“กากดอกเหมยกุ้ยตากแห้งแล้วเอามาบดทำกำยานได้” เฉินรุ่ยฟางตอบพร้อมยิ้มบางๆ เฉินจิ้งเสียนส่งเสียงคำหนึ่ง“อ่อ”
“ขอบใจเ้ามากวันนี้เ้ากลับไปได้แล้ว” เฉินรุ่ยฟางบอกพลางหยิบถุงใส่หยกปราณ์ออกมายื่นให้เฉินจิ้งเสียนรีบปฏิเสธ “ท่านอาจารย์เฉินขอรับค่าแรงท่านไม่ต้องจ่ายให้ข้าน้อยหรอกขอรับ”
“จะได้อย่างไรเ้าทำงานให้ข้า ข้าจ่ายค่าแรงให้เ้า หากเ้าไม่รับค่าแรงนี้ไป ข้าไม่สบายใจ”เฉินรุ่ยฟางจับมือเขาแล้วยัดถุงใส่หยกปราณ์ถุงนั้นใส่มือเขาเฉินจิ้งเสียนรีบประคองถุงใส่หยกส่งคืน พลางบอกว่า “ข้าน้อยได้ดูท่านหลอมโอสถถือว่าเป็ค่าแรงของข้าน้อยแล้วขอรับ หยกนี้ข้าน้อยรับไว้ไม่ได้ขอรับ”
เขาแกล้งทำหน้าลำบากใจท่าทางเกรงอกเกรงใจยิ่งนัก เห็นท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวของเขาทำให้เฉินรุ่ยฟางรู้สึกเอ็นดูไม่น้อยนางดันมือเขา “เ้ารับไว้เถอะ หยกนี่เ้าเอาไปซื้อสมุนไพรไว้ฝึกหลอมโอสถยิ่งฝึกมากเท่าไหร่ เ้าก็ยิ่งเก่งมากขึ้นเท่านั้น วันหน้าเ้าต้องหลอมโอสถได้แน่”
“แต่ว่า...”เฉินจิ้งเสียนเอ่ยอย่างลังเล เฉินรุ่ยฟางยิ้มพลางกล่าว “เ้ารับไว้เถอะหากเ้าไม่รับไว้ พรุ่งนี้ข้าก็ไม่กล้าเรียกใช้เ้าอีกแล้ว”
“ได้ๆข้าน้อยรับๆ” เฉินจิ้งเสียนรีบกล่าวอย่างตื่นตระหนก ดึงมือกลับมาเก็บถุงใส่หยกใบนั้นไว้ในอกเสื้อ ขณะที่ก้มหน้าลงไป เขาก็เผยรอยยิ้มเล็กๆแล้วรีบหุบยิ้มอย่างเร็วไว เงยหน้าขึ้นพลางกล่าว “ขอบคุณท่านอาจารย์เฉินขอรับหากท่านมีสิ่งใดให้ข้าน้อยทำอีก ท่านรีบบอกข้าน้อยได้เลย ข้าน้อยยินดีทำให้ขอรับ”
เขาแย้มยิ้มกว้างราวกับเด็กน้อยที่ดีใจเพราะได้ขนมหวานอย่างไรอย่างนั้นเฉินรุ่ยฟางพยักหน้า “ได้ๆ หากมีอะไรจะใช้เ้า ข้าจะรีบบอกเลย นี่ก็เย็นมากแล้วเ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ”
“ขอรับ”เฉินจิ้งเสียนรับคำ ลุกขึ้นพลางกุมมือลา จากนั้นก็เดินออกไปเฉินรุ่ยฟางมองจนเขาเดินลับตาไปแล้ว นางจึงเดินไปปิดประตูเรือน
เมื่อเฉินจิ้งเสียนเดินออกมาห่างจากเรือนพักแล้วเขาก็แย้มรอยยิ้มอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องที่สามารถตีสนิทท่านอาจารย์เฉินได้แล้วอีกหน่อยตีสนิทกับนางมากๆ หน่อย นางย่อมรับเขาเป็ศิษย์แน่นอน!
