลงมากถึงเพียงนี้" ศิษย์รับใช้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา "ระยะนี้มีศิษย์สายนอกคนใหม่มาขายโอสถขอรับ โอสถของเขาหลอมเอง ราคาถูกกว่าพวกเรา หลายคนจึงหันไปลองซื้อ"
จ้าวหรงหันมองตามปลายนิ้วของศิษย์ผู้ช่วย สายตาหยุดอยู่ที่มุมเล็ก ๆ ของตลาด
เหวินซานกำลังเก็บขวดหยกลงในห่อผ้าอย่างสงบนิ่ง ไม่มีการะโเรียกลูกค้า ไม่มีการโอ้อวดสรรพคุณ แต่ลูกค้าที่เดินมาหาเขา กลับล้วนเป็ผู้ที่เคยอุดหนุนมาก่อน
จ้าวหรงหรี่ตาลงเล็กน้อย "ศิษย์ใหม่หรือ" เขาหันไปกล่าวกับศิษย์ผู้ช่วย "ไปเชิญเขามาพบข้า"
"ขอรับ"
ไม่นานนักเหวินซานก็เดินเข้ามา ประสานมือคำนับอย่างสุภาพ "ศิษย์คารวะศิษย์พี่"
จ้าวหรงพยักหน้า พลางมองสำรวจเหวินซานอยู่ครู่หนึ่ง "เ้าคือเหวินซาน"
"ขอรับ"
จ้าวหรงหยิบโอสถเม็ดหนึ่งขึ้นมาตรวจดู ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คุณภาพไม่เลว สมกับที่มีคนกลับมาซื้อซ้ำ" เหวินซานไม่ได้กล่าวตอบ เพียงยืนฟังอย่างสงบ จ้าวหรงจึงวางโอสถลงช้า ๆ
"แต่เ้าคงยังไม่รู้ ตลาดแห่งนี้ศิษย์หลายคนช่วยกันรักษาราคาไว้มาโดยตลอด ทุกคนต่างต้องอาศัยการขายโอสถเพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรในการฝึกตน" เขาเงยหน้ามองเหวินซานตรง ๆ "เมื่อเ้าขายราคาต่ำกว่าทุกคน คนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เพียงข้าคนเดียว"
เหวินซานนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างสุภาพ "ข้าไม่ได้ตั้งใจตัดราคาผู้ใด โอสถเหล่านี้ข้าหลอมด้วยตนเอง ต้นทุนจึงต่ำกว่าร้านใหญ่ ราคาที่ตั้งไว้ไม่ได้ทำให้ข้าขาดทุน"
จ้าวหรงยิ้มบาง ๆ "หวังว่าจะเป็เช่นนั้น ข้าเพียงมาเตือน บางครั้งการทำสิ่งที่ถูกต้อง อาจกลายเป็การสร้างปัญหาให้ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว" กล่าวจบเขาก็หมุนตัวเดินกลับแผงของตน ก่อนจากไป จ้าวหรงเหลือบมองป้ายราคาบนแผงของเหวินซานอีกครั้ง