เฉินรุ่ยฟางปิดประตูเรือนแล้วก็เดินไปปิดหน้าต่างมองดูรอบๆว่าปิดห้องหับจนมิดชิดแล้วนางจึงหยิบถุงคุนเฉียนออกมาแล้วหยิบม้วนตำราม้วนหนึ่งออกมาจากถุงนางนั่งลงเปิดตำราม้วนนั้นแล้วอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจยิ่ง เพราะตำราเล่มนี้เป็ตำราที่อาจารย์ของนางเขียนขึ้นนางได้มาจากอาจารย์ของนาง ในตำราเล่มนี้เขียนถึงความรู้ด้านโอสถั้แ่สมัยานี่เรียกว่าตำราหายากเลยก็ว่าได้ ไม่แน่ว่าอาจจะมีตำราเล่มนี้เพียงเล่มเดียวก็ได้ ดังนั้นสหายของนางจึงได้เตือนนางไม่ให้เปิดเผยตำราเล่มนี้ให้ใครรู้อีกก็เหมือนคนหยกงามนั่นแหละ หากว่าคนอื่นรู้ว่านางมีตำราหายากอยู่ในมือย่อมคิดแย่งชิงไปแน่นอน
เฉินรุ่ยฟางย่อมเห็นด้วยกับสหายนางจึงเก็บตำราเล่มนี้เอาไว้อย่างมิดชิดไม่บอกแก่ผู้ใดเลยใช้เวลา่ที่อยู่คนเดียวเปิดอ่านตำรา ศึกษาเนื้อหาในตำราอย่างขะมักเขม้น ทำให้นางสามารถเลื่อนระดับจากโอสถระดับมนุษย์กลายเป็ระดับเทพขั้นปฐีได้ใน5 ปี และเลื่อนระดับจากระดับปฐีเป็ระดับนภาในเวลา 10 ปีแต่การจะเลื่อนระดับจากระดับนภากลายเป็ระดับ์ ช่างยากเย็นสำหรับนางเหลือเกินเพราะว่าพลังเทพของนางยังเป็เทพระดับต่ำอยู่เลยทำให้พลังเทพไม่พอที่จะใช้ในการหลอมโอสถจึงล้มเหลวทุกครั้งไปไม่อาจหลอมโอสถระดับ์ออกมาได้ แต่ถึงจะยังหลอมไม่สำเร็จนางก็ยังคงพยายามศึกษาตำราเล่มนี้เรื่อยมาต้องมีสักวันที่นางจะหลอมโอสถระดับ์ออกมาได้!
วันต่อมา เฉินรุ่ยฟางก็ไปที่แปลงปลูกสมุนไพร ซื้อดอกเหมยกุ้ยกลับมา 2ตะกร้าเช่นเดิม พร้อมกับเฉินจิ้งเสียนที่เดินตามนางมาด้วยแน่นอนว่าเขาตามมาเพื่อช่วยบดดอกเหมยกุ้ย เขาเดินตามอย่างนอบน้อมสำรวมยิ่ง
เมื่อเข้าไปในเรือนของท่านอาจารย์เฉินเขาก็นั่งลงบดดอกเหมยกุ้ยเหมือนเช่นเมื่อวานเฉินรุ่ยฟางก็เดินไปจัดสมุนไพรตามเื่ตามราวของนางไป
หลังจากบดดอกเหมยกุ้ยเสร็จแล้วเฉินจิ้งเสียนยังช่วยคั้นน้ำดอกเหมยกุ้ยให้อีกด้วยแล้วยังเอากากดอกเหมยกุ้ยไปตากแดดให้อีก พร้อมทั้งเก็บล้างอุปกรณ์ต่างๆจนสะอาดสะอ้าน เท่านั้นยังไม่พอ เขายังช่วยปัดกวาดเช็ดถูเรือนอย่างขยันขันแข็งทำตัวราวกับเป็บ่าวรับใช้คนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้นเฉินรุ่ยฟางจึงเพิ่มค่าแรงให้เขามากขึ้น เพราะว่าเขาไม่ใช่บ่าวรับใช้ของนางคนทำงานย่อมได้ค่าแรง นางก็จ่ายค่าแรงให้ตามสมควร ไม่คิดเอาเปรียบเขาแม้แต่น้อย
ตอนรับค่าแรงเฉินจิ้งเสียนก็แกล้งอิดออดไม่อยากรับ ทำสีหน้าเกรงอกเกรงใจยิ่งนักจนเฉินรุ่ยฟางต้องทำเสียงแข็งใส่เขา “หากเ้าไม่รับ ก็ไม่ต้องมาทำงานให้ข้าอีก”
“รับๆขอรับ ข้าน้อยรับแล้ว ท่านอาจารย์เฉินอย่าได้โมโห ข้าน้อยรับแล้วขอรับ”เฉินจิ้งเสียนรีบเก็บถุงใส่หยกใบนั้นไป เฉินรุ่ยฟางจึงยิ้มบางๆ “ก็แค่นี้เ้าจะปฏิเสธไปไย ต่อไปหากเ้ายังโยกโย้อีกก็ไม่ต้องมาทำงานให้ข้าแล้ว”
“ขอรับๆข้าน้อยไม่ปฏิเสธแล้วขอรับ ท่านอาจารย์เฉินอย่าได้โกรธ ข้าน้อยผิดไปแล้วๆ”เฉินจิ้งเสียนรีบกุมมือโค้งตัวผงกๆ เฉินรุ่ยฟางจึงโบกมือ “ไปๆ เ้ากลับไปได้แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาช่วยงานใหม่”
“ขอรับๆ”เฉินจิ้งเสียนรีบถอยออกไปอย่างนอบน้อมยิ่งเฉินรุ่ยฟางมองตามเขาไปจนเขาลับตาไปแล้วนางจึงเดินไปปิดประตูเรือนตลอดเวลาที่เฉินจิ้งเสียนมาช่วยทำงานให้ประตูหน้าต่างในเรือนล้วนเปิดกว้างทำให้คนภายนอกมองเห็นได้สะดวกดังนั้นเื่ข้อครหาที่ใครคิดจะพูดถึงในทางเสื่อมเสียย่อมไม่เกิดขึ้น ‘ชายหญิงอยู่ตามลำพัง ไม่รู้ว่าทำอะไรกันอยู่ในเรือน’ จึงไม่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ใครผ่านไปผ่านมาย่อมเห็นชัดเจนว่าชายหญิงอยู่ในเรือนตามลำพังก็จริงแต่จะเกิดอะไรขึ้นได้ล่ะแค่มองไปก็เห็นทะลุปรุโปร่งแล้วว่าเฉินรุ่ยฟางล้วนยุ่งง่วนอยู่กับสมุนไพรของนางส่วนเฉินจิ้งเสียนก็ยุ่งอยู่กับการบดสมุนไพรทำงานบ้านงานเรือนราวกับเป็บ่าวรับใช้คนหนึ่งเท่านั้นเอง
อีกทั้งเรือนของอาจารย์หลอมโอสถล้วนไม่ใหญ่นักเป็เรือนขนาด 1 ห้องนอน 1 ห้องโถง 1 ห้องครัว มีบริเวณรอบๆ เรือนอีกนิดหน่อยพอให้ปลูกสมุนไพรหรือไม้ดอกไม้ประดับเล็กๆอีกอย่างเรือนแต่ละหลังก็อยู่ห่างกันไม่เท่าไหร่เรียกได้ว่าแค่มองจากเรือนหลังหนึ่งก็มองเห็นเรือนข้างๆ กันอย่างชัดเจน เรือนข้างๆกันกำลังทำอะไร เรือนข้างเคียงล้วนมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งดังนั้นระดับความเป็ส่วนตัวไม่ค่อยมีเลย หากอยากได้ความเป็ส่วนตัวก็ต้องปิดประตูหน้าต่างให้หมดจึงจะได้ความเป็ส่วนตัวอย่างแท้จริง
วันต่อมา เฉินจิ้งเสียนก็ตามท่านอาจารย์เฉินไปช่วยบดดอกเหมยกุ้ยอีกครั้งเฉินรุ่ยฟางก็ไปนั่งทำกำยานจากกากดอกเหมยกุ้ยที่ตากแห้งจากเมื่อวันก่อนหลังจากปั้นก้อนกำยานเสร็จนางก็ยกออกไปตากแดดเอาไว้เฉินจิ้งเสียนช่วยงานเสร็จแล้วก็รับหยกปราณ์แล้วกลับไปเป็เช่นนี้อยู่หลายวันจนผู้คนล้วนเห็นจนชินตาไปแล้ว
จวบจนเฉินจิ้งเสียนเห็นว่าตัวเองกับท่านอาจารย์เฉินมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันพอสมควรแล้วเขาจึงค่อยๆ ร้องขอให้ท่านอาจารย์เฉินช่วยสอนเขาหลอมโอสถระดับมนุษย์เฉินรุ่ยฟางก็สอนให้อย่างไม่ห่วงวิชาสักนิดหลอมโอสถระดับมนุษย์สำหรับนางแล้วง่ายเหมือนกินข้าวคำหนึ่งอย่างไรอย่างนั้นนางหลอมให้เขาดู เฉินจิ้งเสียนก็หลอมตาม กว่าเขาจะหลอมโอสถระดับมนุษย์ได้ก็ผิดพลาดนับร้อยครั้งเลยทีเดียว
เฉินรุ่ยฟางก็หลอมโอสถระดับมนุษย์ให้เขาดูเป็สิบๆครั้ง ให้เขาได้ศึกษาเรียนรู้อย่างเต็มที่
จนกระทั่งเฉินจิ้งเสียนสามารถหลอมโอสถระดับมนุษย์ได้จนไร้ข้อผิดพลาดแล้วเขาจึงไปรับการทดสอบหลอมโอสถต่อหน้าอาจารย์ทั้งหลายเมื่อหลอมผ่านก็ได้รับการเลื่อนขั้นเป็ศิษย์ขั้นต้นย้ายจากผู้ดูแลสวนสมุนไพรไปอยู่ที่เรือนของศิษย์ขั้นต้นทันทีแน่นอนว่าเขาไม่ลืมบุญคุณที่ท่านอาจารย์เฉินช่วยสอนสั่งเขารีบไปกราบนางฝากตัวเป็ศิษย์ของนางทันทีเฉินรุ่ยฟางจึงรับเขาเป็ศิษย์อย่างยินดี
เฉินจิ้งเสียนก็ช่วยงานอาจารย์เฉินเหมือนเช่นแต่ก่อนไม่เปลี่ยนแปลงทำตัวราวกับเป็บ่าวรับใช้อย่างไรอย่างนั้นตื่นเช้ามาเขาก็รีบไปที่เรือนอาจารย์เฉินช่วยปัดกวาดถูเรือนให้นางแล้วจึงไปที่หอตำรา ศึกษาตำราต่างๆเมื่อมีข้อสงสัยอะไรเขาก็นำไปถามอาจารย์เฉิน เฉินรุ่ยฟางก็สอนสั่งเขาอย่างไม่หวงวิชาสักนิดเขาเป็ศิษย์ของนาง นางย่อมสอนเขาทุกอย่าง ยกเว้นความรู้จากตำราโอสถม้วนนั้นนางไม่กล้าสอนเขาเพราะกลัวว่าจะทำให้ความลับเปิดเผยได้ตำรานี้เป็ตำราล้ำค่าสำหรับนางนางยังต้องใช้ตำราม้วนนี้เพื่อเลื่อนระดับไปจนกว่าจะสามารถหลอมโอสถระดับ์ได้เสียก่อนหลังจากนั้นนางค่อยมอบตำรานี้ให้เ้าสำนัก ซึ่งเ้าสำนักนั้นความรู้ความสามารถของเขายังไม่เท่าเทียมอาจารย์ของนางเลยด้วยซ้ำดังนั้นตำรานี้จึงเป็ตำราล้ำค่าอย่างแท้จริง
วันเวลาผ่านไปราวสายน้ำไหลเฉินจิ้งเสียนรู้สึกว่าวิธีการหลอมโอสถของอาจารย์ตัวเองดูแตกต่างจากตำราในหอตำราเขาจึงเพียรพยายามแอบมองอย่างลับๆ จนกระทั่งเห็นชัดเจนว่าวิธีการหลอมโอสถที่อาจารย์สอนเขาแตกต่างจากวิธีการที่นางหลอมโอสถตามลำพังเขาแอบมองจนรู้ว่านางมีตำราเก่าๆ อยู่ม้วนหนึ่งนางเก็บตำราม้วนนั้นติดตัวอยู่ตลอดเวลาไม่เคยวางทิ้งไว้เลยเขาจึงคิดว่าตำรานั้นต้องเป็ตำราล้ำค่าแน่แท้ เขาจึงคิดอยากได้ตำราม้วนนั้นขึ้นมาแต่จะทำอย่างไรจึงจะได้มา?
ถ้าบอกตรงๆนางคงไม่ให้เขาแน่นอน ดังนั้นเขาจึงคิดใช้แผนการหลอกล่อให้นางหลงรักเขาเสียเลยนางยังไม่แต่งงาน เขาก็ยังไม่แต่งงาน แผนนี้ย่อมสำเร็จแน่นอน
“อาจารย์ขอรับน้ำชาขอรับ” เฉินจิ้งเสียนยกน้ำชาให้อาจารย์พลางมองนางด้วยแววตาเปี่ยมสเน่หาทำให้เฉินรุ่ยฟางเขินอายไม่น้อย “อืม”
นางรับถ้วยชามาเฉินจิ้งเสียนก็ฉวยโอกาสแตะมือนางคล้ายไม่ตั้งใจ แรกๆ เฉินรุ่ยฟางไม่คิดอะไรเฉินจิ้งเสียนก็คอยวนเวียนรอบตัวอาจารย์ราวกับเป็เงาตามตัวไม่ว่านางจะหยิบจับทำอะไรเขาล้วนช่วยหยิบจับให้นางไปเสียทุกอย่าง ฉวยโอกาสจับมือนางโดยไม่ตั้งใจบ่อยครั้งพลางมองนางด้วยสายตาเปี่ยมสเน่หาบ่อยๆ เฉินรุ่ยฟางเป็สตรีที่ยังไม่แต่งงานไม่เคยมีความรักมาก่อนครั้นถูกลูกศิษย์มองด้วยสายตาสเน่หาบ่อยครั้งเข้าก็ย่อมเกิดความหวั่นไหวแต่นางก็ไม่ยอมให้เขาใกล้ชิดจนเกินเลยเพราะนางรู้สึกเขินอายนั่นเองครั้นถูกเขามองจนนางรู้สึกเขินอายทนไม่ไหว นางจึงเลี่ยงออกไปอย่างเร่งร้อน “ข้าข้า ข้าจะไปเก็บสมุนไพร เ้าไม่ต้องตามมา เ้าอยู่หลอมโอสถที่ข้าเพิ่งสอนไปให้ดีๆ”
นางเอ่ยจบแล้วก็รีบก้าวเดินไปอย่างเร่งรีบเฉินจิ้งเสียนไม่ได้ตามนางไปเขามองจนนางลับตาไปแล้วจึงยกยิ้มอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง เกี้ยวพาบ่อยๆเกี้ยวพาทุกวัน นางจะไม่หวั่นไหวได้อย่างไร หึๆๆๆ...
เฉินรุ่ยฟางรีบก้าวเดินจนเกือบจะวิ่งอยู่แล้วนางเดินไปจนกระทั่งออกจากสำนักไปโดยไม่ทันรู้ตัวครั้งมองรอบตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่หน้าประตูสำนักแล้ว จะกลับไปที่สวนสมุนไพรนางก็ไม่อยากไปแล้ว นางอยากหาที่เงียบๆ อยู่ตามลำพังคนเดียวดังนั้นนางจึงเดินเรื่อยไปยังริมแม่น้ำหน้าสำนักข้ามสะพานไปยังทุ่งหญ้าอีกฝั่งหนึ่ง ที่นั่นมีทะเลสาบเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในทะเลสาบเต็มไปด้วยดอกบัวหากได้มองดอกบัว คงทำให้ใจที่เต้นตึกๆ ของนางบรรเทาลงกระมัง
เมื่อถึงทะเลสาบ นางก็ยืนชื่นชมดอกบัวอยู่เงียบๆ ดอกบัวชูช่อบานสะพรั่งสวยงามเสียจนมองเพลินตา มองไปมองมานางจึงคิดจะไปเก็บดอกบัว ไหนๆ ก็ออกมาแล้วอีกทั้งนางยังอ้างว่าจะไปเก็บสมุนไพร เกสรบัว กลีบบัวล้วนเป็สมุนไพรทั้งนั้นนางจึงยื่นมือไปเก็บดอกบัวที่อยู่ริมน้ำ เก็บมาได้เจ็ดแปดดอกกำลังจะยื่นมือไปเก็บดอกที่ 9 พลัน! ท้องฟ้าเบื้องบนก็แยกตัวออกจากกันช่องว่างดำมืดปรากฏขึ้นมา แล้วเทพคนหนึ่งก็ร่วงลงมาจากช่องว่างดำมืดนั้น ใช่!ร่วงลงมาจริงๆ ไม่ได้เหินลอยลงมาแต่อย่างได้ ตกดิ่งละลิ่วลงมาตกลงตรงข้างตัวเฉินรุ่ยฟางเสียงดังตูม!
พื้นตรงนั้นยุบเป็หลุมใหญ่ทำเฉินรุ่ยฟางใร้องออกมาคำหนึ่ง “ว๊าย!”
ช่องว่างดำมืดปิดลงท้องฟ้ากลับคืนสู่สภาพปกติเฉินรุ่ยฟางก้มมองคนที่อยู่ในหลุมข้างตัวนางอย่างใยิ่งคนที่สามารถฉีกเปิดช่องว่างได้ล้วนเป็เทพชั้นสูงนางเคยเห็นเทพชั้นสูงฉีกเปิดช่องว่างมาก่อนและคนที่นางเคยเห็นเขาทำเช่นนั้นก็คือเ้าสำนักโอสถนั่นเอง แต่ว่าคนที่นอนอยู่ในหลุมลึกข้างนางเขาเป็ใครก็ไม่รู้ นางไม่รู้จักเขา เห็นตัวเขาเต็มไปด้วยเื เขาได้รับาเ็มา
บุรุษผู้นั้นลืมตามองครั้นเห็นว่ามีสตรีคนหนึ่งยืนมองเขาอยู่ เขาจึงเอ่ยบอกเสียงแหบระโหยว่า “แม่นางโปรดช่วยดึงข้าขึ้นไปที”
“เอ่อ...”เฉินรุ่ยฟางยังใไม่หาย บุรุษในหลุมจึงเอ่ยขอร้องอีกครั้ง “แม่นางช่วยดึงข้าขึ้นไปหน่อยเถิด”
“เอ่อ...ได้ๆ”เฉินรุ่ยฟางพยักหน้า พยายามตั้งสติ นางรีบร้อนลงไปในหลุมจึงทำให้นางลื่นถลาลงไป“อ้า!”
นางทรงตัวไม่ได้ลื่นไถลลงไปแล้วล้มลงบนตัวบุรุษผู้นั้น ปึก!
“โอ๊ย!” บุรุษผู้นั้นร้องคำหนึ่ง มองดูสตรีนางนั้นที่ล้มอยู่บนตัวเขาอกนางเบียดชิดกับแผงอกที่เต็มไปด้วยเืของเขา ใบหน้านางแนบชิดกับใบหน้าของเขาทำให้ริมฝีปากของเขาชนกับหน้าผากของนาง เฉินรุ่ยฟางเบิกตาโตราวกับนกฮูกตื่นใอย่างไรอย่างนั้นนางรีบยันตัวขึ้น “ขออภัยด้วยๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ท่านเจ็บมากหรือไม่?”
“เจ็บอูย...” บุรุษผู้นั้นตอบพลางสูดปากทีหนึ่ง ภาพดวงตาโตเบิกกว้างนั้นประทับลงไปในใจเขาโดยไม่รู้ตัวเฉินรุ่ยฟางลุกไปด้านข้างแล้วรีบพยุงเขาขึ้นนั่ง ปากก็พร่ำขอโทษอย่างรู้สึกผิด“ขออภัยด้วยๆ ข้ารีบจนลื่นลงมา ท่านลุกไหวหรือไม่? หากว่าไม่ไหวเช่นนั้นท่านรอก่อนข้าจะไปตามคนมาช่วยหามท่าน”
“ไม่ต้องไปหรอกเ้าช่วยพยุงข้าก็พอแล้ว ข้ายังมีแรงพอเดินไหวอยู่” บุรุษผู้นั้นรั้งแขนนางไว้เฉินรุ่ยฟางจึงประคองเขาลุกขึ้นยืน บุรุษผู้นั้นยันตัวยืนขึ้นอย่างโซเซน้ำหนักตัวเขาพิงอยู่บนตัวสตรีนางนั้น เฉินรุ่ยฟางมองไปบนปากหลุม หลุมนี้ลึกราว 2เมตร หากนางเหินลอยขึ้นไปคนเดียวย่อมไม่เป็ปัญหาแต่ว่าน้ำหนักตัวเขาที่พิงอยู่บนตัวนางทำให้นางเหินลอยไปได้ 1 เมตรก็ร่วงตกลงพื้นนางจึงบอกเขา “ท่านรออยู่นี่ก่อน ข้าจะไปตามคนมาช่วยข้าคนเดียวแบกท่านขึ้นไปไม่ไหวจริงๆ”
บุรุษผู้นั้นฟังแล้วจึงโอบเอวนางแล้วฝืนเหินลอยขึ้นไปบนปากหลุมเฉินรุ่ยฟางใร้องคำหนึ่ง “อ่ะ!”
ยังไม่ทันตั้งสติดีๆเท้านางก็แตะบนพื้นดินแล้ว บุรุษข้างกายร้องคำหนึ่ง “โอย...”
เืไหลออกจากาแบนตัวมากขึ้นเขาซวนเซจะล้มลงไป เฉินรุ่ยฟางจึงประคองเขาไว้ “อ้า...ท่าน!”
ทั้งสองยืนโซเซราวกับคนเมาเหล้าอย่างไรอย่างนั้นจนสามารถยืนได้นิ่งแล้ว เฉินรุ่ยฟางจึงถอนหายใจโล่งอก “เฮ้อ...”
“ช่วยประคองข้าไปสำนักโอสถทีเถิดแม่นาง”บุรุษผู้นั้นเอ่ยบอกน้ำเสียงแหบแห้งระโหยโรยแรง เฉินรุ่ยฟางตอบรับ “ได้ๆ ท่านค่อยๆเดินนะ”
ทั้งสองจึงก้าวเดินไปอย่างช้าๆเดินโซเซไปโซเซมาคล้ายคนเมาเหล้าไม่มีผิดบุรุษผู้นั้นพิงน้ำหนักอยู่บนตัวสตรีข้างกาย เขาได้กลิ่นดอกเหมยกุ้ยจากตัวนางกลิ่นนั้นไม่ฉุนเกินไป ไม่อ่อนเกินไป เป็กลิ่นที่หอมพอดีๆ ยิ่งนักปกติเขาไม่ใกล้ชิดกับสตรีนางใดเพราะส่วนใหญ่แล้วกลิ่นเครื่องหอมของพวกนางล้วนกลิ่นแรงเกินไป ขนาดอยู่ห่าง 3เมตรยังได้กลิ่นชัดเจน ทำให้รู้สึกหอมฉุนจนเวียนหัวเลยทีเดียวเขาเหลือบมองนางที่สวมใส่อาภรณ์สีส้มอ่อนๆ เห็นว่าที่เอวนางห้อยหยก 1 อันบ่งบอกฐานะว่านางคืออาจารย์ของสำนักโอสถ อาภรณ์ของนางเปื้อนเืของเขาทำให้เขาคิดอยู่ในใจว่าต้องชดใช้อาภรณ์ให้นางเพราะว่าคราบเืนั้นซักล้างออกได้ยากยิ่งนักหากอาภรณ์เปื้อนเืแล้วล้วนต้องทิ้งไปอย่างไม่อาจแก้ไขอะไรได้
จนกระทั่งทั้งสองเดินไปใกล้ถึงประตูสำนักซึ่งมียามเฝ้าอยู่ 4 คน ยามทั้ง 4 เห็นอาจารย์ของสำนักตัวเองประคองคนาเ็มาก็รีบวิ่งพุ่งไปหาทันที“ท่านอาจารย์ เขาเป็ใคร?”
“เขาาเ็ได้อย่างไร?”
“โอาเ็หนักเสียด้วย”
พวกเขาถามพลางยื่นมือไปช่วยประคองบุรุษผู้นั้นเฉินรุ่ยฟางส่งเขาให้ยามทั้ง 4 คนพลางตอบว่า “ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร เขาตกลงมาตรงที่ข้าอยู่พอดีเร็วเข้าเถอะ รีบพาเขาเข้าไป”
“ขอรับๆ”ยามทั้ง 4 รับคำพลางช่วยกันหามคนาเ็เข้าสำนัก เฉินรุ่ยฟางเดินตามไปถึงนางจะเป็อาจารย์หลอมโอสถ แต่ว่าประสบการณ์ในการรักษาผู้คนยังต่ำยิ่งนักดังนั้นนางจึงร้องบอกบ่าวรับใช้ที่อยู่แถวประตูว่า“เ้ารีบไปตามอาจารย์ท่านอื่นมาเร็วเข้าเถิด บอกพวกเขาว่ามีคนาเ็หนักให้พวกเขารีบมาช่วยรักษาเร็วๆ”
“ขอ...”บ่าวรับใช้ยังขานรับไม่จบ บุรุษที่าเ็รีบบอก “ตามเ้าสำนักของพวกเ้ามาบอกเขาว่าข้าชื่อเหอเทียนเหิง”
บ่าวรับใช้หันไปมองท่านอาจารย์เฉินอย่างขอความเห็นเฉินรุ่ยฟางจึงพยักหน้า “ไปๆ เ้ารีบไปรายงานท่านเ้าสำนักตามที่เขาบอกเถิดเขาคงเป็สหายของท่านเ้าสำนักกระมัง”
“ขอรับๆ”บ่าวรับใช้พยักหน้าหงึกๆ แล้วรีบวิ่งไปทันที เฉินรุ่ยฟางมองดูเหอเทียนเหิงผู้นั้นนางรู้สึกว่าชื่อแซ่ของเขาคุ้นหู แต่นางก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินชื่อแซ่นี้จากที่ใดอีกทั้งเขาบอกให้ไปตามท่านเ้าสำนัก ดูท่าแล้วเขาคงเป็สหายของท่านเ้าสำนักแน่แท้ไม่เช่นนั้นใครจะกล้าให้ไปตามเช่นนี้ล่ะ ท่านเ้าสำนักไม่ใช่คนที่ใครๆจะเรียกให้มาก็มาได้ต้องเป็คนที่มีความสัมพันธ์กับท่านเ้าสำนักในระดับหนึ่งจริงๆท่านเ้าสำนักจึงจะให้พบได้มีแต่คนที่มีฐานะเท่าเทียมเทียนจวินหรือไม่ก็าาแดนเทพทั้ง 4คนนั้นที่ท่านเ้าสำนักจะออกมาพบโดยไม่ต้องมีเทียบขอพบหากเป็คนอื่นอยากพบท่านเ้าสำนักล้วนต้องส่งเทียบขอพบล่วงหน้าทั้งนั้น
ยามเฝ้าประตูทั้ง4 คนหามเหอเทียนเหิงไปยังห้องโถงรับแขกทันที เฉินรุ่ยฟางวิ่งตามไปผู้คนก็มองกันเป็แถวพลางส่งเสียงซุบซิบอย่างสงสัยใคร่รู้ “นั่นใคร?เืเต็มตัวเชียว”
“ดูท่าจะาเ็ไม่น้อยเลย”
“ไปๆพวกเราไปดูกันหน่อย”
คนที่เห็นล้วนรีบตามไปดูอย่างอยากรู้อยากเห็นทำให้มีคนก้าวตามหลังเฉินรุ่ยฟางเป็กลุ่มใหญ่ บรรดาอาจารย์ที่อยู่แถวนั้นล้วนรีบวิ่งไปถามอาจารย์เฉินทันที“อาจารย์เฉินเกิดอะไรขึ้นรึ?”
“เขาเป็ใคร?าเ็ได้อย่างไร?”
เฉินรุ่ยฟางหันไปมองอาจารย์ท่านอื่นที่วิ่งมานางวิ่งตามคนเจ็บพลางเอ่ยตอบว่า “ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร จู่ๆ เขาก็ตกลงมาใกล้ๆข้า ทำข้าใแทบตาย อ่อ เขาบอกว่าเขาชื่อเหอเทียนเหิง มีใครรู้จักเขาบ้างไหม?”
“เหอเทียนเหิงหรือ?”อาจารย์คนหนึ่งเอ่ย พลางคิดๆ ชื่อนี้คุ้นหูเหมือนจะเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อนแต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินจากที่ใด คิดไปคิดมาก็ยังคิดไม่ออก เขาจึงเลิกคิดจนวิ่งไปถึงห้องโถง ยามทั้ง 4 วางคนเจ็บลงบนตั่งยาว อาจารย์ที่เป็บุรุษจึงพุ่งไปดูอาการคนเจ็บโดยเร็วส่วนเฉินรุ่ยฟาง นางเป็สตรีจึงไม่สะดวกที่จะตรวจคนเจ็บที่เป็บุรุษ หากว่าไม่มีอาจารย์ท่านอื่นอยู่แน่นอนว่านางย่อมตรวจอาการให้เขา แต่ในเมื่อตอนนี้มีอาจารย์บุรุษท่านอื่นอยู่นางจึงเพียงยืนดูอยู่ด้านข้าง ผู้คนก็ล้อมวงอยู่ห่างๆ มองดูอย่างอยากรู้อยากเห็นบรรดาอาจารย์ทั้งหลายก็ล้อมวงอยู่รอบๆ ตั่งยาว ช่วยกันตรวจคนเจ็บคนละไม้คนละมือ
เหอเทียนเหิงถูกบรรดาอาจารย์รุมล้อมตรวจอาการก็รู้สึกใปนอับอายไม่น้อยเพราะอาจารย์เ่าั้ไม่เพียงตรวจดูาแของเขา ยังช่วยกันดึงอาภรณ์ของเขาออกทำให้เขาต้องรีบตะครุบอาภรณ์ของตัวเองยื้อยุดเอาไว้ไม่ยอมให้คนเ่าั้ถอดอาภรณ์ของเขาได้ง่ายๆ“พวกเ้าจะทำอะไร!? ปล่อยมือนะ!”
“นี่ๆไม่ถอดออกแล้วพวกเราจะตรวจาแได้อย่างไร” อาจารย์คนหนึ่งบอกมือก็ดึงอาภรณ์จะถอดออก ทำให้เหอเทียนเหิงยื้อยุดสุดแรงอย่างชนิดว่าเป็ตายอย่างไรก็ไม่ยอมให้พวกเขาถอดอาภรณ์ได้“พวกเ้าหยุด! ห้ามถอดนะ!”
“วะ! เ้าคนนี้นี่ จะตายอยู่แล้วยังจะมาเหนียมอายอะไรอีกเ้าไม่ใช่สตรีเสียหน่อย” อาจารย์อีกคนบ่นอย่างโมโห คนเขาช่วยตรวจให้แท้ๆแต่คนเจ็บผู้นี้กลับไม่ยอมให้ความร่วมมือดีๆ มันน่าโมโหจริงๆสมควรปล่อยให้ตายเสียดีไหม!
มือหลายมือช่วยกันดึงอาภรณ์เหอเทียนเหิงมีเพียง 2 มืออีกทั้งเขาาเ็จนแทบจะไร้เรี่ยวแรงแต่อย่างไรเขาก็ไม่ยอมให้คนเหล่านี้เปลื้องอาภรณ์เขาออกต่อหน้าผู้คนได้หรอก!
มองดูซิมีคนรุมล้อมมองดูตั้งมากมายขนาดนั้น เขาจะเปลือยกายต่อหน้าสาธารณะชนได้อย่างไรเป็ตายอย่างไรข้าก็ไม่ยอมเด็ดขาด! ข้าไม่ยอม! ข้าไม่ยอม!
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet : 098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readclub.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : @www.readfree.in
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